ลาก่อน
๑๐ กุมภาพันธ์
เวลาบ่ายโมง พวกเราได้ไปที่โรงเรียนพร้อมกันเป็นครั้งสุดท้าย เพื่อฟังผลการสอบไล่ ที่ใกล้เคียงบริเวณโรงเรียน เต็มไปด้วยผู้ปกครองของนักเรียน บ้างรออยู่นอกประตู บ้างก็เข้าไปในห้องเรียน จนกระทั่งข้าง ๆ ที่นั่งของคุณครูเบียดกันเต็มไปหมด
ในห้องเรียนของเรา แม้ที่หน้าโต๊ะของครูแทบไม่มีที่ว่าง พ่อของเสนาะ แม่ของประเดิษฐ์ ช่างเหล็ก พ่อของอั๋น พ่อของอรรถ แม่ของหวัง แม่ของซุ่นหลีซึ่งเป็นแม่ค้าขายผักสด พ่อของ "ช่างปูนน้อย" พ่อของเดช นอกจากนี้ยังมีบุคคลที่เราไม่รู้จักอีกมากมาย ในห้องเรียนเต็มไปด้วยเสียงพูดเบา ๆ แซ่ไปหมด
พอครูเข้ามาในห้องเรียน ทุกคนก็นิ่งเงียบ ครูถือรายงานผลแห่งการสอบมาอ่านต่อหน้าเรา
"สุวรรณ สิทธิรักษ์ ๖๗ คะแนน สอบได้ สุรินทร์ วรวิทย์ ๕๕ คะแนน สอบได้"
ช่างปูนน้อยก็สอบได้ และซุ่นหลีก็สอบได้ และครูได้อ่านขึ้นด้วยเสียงอันดังขึ้นว่า
"ประดิษฐ์ รักธรรม ๗๐ คะแนน สอบได้และได้รางวัลที่หนึ่ง"
ผู้ปกครองที่มาในการนี้ พร้อมกันร้องชมเชยว่า
"เก่งเหลือเกิน เก่งเหลือเกิน ประดิษฐ์ เก่งเหลือกเกิน"
ประดิษฐ์เสยผมที่ปรกลงมา ยิ้มและหันมองไปทางแม่ และแม่ของเขาก็โบกมือรับ
พนิช เสนาะ เด็กนครราชสีมา ล้วนสอบได้ทั้งนั้น มี ๓-๔ คนที่สอบตก ในจำนวนนั้นมีคนหนึ่งเนื่องด้วยเห็นพ่อของเขาทำหน้าถนึงทึง ก็เลยร้องไห้ ครูได้บอกกับพ่อของเขาว่า
"ขอโทษเถิด การสอบตกนี้มิใช่เนื่องด้วยเด็กไม่ดี ส่วนมากเนื่องด้วยความเคราห์ร้ายของเขา และนี่ก็เป็นเช่นนั้น"
แล้วครูก็อ่านต่อไป
"หวัง ๖๒ คะแนน สอบได้"
แม่ของหวังยิ้มจนแก้มแทบปริ เดชก็สอบได้ด้วยได้คะแนน ๖๗ คะแนน เมื่อเขาได้ฟังรายงานผลแห่งการสอบดังนั้นแล้ว จะยิ้มสักนิดก็ไม่มี ยังคงนั่งเอากำปั้นทั้งสองยันหัวไว้ไม่ปล่อย ที่สุดคือประยูร ภุมรินทร์ วันนี้เขาแต่งตัวสวยเต็มที่ ก็สอบได้เหมือนกัน เมื่ออ่านรายงานเสร็จแล้ว ครูก็พูดว่า
"การพบกับพวกเธอในห้องของฉันครั้งนี้เป็นครั้งสุดท้ายแล้ว พวกเราได้ร่วมอยู่ด้วยกันมาตลอดปีแล้ว วันนี้จะจากกันไป ฉันเสียใจมากที่ฉันถือว่าการจากกับพวกเธอนี้เป็นเรื่องที่น่าเศร้าใจอย่างยิ่ง"
ครูกล่าวถึงตอนนี้ ก็หยุดอยู่ขณะหนึ่ง แล้วกล่าวต่อไปอีกว่า
"ภายในปีหนึ่งที่กล่าวมานี้ มีหลายเรื่องที่ฉันได้โกรธเคืองและล่วงเกินเธอโดยไม่เจตนา ทั้งนี้เป็นความพลั้งพลาดของฉัน ขอได้อภัยแก่ฉัน"
"เปล่าเลยครับ เปล่าเลยครับ" พวกพ่อแม่ได้พร้อมกันกล่าวขึ้น และต่อไปว่า
"เปล่าเลย คุณครู เรื่องไม่เป็นดังที่กล่าวนั้นเลย"
ครูได้กล่าวต่อไปอีกว่า
"ขอได้ให้อภัยแก่ฉัน ปีหน้าพวกเธอคงไม่ได้อยู่กับฉันอีกแล้ว แต่ก็ยังคงจะได้พบกันเสมอไม่ว่าจะเป็นเวลาใดก็ตาม พวกเธอก็ยังคงอยู่ในอกฉัน พบกันใหม่พ่อหนูทั้งหลาย"
