วันศุกร์ที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2565

บทที่ ๘๗ ลาก่อน


ลาก่อน

๑๐ กุมภาพันธ์


เวลาบ่ายโมง  พวกเราได้ไปที่โรงเรียนพร้อมกันเป็นครั้งสุดท้าย  เพื่อฟังผลการสอบไล่  ที่ใกล้เคียงบริเวณโรงเรียน เต็มไปด้วยผู้ปกครองของนักเรียน  บ้างรออยู่นอกประตู  บ้างก็เข้าไปในห้องเรียน  จนกระทั่งข้าง ๆ ที่นั่งของคุณครูเบียดกันเต็มไปหมด

    ในห้องเรียนของเรา  แม้ที่หน้าโต๊ะของครูแทบไม่มีที่ว่าง  พ่อของเสนาะ  แม่ของประเดิษฐ์  ช่างเหล็ก พ่อของอั๋น  พ่อของอรรถ  แม่ของหวัง  แม่ของซุ่นหลีซึ่งเป็นแม่ค้าขายผักสด  พ่อของ "ช่างปูนน้อย"  พ่อของเดช  นอกจากนี้ยังมีบุคคลที่เราไม่รู้จักอีกมากมาย  ในห้องเรียนเต็มไปด้วยเสียงพูดเบา ๆ แซ่ไปหมด

    พอครูเข้ามาในห้องเรียน  ทุกคนก็นิ่งเงียบ  ครูถือรายงานผลแห่งการสอบมาอ่านต่อหน้าเรา

    "สุวรรณ สิทธิรักษ์ ๖๗ คะแนน  สอบได้  สุรินทร์ วรวิทย์  ๕๕ คะแนน สอบได้"

    ช่างปูนน้อยก็สอบได้ และซุ่นหลีก็สอบได้  และครูได้อ่านขึ้นด้วยเสียงอันดังขึ้นว่า

    "ประดิษฐ์ รักธรรม ๗๐ คะแนน สอบได้และได้รางวัลที่หนึ่ง"

    ผู้ปกครองที่มาในการนี้ พร้อมกันร้องชมเชยว่า

    "เก่งเหลือเกิน  เก่งเหลือเกิน  ประดิษฐ์  เก่งเหลือกเกิน"

    ประดิษฐ์เสยผมที่ปรกลงมา  ยิ้มและหันมองไปทางแม่  และแม่ของเขาก็โบกมือรับ

    พนิช เสนาะ เด็กนครราชสีมา ล้วนสอบได้ทั้งนั้น  มี ๓-๔ คนที่สอบตก  ในจำนวนนั้นมีคนหนึ่งเนื่องด้วยเห็นพ่อของเขาทำหน้าถนึงทึง  ก็เลยร้องไห้  ครูได้บอกกับพ่อของเขาว่า

    "ขอโทษเถิด  การสอบตกนี้มิใช่เนื่องด้วยเด็กไม่ดี  ส่วนมากเนื่องด้วยความเคราห์ร้ายของเขา  และนี่ก็เป็นเช่นนั้น"

    แล้วครูก็อ่านต่อไป

    "หวัง ๖๒ คะแนน สอบได้"

    แม่ของหวังยิ้มจนแก้มแทบปริ  เดชก็สอบได้ด้วยได้คะแนน ๖๗ คะแนน  เมื่อเขาได้ฟังรายงานผลแห่งการสอบดังนั้นแล้ว  จะยิ้มสักนิดก็ไม่มี  ยังคงนั่งเอากำปั้นทั้งสองยันหัวไว้ไม่ปล่อย  ที่สุดคือประยูร ภุมรินทร์  วันนี้เขาแต่งตัวสวยเต็มที่  ก็สอบได้เหมือนกัน  เมื่ออ่านรายงานเสร็จแล้ว  ครูก็พูดว่า

    "การพบกับพวกเธอในห้องของฉันครั้งนี้เป็นครั้งสุดท้ายแล้ว  พวกเราได้ร่วมอยู่ด้วยกันมาตลอดปีแล้ว  วันนี้จะจากกันไป  ฉันเสียใจมากที่ฉันถือว่าการจากกับพวกเธอนี้เป็นเรื่องที่น่าเศร้าใจอย่างยิ่ง"

     ครูกล่าวถึงตอนนี้  ก็หยุดอยู่ขณะหนึ่ง  แล้วกล่าวต่อไปอีกว่า

    "ภายในปีหนึ่งที่กล่าวมานี้  มีหลายเรื่องที่ฉันได้โกรธเคืองและล่วงเกินเธอโดยไม่เจตนา  ทั้งนี้เป็นความพลั้งพลาดของฉัน  ขอได้อภัยแก่ฉัน"

    "เปล่าเลยครับ  เปล่าเลยครับ"  พวกพ่อแม่ได้พร้อมกันกล่าวขึ้น และต่อไปว่า

    "เปล่าเลย  คุณครู เรื่องไม่เป็นดังที่กล่าวนั้นเลย"

    ครูได้กล่าวต่อไปอีกว่า

    "ขอได้ให้อภัยแก่ฉัน  ปีหน้าพวกเธอคงไม่ได้อยู่กับฉันอีกแล้ว  แต่ก็ยังคงจะได้พบกันเสมอไม่ว่าจะเป็นเวลาใดก็ตาม  พวกเธอก็ยังคงอยู่ในอกฉัน  พบกันใหม่พ่อหนูทั้งหลาย"

    เมื่อครูกล่าวเสร็จแล้ว  ก็เดินผ่านมาทางพวกเรา  พวกเราก็ลุกขึ้นยืน  บ้างยื่นมือไปจับมือของครูหรือจับเสื้อของครูไว้แน่น  และที่ยกมือไหว้คุณครูก็มาก  ที่สุดนักเรียนทั้่งเป็นจำนวน ๕๐ คนได้พร้อมกันร้องขึ้นว่า

    "พบกันใหม่ ขอรับ  คุณครู  ขอบพระคุณของคุณครู  ขอให้คุณครูจงแข็งแรง  และพวกผมจะไม่ลืมคุณครูตลอดเวลาที่มีชีวิตอยู่"

    ขณะออกจากห้องเรียนนั้น  เรารู้สึกเศร้าสลดอย่างยิ่ง  รู้สึกหนักใจเหมือนกับมีอะไรมาทับอยู่  แล้วทุกคนต่างก็พากันออกมาข้างนอก  และนักเรียนห้องอื่น ๆ ต่างก็พากันออกไปนอกประตูเหมือนกับกระแสน้ำ  นักเรียนและผู้ปกครองปะปนกันอยู่ บ้างลาครู  บ้างก็ทักทายปราศรัยกัน  ครูหญิงที่ผูกโบว์สีแดงนั้น  ถูกเด็ก ๆ ๔-๕ คน ล้อมและกอดเอวไว้  และถูกคนอื่น ๆ ล้อมไว้  แทบจะหายใจไม่ออก พวกเด็กยังได้เอาดอกไม้เสียบเข้าไปในรังกระดุมและกระเป๋าเสื้อ   วันนี้เป็นวันแรกที่สัทัดได้เอาไม้เท้าออก  ทุกคนเห็นแล้วต่างพากันพอใจมาก  ทุกแห่งได้ยินแต่เสียงว่า

    "พบกันใหม่ ปีหน้า  ถึงวันที่ ๑๗ พฤษภาคมแล้ว ค่อยพบกันใหม่"

    พวกเราต่างทักทายกัน  ลืมความไม่พอใจในระวห่างกันที่เคยมีมาทุกสิ่งทุกอย่าง  ประยูรซึ่งเคยริษยาประดิษฐ์ก็กางแขนออกกอดประดิษฐ์ไว้  ข้าพเจ้าได้ลา  "ช่างปูนน้อย"  ในเวลาที่  "ช่างปูนน้อย"  จะทำหน้ากระต่ายให้ดูเป็นครั้งสุดท้าย  ข้าพเจ้าได้เข้าไปกอดคอเขาทีหนึ่งและยังได้ไปลาอั๋นและพนิช  พนิชบอกว่าอีกไม่ช้า  เขาจะออกสลากกินแบ่งเป็นครั้งสุดท้าย  และได้ให้เครื่องปั้นทับหนังสือที่แตกบ้างแล้วเล็กน้อยแก่ข้าพเจ้า  หวังเกาะเสนาะไว้แน่นไม่อยากจะจากไป  ทุกคนเมื่อเห็สภาพนั้นเข้าแล้วต่างก็รู้สึกสะเทือนใจไปด้วย  ต่างได้ล้อมเข้ามารอบข้างเสนาะ