เมื่อครูกล่าวเสร็จแล้ว ก็เดินผ่านมาทางพวกเรา พวกเราก็ลุกขึ้นยืน บ้างยื่นมือไปจับมือของครูหรือจับเสื้อของครูไว้แน่น และที่ยกมือไหว้คุณครูก็มาก ที่สุดนักเรียนทั้่งเป็นจำนวน ๕๐ คนได้พร้อมกันร้องขึ้นว่า
"พบกันใหม่ ขอรับ คุณครู ขอบพระคุณของคุณครู ขอให้คุณครูจงแข็งแรง และพวกผมจะไม่ลืมคุณครูตลอดเวลาที่มีชีวิตอยู่"
ขณะออกจากห้องเรียนนั้น เรารู้สึกเศร้าสลดอย่างยิ่ง รู้สึกหนักใจเหมือนกับมีอะไรมาทับอยู่ แล้วทุกคนต่างก็พากันออกมาข้างนอก และนักเรียนห้องอื่น ๆ ต่างก็พากันออกไปนอกประตูเหมือนกับกระแสน้ำ นักเรียนและผู้ปกครองปะปนกันอยู่ บ้างลาครู บ้างก็ทักทายปราศรัยกัน ครูหญิงที่ผูกโบว์สีแดงนั้น ถูกเด็ก ๆ ๔-๕ คน ล้อมและกอดเอวไว้ และถูกคนอื่น ๆ ล้อมไว้ แทบจะหายใจไม่ออก พวกเด็กยังได้เอาดอกไม้เสียบเข้าไปในรังกระดุมและกระเป๋าเสื้อ วันนี้เป็นวันแรกที่สัทัดได้เอาไม้เท้าออก ทุกคนเห็นแล้วต่างพากันพอใจมาก ทุกแห่งได้ยินแต่เสียงว่า
"พบกันใหม่ ปีหน้า ถึงวันที่ ๑๗ พฤษภาคมแล้ว ค่อยพบกันใหม่"
พวกเราต่างทักทายกัน ลืมความไม่พอใจในระวห่างกันที่เคยมีมาทุกสิ่งทุกอย่าง ประยูรซึ่งเคยริษยาประดิษฐ์ก็กางแขนออกกอดประดิษฐ์ไว้ ข้าพเจ้าได้ลา "ช่างปูนน้อย" ในเวลาที่ "ช่างปูนน้อย" จะทำหน้ากระต่ายให้ดูเป็นครั้งสุดท้าย ข้าพเจ้าได้เข้าไปกอดคอเขาทีหนึ่งและยังได้ไปลาอั๋นและพนิช พนิชบอกว่าอีกไม่ช้า เขาจะออกสลากกินแบ่งเป็นครั้งสุดท้าย และได้ให้เครื่องปั้นทับหนังสือที่แตกบ้างแล้วเล็กน้อยแก่ข้าพเจ้า หวังเกาะเสนาะไว้แน่นไม่อยากจะจากไป ทุกคนเมื่อเห็สภาพนั้นเข้าแล้วต่างก็รู้สึกสะเทือนใจไปด้วย ต่างได้ล้อมเข้ามารอบข้างเสนาะ
"พบกันใหม่ เสนาะ ขอให้เธอจงสวัสดี"
ทุกคนได้พูกับเขาดังนั้น บ้างได้เข้าไปกอดเขา บ้างได้เข้าไปจับมือเขา ต่างแสดงความอาลัยต่อเด็กหนุ่มผู้กล้าหาญและดีเยี่ยมนี้ พ่อของเสนาะยืนงงและยิ้มแป้น
เสนาะ เป็นคนสุดท้ายที่ข้าพเจ้าเข้าไปกอดคอ เมื่อออกมานอกประตู ข้าพเจ้าได้ซุกหน้าลงกับอกเขาแล้วสะอื้น เสนาะลูบหน้าผากข้าพเจ้า แล้วข้าพเจ้าก็วิ่งไปหาคุณพ่อคุณแม่ คุณพ่อได้ถามว่า
"เจ้าได้ลาเพื่อน ๆ ทุกคนแล้วหรือ?"
ข้าพเจ้าตอบว่า "ลาแล้ว"
คุณพ่อได้กล่าวอีกว่า
"ถ้ามีเรื่องที่ล่วงเกินใคร ๆ แล้ว จงไปขอโทษเขาเสียโดยเร็ว มีบ้างไหม?"
"ไม่มีเลยครับ" ข้าพเจ้าตอบ
"เมื่อดังนั้น ก็ลาก่อน" พ่อพูด แล้วหันไปดูโรงเรียนอีกครั้งหนึ่ง น้ำเสียงสั่น เกิดจากความสะเทือนใจ
"ลาก่อน" คุณพ่อกล่าวซ้ำ
แต่ข้าพเจ้านั้นพูอะไรไม่ออกเสียทีเดียว
- จบ -