    "พบกันใหม่  เสนาะ  ขอให้เธอจงสวัสดี"

    ทุกคนได้พูกับเขาดังนั้น  บ้างได้เข้าไปกอดเขา   บ้างได้เข้าไปจับมือเขา  ต่างแสดงความอาลัยต่อเด็กหนุ่มผู้กล้าหาญและดีเยี่ยมนี้  พ่อของเสนาะยืนงงและยิ้มแป้น

    เสนาะ เป็นคนสุดท้ายที่ข้าพเจ้าเข้าไปกอดคอ เมื่อออกมานอกประตู  ข้าพเจ้าได้ซุกหน้าลงกับอกเขาแล้วสะอื้น  เสนาะลูบหน้าผากข้าพเจ้า แล้วข้าพเจ้าก็วิ่งไปหาคุณพ่อคุณแม่  คุณพ่อได้ถามว่า

    "เจ้าได้ลาเพื่อน ๆ ทุกคนแล้วหรือ?"

    ข้าพเจ้าตอบว่า "ลาแล้ว"

    คุณพ่อได้กล่าวอีกว่า

    "ถ้ามีเรื่องที่ล่วงเกินใคร ๆ แล้ว จงไปขอโทษเขาเสียโดยเร็ว  มีบ้างไหม?"

    "ไม่มีเลยครับ"  ข้าพเจ้าตอบ

    "เมื่อดังนั้น  ก็ลาก่อน"  พ่อพูด  แล้วหันไปดูโรงเรียนอีกครั้งหนึ่ง  น้ำเสียงสั่น เกิดจากความสะเทือนใจ

    "ลาก่อน"  คุณพ่อกล่าวซ้ำ

    แต่ข้าพเจ้านั้นพูอะไรไม่ออกเสียทีเดียว

 - จบ -

บทที่ ๘๖ การสอบครั้งสุดท้าย


การสอบครั้งสุดท้าย

๗ กุมภาพันธ์


วันนี้เป็นวันสอบปากเปล่า

    พวกเราพร้อมกันเข้าไปในห้องเรียนเมื่อเวลา ๘.๐๐ น.  พอถึงเวลา ๘.๑๕ น.  ก็ถูกเรียกเข้าไปในห้องเรียนเป็นพวก ๆ ละ ๔ คน  บนโต๊ะตัวใหญ่นั้นปูด้วยผ้าสีเขียว  ครูใหญ่และครูอีก ๔ คนนั่งรวมกันอยู่  ครูประจำชั้นของเราก็นั่งอยู่ในที่นั้นด้วย  ข้าพเจ้าอยู่ในพวกที่ถูกเรียกเข้าไปเป็นครั้งแรก

    โอ้  คุณครู  คุณครูรักเราเพียงไรนั้นก็รู้กันในบัดนี้เอง  ในเวลาที่นักเรียนคนอื่นถูกถามนั้น  ครูก็จ้องมองดูหน้าพวกเรา  ถ้าคำตอบของเราไม่ชัดแจ้ง  ครูก็แสดงสีหน้าเป็นทุกข์  ถ้าข้อไหนเราตอบได้ถูกต้อง  ครูก็แสดงความดีใจ  และมักจะตะแคงหู  ใช้มือและศีรษะทำท่าทางต่าง ๆ คล้ายจะบอกเราว่า

    "ถูกแล้ว  ไม่ถูก  ระวัง  คิดให้รอบคอบเสียก่อน  ระวัง ระวัง"

    ในเวลานั้น ถ้าครูบอกกับเราได้แล้ว  ก็คงจะบอกกับเราทุกสิ่งทุกอย่าง  แม้พ่อแม่ของนักเรียนจะมานั่งอยู่ใกล้ ๆ แทนครูของเรา  ก็เกรงว่าจะไม่เอาใจใส่กับพวกเราเหมือนกับครูเลย

    พอได้ยินครูคนอื่นบอกว่า "ดีแล้ว  กลับไปได้" นัยน์ตาของพวกครูก็เต็มไปด้วยประกายแห่งความพอใจ

    ข้าพเจ้าได้รีบกลับมายังห้องเรียนโดยเร็ว  เพื่อนนักเรียนยังคงอยู่ในห้องเรียนทั้งนั้น  ข้าพเจ้าได้เข้าไปนั่งข้าง ๆ เสนาะ เมื่อหวนคิดไปว่าครั้งนี้เป็นการพบครั้งสุดท้ายแล้ว  ก็ให้รู้สึกเศร้าใจเป็นอย่างยิ่ง

    ข้าพเจ้ายังมิได้บอกเรื่องที่จะตามคุณพ่อไปอยู่ต่างจังหวัดแก่เสนาะเลย  และเสนาะก็ยังไม่รู้เรื่อง  เขานั่งอยู่ที่โต๊ะและกำลังแต่งกรอบรูปบิดาของเขาอยู่อย่างตั้งอกตั้งใจ  บิดาเขาแต่งตัวแบบนายช่าง  รูปร่างสูงใหญ่  หัวใหญ่ เหมือนเสนาะ  ท่าทางก็ดูซื่อตรง  เสนาะก้มหัวไปทางข้างหน้า  เสื้อตรงหน้าอกจึงแบะออก เผยให้เห็นล๊อกเก็ตซึ่งมารดาของหวังได้ให้กับเขาไว้เป็นที่ระลึกในความกรุณาต่อบุตรชายพิการของแกนั้นโผล่ออกมา

    เมื่อคิดถึงว่า  เราจะต้องไปจากที่นี่แล้ว  จึงบอกแก่เสนาะอย่างตรง ๆ ว่า

    "เสนาะ  ต้นปีหน้า  บิดาฉันจะต้องย้ายไปต่างจังหวัดแล้ว"  เขาได้ถามข้าพเจ้าว่า  ข้าพเจ้าจะไปกับบิดาด้วยไหม  ข้าพเจ้าได้ตอบแก่เขาว่าจะไปด้วย

    "เมื่อเช่นนั้น  เราก็ไม่ได้เรียนชั้นมัธยมปีที่ ๔ ร่วมกันอีกน่ะซิ"  เสนาะพูด

    "ไม่ได้เรียนแล้ว"  ข้าพเจ้าตอบ

    เสนาะนิ่งเงียบไม่พูดอะไร  ก้มลงทำภาพนั้นเฉยอยู่สักครู่หนึ่ง  จึงพูดขึ้นทั้ง ๆ ที่ยังก้มศีรษะอยู่ว่า

    "เธอคงจะไม่ลืมเพื่อนในชั้นปีที่ ๓ ของเรานะ"

    "แน่ทีเดียวฉันจะต้องจำไว้เสมอ  จะไม่ลืมเลยเฉพาะเธอยิ่งลืมไม่ได้แน่  ใครจะลืมเธอเสียได้"  ข้าพเจ้าพูด

    เสนาะจ้องมองดูข้าพเจ้าโดยลักษณะการเท่านั้นก็พอที่จะแสดงให้เห็น  แทนคำพูดได้ทั้งหลายพันหลายหมื่นคำ  แต่ปากเขาไม่พูดอะไรเลย  มือขวาของเขาก็คงจับปากกาวาดภาพเฉยอยู่  แต่ยื่นมือซ้ายมาทางข้าพเจ้า  ข้าพเจ้าได้จังมืออันใหญ่ของเขาไว้แน่น  ในชณะนั้นครูได้เดินเข้ามาหน้าแดงด้วยความดีใจและรีบร้อน  กล่าว่า

    "วิเศษจริง  ตอบได้ดีทุกคน  เข้าไปสอบต่อไปอีกดีมาก  ตั้งใจดี ๆ พวกเรา  ฉันพอใจจริง ๆ "

    เมื่อพูดแล้ว  ในขณะที่จะรีบออกไปนั้น  ได้เจตนาทำเป็นสะดุดกับอะไรแล้วก็ถลาคล้ายกับหกล้ม  ดังนั้นเพื่อทำให้พวกเราขัน   ครูผู้ซึ่งไม่เคยหัวเราะเลยแล้วมาทำดังนี้ทุกคนเห็นแล้วต่างพากันประหลาดใจมาก  ในห้องเลยกลับเงียบกริบ  ต่างคนยิ้มกันทั้งนั้น  แต่ไม่มีใครหัวเราออกมาเลย

    ไม่รู้ว่าเนื่องด้วยอะไร  เมื่อได้เห็นการกระทำอันเหมือนเด็ก ๆ ดังนี้แล้ว  ก็ไให้รู้สึกทั้งปลื้มใจและเศร้าใจระคนกัน  ผลตอบแทนที่คุณครูได้รับก็คือความพอใจเพียงชั่วขณะนี้เท่านั้น  นี่แหละคือผลที่ได้รับจากการอดทน  และความยากลำบากตลอดมาเป็นเวลาตั้ง ๙ เดือน  ในปีหนึ่งคุณครูได้ทำงานเช่นนี้แต่ไหนแต่ไรมาแล้ว  แม้นักเรียนที่ป่วยอยู่ที่บ้าน  ก็ยังอุตส่าห์ตามไปเยี่ยมจนถึงบ้านและเลยถือโอกาสสอนให้ก็มี

    คุณครูผู้ซึ่งรักเรา  ต้องทำงานมาด้วยความเหนื่อยยากก็เพื่อการตอบแทนอันเล็กน้อยเท่านี้เอง

    ต่อไปทุก ๆ ครั้งที่เราคิดถึงคุณครู  ท่าทางของคุณครูที่แสดงในวันนี้  ก็คงจะปรากฎขึ้นอีกเมื่อเราโตขึ้นแล้ว  และคุณครูยังคงมีชีวิตอยู่  ถ้าได้พบกับคุณครู  ข้าพเจ้าจะได้เล่าถึงสิ่งที่ได้สะเทียนใจข้าพเจ้าในวันนี้  และจะขอกราบฝ่าเท้าคุณครูอีกสักครั้งหนึ่ง

บทที่ ๘๕ การสอบไล่


การสอบไล่

๔ กุมภาพันธ์


ที่สุดการสอบไล่ก็มาถึง  แถบที่ใกล้เคียงโรงเรียนนั้น  ไม่ว่าจะเป็นครูเป็นนักเรียน  หรือผู้ปกครองนักเรียนต่างสนทนากันแต่ในเรื่องคะแนน  ข้สอบร้อยละ  และผลการสอบเท่านั้น  เมื่อวานนี้สอบเรียงความวันนี้ทำเลข  เห็นบิดามารดานักเรียนอื่น ๆ ตามถนนหนทางที่สั่งลูกตนต่าง ๆ นานานั้น  ก็ยิ่งทำให้กลัวขึ้นใหญ่  ในเหล่าบิดามารดาของนักเรียนนั้น  บางคนได้ส่งลูกของตนถึงโรงเรียน  ตรวจดูในกระปุกหมึกว่ามีน้ำหมึกพอหรือไม่  และตรวจดูว่าตัวปากกานั้นจะใช้ได้หรือไม่  เมื่อเวลาจะกลับยังหยุดยืนอยู่ที่หน้าห้องเรียนแล้วกล่าวตักเตือนอีกว่า

    "จงระวัง  และใช้ความพยายามหน่อยนะลูก"

    ครูที่คุมการสอบคราวนี้  คือครูศักดิ์ผู้ซึ่งมีหนวดดกดำ  เป็นครูที่เสียงดังที่สุด  แต่ไม่เคยทำโทษใครเลย  ถึงกระนั้นก็ตาม  นักเรียนบางคนยังกลัวจนหน้าเซียวไปหมด

    ในเวลาที่ครูฉีกซองซึ่งส่งมาจากศาลากลางดึงข้อสอบออกมานั้น  ทั้งห้องเกือบจะเงียบไปหมด  ตลอดจนเสียงหายใจ  ครูมองกวาดดูทั่วห้องด้วยสายตาอันน่ากลัว  แจกข้อสอบให้ทุกคน  แล้วก็อ่านข้อสอบด้วยเสียงอันดัง  ดูเหมือนว่า ถ้าสามารถจะบอกคำตอบให้เรารู้  เพื่อให้พวกเราทุกคนสอบได้หมดแล้ว  จะเป็นความพอใจแก่ท่านมากทีเดียว

    ข้อสอบยากมาก  เวลาได้ผ่านไปเกือบหนึ่งชั่วโมงแล้ว  ทุกคนก็ยังไม่รู้ว่าจะทำอย่างไร  นักเรียนคนหนึ่งถึงแก่ร้อไห้  ซุ่นหลีเขกหัวตัวเอง  นักเรียนส่วนมากทำกันไม่ได้  ก็น่าจะเป็นเช่นนั้น  เพราะเวลาที่พวกเขาเรียนนั้นน้อยเกินไป   และพ่อแม่ของเขาก็มิเอาใจใส่ควบคุมสั่งสอนอย่างใดเลย

    แต่พวกเราก็หาได้หมดทางไปเสียทีเดียวไม่  ประดิษฐ์ได้หาวิธีต่าง ๆ ช่วยพวกเราทุกคนโดยไม่ให้ใครเห็บางทีก็วาดเป็นภาพให้พวกเราดู  บางทีก็เขียนเป็นเลขให้ดู  ฝีมือว่องไวเหลือเกิน  เสนาะผู้ซึ่งเคยเก่งในทางเลข ก็ได้ช่วยเหลือพวกเรามากเหมือนกัน  สุนทรซึ่งเคยอวดเก่งนั้นวันนี้ก็ทำอะไรไม่ได้เหมือนกัน  ได้แต่นั่งสงบนิ่งอยู่ตลอดเวลา  ภายหลังเสนาะจึงได้ช่วยเขา

    ส่วนเดชนั้นเอามือบีบหัวไว้  จ้องมองดูขัอสอบนิ่งอยู่ตั้งชั่วโมง  แล้วก็หยิบปากกาขึ้นมา  ภายในเวลาไม่นานนักก็ทำได้เสร็จหมด

     ครูเดินตรวจไปตามโต๊ะนักเรียนแล้วกล่าวว่า

    "สงบไว้  สงบไว้  ทำไปด้วยความสงบ"

    เมื่อได้เห็นนักเรียนจนปัญญาไม่รู้จะทำอย่างไร  ครูก็อ้าปากกว้าง  ทำท่าอย่างสิงโต  เพื่อจะให้นักเรียนหัวเราะ  สมองจะได้หายมึนงง  ประมาณ ๑๑ น.  ก็ได้เห็นพ่อแม่ของนักเรียนพากันมารออยู่ที่ข้างนอก  แล้วพ่อของอั๋นสวมเครื่องแต่งตัวสำหรับทำงานมาจากโรงงาน  หน้าตายังดำมอมแมม  แม่ของซุ่นหลีซึ่งเป็นแม่ค้าขายผักสด  รวมทั้งแม่ของหวัง  ซึ่งเครื่องนุ่งห่มสีดำอยู่เสมอนั้น ก็อยู่ที่นั่นด้วย

    พอเวลาจวนจะเที่ยง  ก็ได้เห็นหน้าคุณพ่อโผล่เข้ามา  ดูพวกเราทางหน้าต่างห้องเรียน

    การสอบเสร็จเมื่อตอนเที่ยง  ตอนเลิกเรียนนั้นน่าดูมากทีเดียว  พวกพ่อแม่ต่างกระวีกระวาดเข้ามาหาลูกของตน  ตรวจสอบดูอะไรต่ออะไรต่าง  ๆ ดูสมุดร่างคำตอบแล้วก็เอามาเทียบกับของเด็กที่อยู่ใกล้เคียง

    "ข้อสอบกี่ข้อ?  ตอบได้เท่าใด?  ผลลบนี้เล่า?  ไม่ผิดทศนิยมแน่หรือ?"

    ครูได้ถูกผู้คนที่อยู่รอบข้างเรียกกันใหญ่  ต้องเดินไปมาตอบคำถามของเขาเหล่านั้น  คุณพ่อได้ดึงสมุดจากข้าพเจ้าไปดู  แล้วพูดว่า

    "ดีแล้ว  ดีแล้ว"

    พ่อของอั๋นซึ่งยืนอยู่ข้าง ๆ คุณพ่อ  พลิกดูสมุดของลูกเขา  แต่ดูเหมือนจะไม่เข้าใจอะไรเลย  ทำท่าเหมือนกับตกใจเล็กน้อย  แล้วหันมาพูดกับคุณพ่อว่า

    "ขอถามหน่อยครับ  คะแนนรวมนี้มันเท่าไรกันแน่"

    คุณพ่อได้บอกผลลัพธ์ให้เขาฟัง  นายช่างเหล็กรู้ว่าการคำนวณของลูกเขาไม่ผิดก็พอใจ แล้วร้องขึ้นว่า

    "ทำไม่ผิดเลย"

    คุณพ่อและช่างเหล็กหันหน้าเข้าหากัน  แล้วต่างก็หัวเราะ  คุณพ่อยื่นมือออกไปให้เขา  แล้วเขาก็ยื่นมือมาจับ

    "พบกันใหม่ในวันสอบปากเปล่า"

    กล่าวดังนี้แล้วต่างก็จากกันไป

    พอเราพากันเดินไปได้ประมาณ ๕-๖ ก้าว  ก้ได้ยินเสียงร้องเพลงอยู่ข้างหลัง  เมื่อหันไปดูก็เห็นช่างเหล็กเดินร้องเพลงอยู่อย่างสำราญใจ

บทที่ ๘๔ หน้าสุดท้ายของคุณแม่




หน้าสุดท้ายของคุณแม่

๑ กุมภาพันธ์


"ประเสริฐ ลูกรัก

    การเรียนสำหรับปีนี้ได้จบลงแล้ว  เป็นการดีมากที่ในวันสุดท้ายขอปี  เจ้าได้เรียนเรื่องเด็กหนุ่มผู้มีหัวใจอันน่าชมผู้หนึ่ง  ซึ่งสละชีพเพื่อเพื่อนที่รักของเขา  เจ้าเองก็จะต้องจากกับครู  และเพื่อนของเจ้าแล้ว  แม่มีข่าวที่น่าเศร้าซึ่งจะบอกกับเจ้าเรื่องหนึ่ง  คือการจากกันครั้งนี้  ไม่ใช่เป็นการจากกันชั่วเวลาปิดภาคเรียนเท่านั้น  แต่เป็นการจากกันด้วยเวลาอันช้านาน  ทั้งนี้เกี่ยวด้วยหน้าที่ในอาชีพ  คุณพ่อของเจ้าจะต้องย้ายไปทำงานในจังหวัดอื่น  และครอบครัวก็จะต้องไปด้วย  พอถึงต้นปีใหม่ก็จะออกเดินทาง ต่อไปเจ้าก็จะต้องย้ายโรงเรียนใหม่  นี่คงจะเป็นเรื่องที่น่าเสียใจมากสำหรับเจ้า  แม่เชื่อว่าเจ้ารักโรงเรียนเก่าของเจ้ามาก  ภายในสี่ปีนี้  เจ้าได้รับความพอใจในการเรียนของเจ้าทุกวัน  วันละสองเวลาในระหว่างเวลาอันช้านานนั้น  ทุก ๆ วันได้เห็นหน้าครู  เพื่อน  นักเรียนและพ่อแม่ของเพื่อนนักเรียน  และทุก ๆ วันเจ้าจะได้เห็นพ่อหรือแม่มารับเจ้าด้วยความยิ้มแย้ม  จิตใจของเจ้าเบิกบานก็เพราะโรงเรียนนี้  เพื่อนอันเป็นจำนวนมากมาย  ก็ได้มาคบกันที่นี่  ความรู้ต่าง ๆ ที่มีประโยชน์ก็ได้รับจากโรงเรียนนี้ทั้งสิ้น

    ในที่นี้  แม้เจ้าจะได้เคยผ่านความเบื่อหน่ายและความยากลำบากมามาก  แต่สิ่งเหล่านั้นก็ล้วนเป็นประโยชน์แก่เจ้าทั้งสิ้น  ฉะนั้นเจ้าจะต้องลาจากพวกเขาด้วยความจริงใจ  บรรดาพวกเพื่อนฝูงของเจ้านั้น  ก็คงมีบ้างที่จะไปประสบกับโชคร้ายหรือไม่ก็จะต้องกำพร้าพ่อหรือกำพร้าแม่  และบางทีอาจจะตายเสียแต่อายุยังน้อยก็คงมี  และคงมีบ้างที่จะได้ออกทำสงครามและตายไปอย่างมีเกียรติ  หรือไม่เป็นกรรมกรอันซื่อสัตย์และกล้าหาญ    ในจำนวนเหล่านี้อาจจะมีจำนวนมากที่จะได้สร้างประโยชน์ให้แก่ชาติ ประเทศและเป็นผู้มีชื่อเสียงโด่งดัง  ฉะนั้นจึงควรอำลาต่อบุคคลทั้งหลายเหล่านี้ด้วยใจอันดีงาม  เหลือส่วนหนึ่งของจิตใจเจ้าไว้ในครอบครัวอันใหญ่นั้น  เจ้าได้เข้าไปอยู่ในครอบครัวนี้ตั้งแต่เจ้ายังเป็นเด็กอยู่  บัดนี้ก็ใกล้วัยความเป็นหนุ่มที่แข็งแรงแล้ว  และเนื่องด้วยครอบครัวใหญ่นี้รักเจ้ามาก  พ่อแม่ของเจ้าก็เลยรักครอบครัวนี้มากด้วย    

    โรงเรียนเป็นมารดา  ประเสริฐ  โรงเรียนได้รับเจ้าไปจากอ้อมแขนของแม่  ซึ่งในเวลานั้นเจ้ารู้ภาษาเพียงเล็กน้อย  บัดนี้โรงเรียนได้สร้างให้เจ้ากลายเป็นคนมีความรู้กว้างขวางแข็งแรง  ดีงาม  และขยัน  แล้วก็คืนมาให้แม่เจ้า  ต้องขอบคุณและอย่าลืมเสีย ซึ่งความจริงเจ้าก็คงไม่ลืมเป็นแน่

    ต่อไปเจ้าจะต้องเติบโตเป็นผู้ใหญ่  เดินทางท่องเที่ยวไปรอบโลก  เจ้าจะได้พบเมืองใหญ่ ๆ หรืออนุสาวรีย์ที่สำคัญ ๆ  เจ้าก็จะจดจำสิ่งต่าง ๆ ที่ผ่านไปแล้ว  แต่บ้านขาวอันมีหน้าต่างบานน้อย ๆ และสวนดอกไม้เล็ก ๆ  ซึ่งเป็นวัตถุก่อสร้างที่ให้กำเนิดความรู้ของเจ้านั้น  จะฝังแน่นอยู่ในขั้วหัวใจของเจ้าจนตราบชั่วชีวิตของเจ้า  เช่นเดียวกับที่แม่จะจำไว้ในฐานะที่แม่ได้ยินเสียงของเจ้าเมื่อลืมตามองโลกเป็นครั้งแรกฉะนั้น

                                                                    จากแม่ของเจ้า"

 

วันพุธที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2565

บทที่ ๘๓ เรืออับปาง


เรืออับปาง

(การสนทนาประจำเดือนครั้งสุดท้าย)


หลายปีมาแล้ว  วันหนึ่งในเดือนธันวาคม  เรือใหญ่ลำหนึ่งได้แล่นออกจากเมืองลีเวอร์ปูล ประเทศอังกฤษ  ในเรือลำนั้นมีคนโดยสารรวมทั้งกลาสีประจำเรือ ๖๐ คนด้วยแล้วมีจำนวนประมาณ ๒๐๐ คน  นายเรือและลูกเรือล้วนเป็นชาวอังกฤษ  ผู้โดยสารนั้นบางคนเป็นชาวอิตาลี

    เรือกำลังเดินทางไปยังเกาะมอลตา  อากาศไม่สู้จะปลอดโปร่งนัก

    ในจำนวนผู้โดยสารชั้นสาม  มีเด็กหนุ่มชาวอิตาลีคนหนึ่ง  อายุประมาณ ๑๒ ปี  ร่างกายของเขาเมื่อเทียบกับอายุ แม้จะเตี้ยและเล็ก  แต่ก็ล่ำสัน  เป็นเด็กหนุ่มที่แข็งแรง  กล้าหาญและสวยงามแบบชาวซิซีลี  เขานั่งอยู่บนกองเชือกที่ข้างเสากระโดงตอนหัวเรือแต่คนเดียว  ที่ข้างตัวมีกระเป๋าเก่า ๆ จวนขาดอยู่ใบหนึ่ง  มือหนึ่งวางพาดอยู่บนกระเป๋า  เครื่องนุ่งห่มหยาบ  สวมเสื้อนอกเก่าและขาด   เขานั่งมองดูผู้โดยสาร  ลำเรือกลาสีที่เดินไปมาตลอดจนคลื่นน้ำทะเลที่สาดซัดอยู่ไปมา  ด้วยความเยือกเย็นและกำลังใช้ความคิด  ลักษณะการเหมือนกับว่าเมื่อเร็ว ๆ นี้ ครอบครัวของเขาคงได้รับเคราะห์อันร้ายแรงมาแล้วเป็นแน่  ใบหน้าของเขายังควเป็นเด็กอยู่  แต่ท่วงทีกิริยาเหมือนกับผู้ใหญ่ทุกอย่าง

    เมื่อเรือออกเดินทางแล้ว  สักครู่หนึ่งกลาสีชาวอิตาลีคนหนึ่ง  ก็พาเดเด็กหญิงคนหนึ่งมาหาเด็กหนุ่มซิซีลีนั้นแล้วกล่าวกับเขาว่า

    "มาริโอ  ฝากเพื่อนไว้ด้วยคนหนึ่ง"

    พูดแล้วเขาก็เดินเลยไป  เด็กหญิงนั้นได้นั่งลงข้างตัวเด็กขาย  แล้วก็ดูหน้ากันสักครู่หนึ่ง

    "เธอกำลังจะไปไหน?"  เด็กชายถาม

    "ไปที่เกาะมอลตา"  แล้วจะเลยต่อไปยังเนเปิลส์  คุณพ่อและคุณแม่ กำลังต้องการให้รีบกลับไปพบกับท่าน   ฉันชื่อ กิเลตตา ฟากิอานี"

    ต่อจากนั้น  อารีโอก็ได้หยิบขนมปังและผลไม้ออกมาจากกระเป๋าหนัง  เด็กหญิงนั้นก็มีขนมติดมาด้วยเหมือนกัน  สองคนจึงได้นั่งกินด้วยกันอย่างเพลิดเพลิน

    กลาสีชาวอิตาลีคนหนึ่ง  ได้วิ่งผ่านมาข้าง  ๆ เขา ด้วยความรีบร้อน แล้วร้องขึ้นว่า

    "ดูทางนั้นซิ  ท่ามันจะไม่ดีเสียแล้ว"

    ลมค่อย ๆ แรงขึ้น ตัวเรือสั่นสะเทือน  แต่เด็กทั้งสองไม่เมาคลื่น  ดูเหมือนไม่รู้สึกอะไรเสียเลย  เด็กหญิงนั้นยังหัวเราะอยู่เสมอ  เธอมีอายุไล่เลี่ยกับมารีโอรูปร่างค่อนข้างสูง  ผิวหนังค่อนข้างคล้ำ  รูปร่างสะโอดสะอง ลักษณะไม่ใคร่แข็งแรง  เหมือนกันคนขี้โรค  เครื่องแต่งตัวสวยงาม  ผมสั้นและหยิก  คาดด้วยผ้าสีแดงใส่ตุ้มหูเงินเกลี้ยง ๆ 

    เด็กทั้งสองกินอาหารไปพลางและสนทนาถึงประวัติของตนพลาง  เด็กชายนั้นไม่มีพ่อแม่แล้ว  เดิมทีพ่อเขาเป็นคนงาน  ได้ไปตายเสียที่เมืองลิเวอร์ปูล  กงสุลอิตาลีจึงจัดส่งเด็กกำพร้านี้กลับไปยังบ้านเดิมของเขา  ซึ่งมีญาติห่าง ๆ อยู่ที่นั่น

    ส่วนเด็กหญิงนั้น  เมื่อปีก่อนได้มาที่บ้านอาผู้หญิงที่กรุงลอนดอน  เนื่องด้วยพ่อแม่ของเธอเป็นคนจน  จึงได้ฝากเธอไว้ที่บ้านของอาผู้หญิงชั่วคราว  หวังว่าเมื่ออาผู้หญิงตายแล้วจะได้รับส่วนแบ่งมรดกบ้าง  แต่เมื่อ ๓-๔ เดือนมานี้ อาผู้หญิงถูกรถทับ  ได้รับษาตัวอยู่เป็นเวลานาน  ในที่สุดก็ตายลง  ทรัพย์สมบัติที่มีอยู่ได้ใช้จ่ายในคราวรักษาตัวจนหมดตัว  ไม่มีเหลืออยู่เลย  เหตุนี้เธอจึงได้ขอร้องให้กงสุลอิตาลีส่งกลีับไปยังบ้านเดิม  และบังเอิญเด็กทั้งสองคนนี้  อยู่ในความดูแลของกลาสีชาวอิตาลีผู้เดียวกันนั้นด้วย

    เด็กหญิงคนนั้นกล่าวว่า

    "พ่อแม่ของฉันนั้น  ยังเข้าใจว่าฉันคงจะได้เงินกลับไปบ้านมาก  แต่เปล่าเลยแม้สักอันเดียวก็ไม่มี  แต่อย่างไร  ๆ พ่อแม่ก็คงจะยังรักฉันอย่างเดิม  และพี่น้องของฉันก็เห็นจะยังคงรักฉันอยู่เหมือนกัน  นอกจากนั้นฉันยังมีน้องอีกสี่คนแต่ยังเล็กทั้งนั้น  ฉันเป็นคนหัวปี  เวลาอยู่ที่บ้านฉันต้องเป็นคนสวมเครื่องนุ่งห่มให้เขาเสมอ  ถ้าฉันกลับไป  พวกเขาคงดีใจมาก  และคงจะวิ่งเข้ามาหาฉันเป็นแน่  แหมคลื่นลมดูมันจัดเหลือเกินนะ"

    "เธอจะไปบ้านญาติหรือ?"

    "ถูกแล้ว  เจ้าประคุณ  ขอให้เขาให้ฉันอยู่ด้วยเถิด"

    "พวกเขาไม่รักเธอหรอกหรือ?"

    "ยังไม่รู้ว่าเขาจะเป็นอย่างไร"


    เขาทั้งสองได้สนทนากันถึงเรื่องทะเล  และกิจการอันเกี่ยวกับผู้โดยสารกันอย่างไม่เบื่อ  ความสนิทสนมระหว่างเขาทำให้ผู้โดยสารอื่น ๆ เข้าใจว่า  เขาทั้งสองเป็นพี่น้องกัน  เด็กหญิงนั่งถักถุงเท้า  และเด็กชายนั้นนั่งนิ่งตรองอะไรอยู่

    คลื่นได้แรงจัดขึ้นทุกที  พอถึงเวลากลางคืนเมื่อเด็กทั้งสองจะจากกันไปนอนนั้น  เด็กหญิงได้กล่าวต่อมาริโอว่า

    "ขอให้นอนเป็นสุขเถิด"

    "เห็นจะนอนกันเป็นสุขไม่ได้ละ  หนูทั้งสองเอ๋ย"

    กลาสีชาวอิตาลีซึ่งบังเอิญผ่านมาใกล้ ๆ ได้พูดสวนขึ้น  พอเด็กชายนั้นจะกล่าว "สวัสดี"  กับเด็กหญิงก็มีคลื่นใหญ่ซัดขึ้นมาลูกหนึ่ง  กวาดเขาล้มกลิ้งไป

    เด็กหญิงวิ่งเข้าไปใกล้โดยเร็ว

    "อุ๊ย!  เลือดไหลออกมาแล้ว"

    ผู้โดยสารอื่น  ต่างก็จะวิ่งหนีลงไปข้างล่าง  ไม่มีใครเอาใจใส่กัน  เด็กหญิงคุกเข่าอยู่ที่ข้างตัวมาริโอ  ซึ่งกำลังทำตาพองอยู่  เช็ดเลือดที่บนหัวให้เขาแล้วแก้ผ็าโพกศีรษะสีแดงของตนออกพันศีรษะเขาไว้ต่างผ้าพันแผล  ในเวลาที่จะผูกเงื่อนข้างหลังนั้น  เธอได้กอดศีรษะที่หน้าอกนั้นเปื้อนเลือดแดงเป็นดวง  มาริโอลุกขึ้นยืนโซเซ

    "ค่อยยังชัวขึ้นหรือยัง?"  เด็กหญิงถาม

    "ไม่เป็นอะไรดอก"  มารีโอตอบ

    "ไปนอนเถิด"  เด็กหญิงนั้นพูด

    "สวัสดี"

    มารีโอตอบ  แล้วสองคนก็แยกกันไป

    คำพูดของกลาสีเป็นไปจริงทั้งนั้น  เด็กเล็กสองคนนั้นยังนอนไม่หลับ  พายุอันแรงน่ากลัวก็มาถึง  มันพัดแรงเสียงกลยไปหมด  เสากระโดงอันหนึ่งได้หักสบั้นไปทันทีจนเรือโบตสามลำก็ถูกพัดลงทะเลไป  วัวสี่ตัวซึ่งผูกไว้ที่หัวเรือนั้นได้ถูกพัดไปเหมือนกับใบไม้  ในเรือก็เกิดการปั่นป่วนกันใหญ่  ความหวดหวั่นเสียงร้องเอะอะ  เสียงครวญครางเหมือนกับพายุฝนใหญ่  และเสียงโอดคราวญโดยหวนทำให้ขนลุกไปหมด  กำลังลมไม่ได้อ่อนลงเลยแม้แต่น้อยตลอดทั้งคืน  จนกระทั่งสว่างก็ยังเป็นดังนั้น  คลื่นแรงและลูกใหญ่ ๆ เหมือนกับภูเขา  ตีมาข้าง ๆ แล้วกระจายไปบนปากเรือ  ทำให้ข้าวของถูกพัดพาลงทะเลไปหมด  แผ่นกระดานบนหลังห้องเครื่องจักรก็ถูกคลื่นตีกระจายไป  น้ำทะเลสาดเข้ามาเหมือนกับโกรธจัด ไฟเลยดับมืดหมด

    ในขณะนั้น  ได้ยินเสียงร้องเหมือนกับฟ้าผ่าของนายเรือว่า

    "สูบน้ำ"

    กลาสีวิ่งไปยังสูบ  แต่ขณะนั้นได้มีคลื่นอีกลูกหนึ่ง  ซัดขึ้นมาทางด้านขวากระทบปากเรือ  กระแทกขอบเรือแตก  น้ำทะเลไหลเข้าทางรอยแตกเสียงซู่ ๆ 

    ผู้โดยสารรู้ดีว่าไม่มีทางจะหนีได้แล้ว  ต่างวิ่งเข้าไปในห้อง  และเมื่อเห็นนายเรือ  ก็ร้องขึ้นพร้อมกันว่า

    "นายเรือ   นายเรือ  เป็นอย่างไรบ้าง  เวลานี้อยู่ที่ไหน?  มีทางจะช่วยได้ไหม?  ช่วยพวกเราด้วย"

    เมื่อนายเรือได้ฟังคำพูดของเขา  ก็กล่าวเนือย ๆ ว่า

    "หมดหวัง"

    หญิงคนหนึ่งร้องเรียกให้พระเจ้าช่วย  นอกนั้นพากันเงียบไปหมด  ความหวั่นกลัวได้ครอบงำเขาเหล่านั้นไว้ในครู่หนึ่งนั้น ในเรือเงียงสงัดเหมือนกับอยู่ในที่ฝังศพ  ผู้โดยสารต่างหน้าซีดขาว  จ้องมองดูกัน  คลื่นทะเลยังคงจัดอยู่นั่นเอง  เรือโคลงจนยืนอทบำม่ตืเ  นายเรือจึงสั่งให้ปล่อยเรือชูชีพลง  มีกลาสีห้าคนนั่งประจำ  แต่เรือชูชีพนั้นถูกคลื่นตีเข้ามาเลยล่มลง  กลาสีห้าคนหายไปสองคน และกลาสีชาวอิตาลีคนนั้นก็อยู่ในจำนวนนั้นด้วย  อีกสามคนที่เหลืออยู่ต่างพยายามไต่เชือกขึ้นมาจนได้

    ตอนนี้  กลาสีเลยหมดหวัง  ภายหลังสองชั่วโมง  เรือได้จมลงจนถึงระวางที่บรรจุสินค้า

    สภาพอันน่าสลดใจปรากฎขึ้นทีปากเรือ  มารดาได้กอดลูกของตนไว้แนบหน้าอกอย่างหมดหวัง  พวกเพื่อนต่างกอดคอร่ำลากันเป็นครั้งสุดท้าย  บางคนที่ไม่อยากตายในน้ำทะเลได้กลับไปขังตัวอยู่ในห้องของตัวก็มี มีคนหนึ่งกลัวตายจนเป็นบ้าใช้ปืนยินศีรษะ  แล้วล้มกลิ้งลงมาจากที่สูงตาย  คนโดยสารวิ่งหนีภัยกันพลุกพล่าน อารมณ์เหมือนกับบ้า  พวกผู้หญิงต่างแสดงอาการหวาดกลัวอย่างเสียสติ  เสียงร้องไห้  เสียงคราวญคราง  เสียงร้องอันโหยหวนดังเซ็งแซ่ไปหมด  ทุกคนต่างหมดสติสัมปชัญญะ  ตาอันไม่มีแววพองโตยืนงง อยู่เหมือนกับรูปหิน  ใบหน้าไม่มีส่วนที่แสดงว่ายังมีชีวิตอยู่เลย  กิเลตตากับมารีโอสองคนยืนกอดกันอยู่ที่เสากระโดงอันหนึ่งมองดูทะเลโดยไม่กระพริบตา

    คลื่นลมได้เบาบางลงบ้างแล้ว  แต่เรือก็ค่อย ๆ จมลงทุกที  มองเห็นได้ว่าในไม่นานนักก็จะจมลงหมดทั้งลำ

    "ปล่อยเรือชูชีพลำใหญ่ลงไป"  นายเรือร้องขึ้น

    เรือชูชีพซึ่งมีเหลืออยู่ลำเดียวนี้  ได้ถูกโรยลงไปในทะเล  กลาสี ๑๕ คน  พร้อมด้วยผู้โดยสาร ๓ คน นั่งอยู่ในเรือ  นายเรือยังคงอยู่ในเรือใหญ่

    "ตามผมมาทางนี้"  พวกกลาสีร้องขึ้นมาจากข้างล่าง  "ฉันจะยอมตายที่นี่"   นายเรือตอบ

    พวกพลาสีจึงได้หันไปทางผู้โดยสารคนอื่น ๆ กล่าว่า

    "ยังไปได้อีกคนหนึ่ง  ทางที่ดีที่สุดคือผู้หญิง"

    นายเรือจูงผู้มาคนหนึ่ง  แต่เรือชูชีพนั้นอยู่ห่างจากเรือใหญ่มาก  หญิงนั้นไม่มีความกล้าพอที่จะกระโดดลงไปได้  จึงคงนอนนิ่งเฉยอยู่บนปากเรือ  ส่วนผู้หญิงอื่น  ๆ ก็หมดสติเหมือนกับคนที่ตายแล้ว

    "ส่งเด็กมาคนหนึ่ง"  กลาสีร้องขึ้น

    เด็กหนุ่มซิซีลียืนงงอยู่เหมือนกับหินพร้อมด้วยเพื่อนของเขานั้น  เมื่อได้ยินเสียงร้องนี้แล้ว  สัญชาตญาตแห่งการหนีภัยก็ผุดขึ้นในสมอง  ถอยห่างจากเสากระโดงนั้น  แล้วก็วิ่งไปข้างเรือเบียดผู้ที่ขวางทางเข้าไปเหมือนกับสัตว์ร้ายแล้วร้องขึ้นว่า

    "ฉัน"

    "ต้องคนเล็ก เรือเต็มหมดแล้ว  ต้องคนเล็ก"

    กลาสีร้อง

    เมื่อเด็กหญิงได้ยินคำพูดนี้แล้วก็เหมือนกับถูกสายฟ้าฟาด  ปล่อยแขนทั้งสองตนลงมาทันที แล้วยืนมองมารีโอทำตาปริบ ๆ 

    มารีโอก็มองดูเธอ  ทันใดนั้นเขาเหลือบเห็นรอยเลือดที่บนเสื้อของเด็กเด็กหญิงนั้น  ก็จำเรื่องที่แล้วมาได้ในดวงตาลุกวาวเป็นประกายขึ้นทันที

    "คนเล็กเร็ว  เรือจะออกแล้ว"  กลาสีซึ่งยืนรออยู่ร้องขึ้นด้วยความร้อนใจ

    ในขณะนั้น  มารีโอได้พูดออกมาด้วยความเด็ดเดี่ยว

    "เธอตัวเบากว่า  ควรเป็นเธอ  กิเลตตา  เธอยังมีพ่อและแม่อยู่  ฉันตัวคนเดียว  เธอไปเถิด"

    "โยนเด็กนั้นลงมา"  กลาสีร้องบอกขึ้นไปอีก

    มารีโออุ้มกิเลตตาโยนลงไปในทะเล  กิเลตตาร้องเสียงดังจนแทบกลบเสียงน้ำกระจาย  แล้วพวกกลาสีก็จับแขนลากขึ้นไปในเรือ

    มารีโอเงยหน้าขึ้นมองดูฟ้า  ผมถูกลมพัดปลิวยืนนิ่งอยู่ที่นั่นด้วยความเงียบสงบและสง่า

    เรือชูชีพได้ถอยห่างออกไปเพื่อให้พ้นจากน้ำวน  ซึ่งจะเกิดขึ้นเมื่อเรือใหญ่จมลง

    เด็กหญิงดูเหมือนหมดสติแล้ว  แต่ทันใดนั้นได้มองมาทางอารีโอ  น้ำตาไหลอยู่ไม่ขาดสาย

    "ลาก่อน  มารีโอ"

    เธอร้องไห้และยื่นมือทั้งสองออกไปทางเขา  แล้วร้องขึ้นว่า

    "ลาก่อน  ลาก่อน"

    เด็กหนุ่มนั้นชูมือขึ้นสูงแล้วร้องตอบไปว่า

    "ลาก่อน  แม่เพื่อนรัก"

    เรือเล็กล่องลอยไปตามคลื่นซึ่งยังคงซัดเข้าหาเรืออย่างดุร้ายภายใต้แสงสลัวแห่งเวลาพลบ  พวกที่เหลืออยู่ในเรือนั้นไม่มีใครที่ออกเสียงได้เลย  ทุก ๆ สิ่งได้เงียบไปหมด

    น้ำได้ท่วมขึ้นมาถึงปากเรือที่กำลังอับปางแล้ว

    มารีโอคุกเข่าลงไปทันที  พนมมือแล้วเงยหน้าขึ้นมองดูบนท้องฟ้า

    เด็กหญิงกิเลตตาก้มศีรษะลง  และเมื่อเธอเงยหน้าขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง  เรือใหญ่ได้จมลงไปใต้ระดับน้ำมองไม่เห็นอะไรแล้ว

บทที่ ๘๒ ขอบคุณ

 


ขอบคุณ

๒๘ มกราคม


น่าสงสารครูผู้หญิง  ตั้งใจกระทำหน้าที่ของตนให้ตลอดปี  แต่พอเหลืออีกสามวันจะจบประมวลการสอนก็มาถึงแก่กรรมเสีย 

    วันพรุ่งนี้ จะไปโรงเรียนฟังเรื่อง "เรืออับปาง"  แล้วปีนี้ก็เป็นอันจบบทเรียน  วันที่ ๑ มกราคมเริ่มการสอบไล่แล้วก็จะสำเร็จชั้นมัธยมปีที่ ๓  เรียนชั้นมัธยมปีที่ ๔ ต่อไป

    โธ่  ถ้าคุณครูหญิงไม่ถึงแก่กรรมเสียก่อนแล้ว มันจะเป็นเรื่องที่น่าดีใจมากทีเดียว

    เมื่อหวนคิดถึงเดือนพฤษภาคม  ซึ่งเปิดภาคเรียนใหม่นั้น  รู้สึกว่าได้เพิ่มความรู้ขึ้นกว่าเก่ามากมาย  การพูดและการเขียน ดีกว่าครั้งนั้นมาก  ได้รู้ในสิ่งที่ผู้ใหญ่สามัญไม่อาจรู้  และช่วยเหลือผู้ปกครองในการงานต่าง ๆ  ได้มาก  ไม่ว่าอ่านอะไร ดูเหมือนจะเข้าใจได้ดีทั้งนั้น  เป็นความพอใจอย่างยิ่ง  แต่การที่เราได้ถีบขึ้นมาถึงขีดนี้ได้  ก็ไม่รู้ว่าได้มีผู้ทำการส่งเสริมและช่วยเหลือเรามาเท่าไรแล้ว  ไม่ใครก็ใครคนหนึ่งได้ช่วยส่งสอนอธิบายให้  ไม่ว่าจะอยู่ในบ้าน ในโรงเรียน กลางถนน หรือที่หนึ่งที่ใด  ทุกแห่งที่เราอยู่  ได้เห็น ได้ยิน ฉะนั้น ขอขอบใจทุกท่าน

    บุคคลแรกที่ขอขอบคุณ คือคุณครู  คุณครูที่รักและกรุณาเรา  ส่ิงที่ข้าพเจ้ารู้ในบัดนี้  ล้วนเป็นสิ่งที่ครูสอนให้ด้วยเต็มกำลังทั้งใจและกาย  ต่อจากนั้นขอขอบคุณประดิษฐ์  รักธรรม  ผู้ซึ่งอนุเคราะห์อธิบายเรื่องต่าง ๆ นานาให้เข้าใจให้ผ่านความลำบากต่าง ๆ ไปได้  และทำให้การทดลองได้ผลอีกคนหนึ่งคือ เดช  สุรริทธิ  เขาได้ทำตัวอย่างให้เห็นว่า  "ความพยายามนำมาซึ่งความสำเร็จ" เสนาะ นิยมธรรม  เพื่อนผู้สนิทสนมผู้ย้อมนำ้ใจเราให้เป็นผู้มีใจกรุณาและดีงาม  อั๋น ถนัดการช่าง และ อรรถ เกียรติขจร  ผู้ซึ่งทำตัวอย่างแห่งความกล้าหาญและอดทน  ต่อความยากลำบาก  และความรักในการงาน  ขอขอบคุณเพื่อนทุกคนที่กล่าวนานมาแล้ว  ตลอดถึงที่ไม่ได้กล่าว

    ผู้ที่ข้าพเจ้าขอบคุณเหนือผู้อื่น คือ คุณพ่อซึ่งเป็นทั้งครูคนแรกที่สุดของข้าพเจ้า  ได้ให้คำปรึกษาอันฉลาด และคำสอนในเรื่องทุกเรื่องที่ควรรู้  ในขณะซึ่งต้องทำงานอย่างเหน็ดเหนื่อยเพื่อเลี้ยงข้าพเจ้า  ได้ปิดบังความทุกข์ลำบากของตนไว้  เพื่อให้ข้าพเจ้าได้เรียนไปเพื่อความสะดวกและให้ความเป็นอยู่เต็มไปด้วยความร่าเริง

    อีกคนหนึ่ง  ก็คือคุณแม่ผู้เมตตาและรักข้าพเจ้า  คุณแม่เป็นผู้ที่ข้าพเจ้ารักมากที่สุด  เป็นทูตสวรรค์ที่เฝ้าพิทักษ์ข้าพเจ้า  ถือเอาความสุขของข้าพเจ้าเป็นความสุขของท่านและถือเอาความ  เศร้าโศกข้าพเจ้าเป็นความเศร้าโศกของท่านเอง  ได้เรียนร่วมกันทำงานร่วมกันและร้องไห้ร่วมกันกับข้าพเจ้าเสมอมา  มือหนึ่งลูบศีรษะ  อีกมือหนึ่งชี้ทางสวรรค์

    โอ้คุณแม่  ลูกขอกราบลงกับฝ่าเท้าของคุณแม่เหมือนดังได้เกลือกกลิ้งอยู่กับฝ่าเท้าคุณแม่มาแล้วในเยาว์วัย  ลูกขอขอบพระคุณในความรักและความเสียสละซึ่งซาบซ่านอยู่ในอกของลูกมาตลอดเวลา ๑๓ ปีนี้

บทที่ ๘๑ มรณะกรรมของครูผู้หญิง



 

มรณะกรรมของครูผู้หญิง

๒๗ มกราคม


ในขณะที่เราพากันไปอยู่ที่ศาลากลางนั้น  ครูหญิงได้ถึงแก่กรรมไปแล้ว  เมื่อเวลาประมาณ ๑๔.๐๐ น.  เมื่อเช้าวานนี้  ครูใหญ่ได้มาที่ห้องเรียนนำข่าวอันสลดใจนี้มาแจ้งแก่พวกเรา  และบอกว่า

    "พวกเธอที่เคยได้รับการศึกษาจากคุณครูผู้นั้นก็คงรู้ดีแล้วว่า  คุณครูเป็นคนดีเพียงไร  ท่านรักนักเรียนของท่านเหมือนกับรักลูกหลานของตน  แต่บัดนี้ท่านจากพวกเราไปเสียแล้ว  ท่านป่วยมาเป็นเวลาช้านาน  แต่เพื่ออาชีพของท่าน  จึงจำเป็นต้องทำงานไป  ที่สุดก็ได้ทำให้ชีวิตที่พอจะยืนยาวไปได้อีกช้านานนั้นสั้นลง  ถ้าท่านมีเวลาพักผ่อนรักษาโรคเสียเชั่วคราวแล้ว  ชีวิตของท่านก็จะยืนยาวไปได้อีกหลายเดือนเป็นแน่  แต่ท่านไม่ยอมทิ้งนักเรียนไป  เมื่อเย็นวันเสาร์ท่านได้กล่าวว่า  "ดิฉันเห็นจะไม่ได้เห็นนักเรียนอีกแล้ว"  แล้วก็ไปลานักเรียนด้วยตนเอง  ได้ตักเตือนสั่งสอนนักเรียนโดยดีทุกประการ  จูบผมนักเรียนทุก ๆ คน   แล้วก็ร้องไห้กลับบ้าน  คุณครูผู้นี้บัดนี้เราจะไม่ได้เห็นหน้าท่านอีกแล้ว  ขอให้พวกเราทุกคนจงอย่าลืมคุณครูผู้นี้เสีย"

    อั๋นผู้ซึ่งเคยเรียนอยู่กับคุณครูผู้นี้เมื่ออยู่ในชั้นปีที่ ๒  ได้ฟุบศีรษะลงกับโต๊ะแล้วร้องไห้

    เมื่อวานนี้ตอนบ่าย  พอโรงเรียนเลิกพวกเราพากันไปส่งศพของคุณครู  เมื่อไปถึงที่พักของคุณครูก็เห็นที่หน้าประตูมีรถศพเทียมม้าคู่จอดอยู่  มีผู้คนเป็นจำนวนมากกำลังสนทนากันด้วยเสียงเบา ๆ เฉพาะในโรงเรียนเรานับแต่ครูใหญ่จนถึงครูประจำชั้นทุกคนได้พากันมาที่นี่ทั้งหมด  และครูโรงเรียนอื่น ๆ ซึ่งครูได้เคยสอนอยู่นั้น  ต่างก็มากันพร้อมเพรียง  เด็กนักเรียนเล็กที่ครูเคยสอนส่วนมากมีแม่ถือดอกไม้ธูปเทียนจูงมา  นักเรียนในชั้นอื่น ๆ ก็มากันมาก  บ้างถือพวงหรีด  บ้างถือดอกไม้  ในรถศพนั้นมีดอกไม้กองอยู่เป็นจำนวนมากมาย  และข้างบนยังวางพวกหรีดใหญ่ใช้เขียนด้วยสีดำตัวโตว่า  "นักเรียนเก่าชั้นมัธยมปีที่ ๒  ขอคำนับต่อคุณครู"

    ใต้พวงหรีดใหญ่  มีหรีดพวงเล็ก ๆ ติดอยู่ด้วย  ซึ่งเป็นของพวกนักเรียนเล็ก ๆ ฝากมา  พวกเด็กหญิงต่างเช็ดน้ำตากันไม่หยุด

    เรารออยู่สักครู่หนึ่ง  เขาก็ชลอหีบศพออกมา  พวกเด็กเล็กพอเห็นหีบเข้าก็พากันร้องไห้  ในนั้นมีคนหนึ่งดูเหมือนเพิ่งจะรู้ว่าคุณครูได้ตายไปจริง ๆ ได้ส่งเสียงร้องไห้อย่างดัง  และไม่ยอมหยุดจนคนอื่น ๆ ต้องมาพาเขาออกไป

    ขณะเมื่อขบวนแห่ศพเคลื่อนไปตามถนน  ผู้คนต่างพากันมองออกมาทางหน้าต่างและประตู  เมื่อเห็นพวงหรีดและเด็กเล็กเดินตามขบวนศพไป  ก็กล่าวกันว่า  "ครูโรงเรียนน่ะ"

    หญิงผู้ดีที่พาเด็กเล็กมา  ต่างก็พากันร้องไห้เหมือนกัน

    เมื่อไปถึงวัด  เขาก็ยกหีบศพออกจากรถศพ เอาขึ้นวางบนแท่น  พวกครูหญิงเอาพวงหรีดวางลงบนหีบศพ  เด็กนักเรียนหญิงต่างเอาดอกไม้มาวางรอบข้าง  คนละช่อสองช่อ  เมื่อเสร็จพิธีแล้ว  พกวเราต่างพากันออกมา  ทิ้งครูผู้หญิงไว้ในหีบศพแต่ผู้เดียว

    น่าสงสาร  ครูผู้ซึ่งเป็นที่รักแห่งพวกเราขยันขันแข็ง และทำงานมาช้านาน

    ได้ยินว่าก่อนจะตาย  ครูได้เอาหนังสือและของทุกอย่างของท่านมาแจกนักเรียนจนหมด  บางคนได้ขวดน้ำหมึก บางคนได้รูปเขียน  และยังได้ยินว่า  ก่อนที่ท่านจะตายสักสองวันได้เคยบอกแก่ครูใหญ่ว่า  ถ้าท่านตายขอให้ช่วยปลอบโยนเด็ก ๆ ไม่ให้ร้องไห้และอย่าให้พวกเด็ก ๆ ไปร่วมพิธียกศพด้วย

    คุณครูได้กระทำสิ่งที่ดีไว้มากมาย  แต่ได้รับแต่ความทุกข์ยาก  ที่สุดก็ต้องตายไปท่ามกลางความแร้นแค้น  นี่แหละหนอ  ผลที่คุณครูได้รับตอบแทน

    ลาแล้ว  คุณครูที่รัก  สำหรับข้าพเจ้า  จะระลึกถึงคุณครูด้วยความรัก  ความระลึกในพระคุณและความเศร้าโศกอย่างสุดซึ้งเสมอ