วันพุธที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2565

บทที่ ๘๓ เรืออับปาง


เรืออับปาง

(การสนทนาประจำเดือนครั้งสุดท้าย)


หลายปีมาแล้ว  วันหนึ่งในเดือนธันวาคม  เรือใหญ่ลำหนึ่งได้แล่นออกจากเมืองลีเวอร์ปูล ประเทศอังกฤษ  ในเรือลำนั้นมีคนโดยสารรวมทั้งกลาสีประจำเรือ ๖๐ คนด้วยแล้วมีจำนวนประมาณ ๒๐๐ คน  นายเรือและลูกเรือล้วนเป็นชาวอังกฤษ  ผู้โดยสารนั้นบางคนเป็นชาวอิตาลี

    เรือกำลังเดินทางไปยังเกาะมอลตา  อากาศไม่สู้จะปลอดโปร่งนัก

    ในจำนวนผู้โดยสารชั้นสาม  มีเด็กหนุ่มชาวอิตาลีคนหนึ่ง  อายุประมาณ ๑๒ ปี  ร่างกายของเขาเมื่อเทียบกับอายุ แม้จะเตี้ยและเล็ก  แต่ก็ล่ำสัน  เป็นเด็กหนุ่มที่แข็งแรง  กล้าหาญและสวยงามแบบชาวซิซีลี  เขานั่งอยู่บนกองเชือกที่ข้างเสากระโดงตอนหัวเรือแต่คนเดียว  ที่ข้างตัวมีกระเป๋าเก่า ๆ จวนขาดอยู่ใบหนึ่ง  มือหนึ่งวางพาดอยู่บนกระเป๋า  เครื่องนุ่งห่มหยาบ  สวมเสื้อนอกเก่าและขาด   เขานั่งมองดูผู้โดยสาร  ลำเรือกลาสีที่เดินไปมาตลอดจนคลื่นน้ำทะเลที่สาดซัดอยู่ไปมา  ด้วยความเยือกเย็นและกำลังใช้ความคิด  ลักษณะการเหมือนกับว่าเมื่อเร็ว ๆ นี้ ครอบครัวของเขาคงได้รับเคราะห์อันร้ายแรงมาแล้วเป็นแน่  ใบหน้าของเขายังควเป็นเด็กอยู่  แต่ท่วงทีกิริยาเหมือนกับผู้ใหญ่ทุกอย่าง

    เมื่อเรือออกเดินทางแล้ว  สักครู่หนึ่งกลาสีชาวอิตาลีคนหนึ่ง  ก็พาเดเด็กหญิงคนหนึ่งมาหาเด็กหนุ่มซิซีลีนั้นแล้วกล่าวกับเขาว่า

    "มาริโอ  ฝากเพื่อนไว้ด้วยคนหนึ่ง"

    พูดแล้วเขาก็เดินเลยไป  เด็กหญิงนั้นได้นั่งลงข้างตัวเด็กขาย  แล้วก็ดูหน้ากันสักครู่หนึ่ง

    "เธอกำลังจะไปไหน?"  เด็กชายถาม

    "ไปที่เกาะมอลตา"  แล้วจะเลยต่อไปยังเนเปิลส์  คุณพ่อและคุณแม่ กำลังต้องการให้รีบกลับไปพบกับท่าน   ฉันชื่อ กิเลตตา ฟากิอานี"

    ต่อจากนั้น  อารีโอก็ได้หยิบขนมปังและผลไม้ออกมาจากกระเป๋าหนัง  เด็กหญิงนั้นก็มีขนมติดมาด้วยเหมือนกัน  สองคนจึงได้นั่งกินด้วยกันอย่างเพลิดเพลิน

    กลาสีชาวอิตาลีคนหนึ่ง  ได้วิ่งผ่านมาข้าง  ๆ เขา ด้วยความรีบร้อน แล้วร้องขึ้นว่า

    "ดูทางนั้นซิ  ท่ามันจะไม่ดีเสียแล้ว"

    ลมค่อย ๆ แรงขึ้น ตัวเรือสั่นสะเทือน  แต่เด็กทั้งสองไม่เมาคลื่น  ดูเหมือนไม่รู้สึกอะไรเสียเลย  เด็กหญิงนั้นยังหัวเราะอยู่เสมอ  เธอมีอายุไล่เลี่ยกับมารีโอรูปร่างค่อนข้างสูง  ผิวหนังค่อนข้างคล้ำ  รูปร่างสะโอดสะอง ลักษณะไม่ใคร่แข็งแรง  เหมือนกันคนขี้โรค  เครื่องแต่งตัวสวยงาม  ผมสั้นและหยิก  คาดด้วยผ้าสีแดงใส่ตุ้มหูเงินเกลี้ยง ๆ 

    เด็กทั้งสองกินอาหารไปพลางและสนทนาถึงประวัติของตนพลาง  เด็กชายนั้นไม่มีพ่อแม่แล้ว  เดิมทีพ่อเขาเป็นคนงาน  ได้ไปตายเสียที่เมืองลิเวอร์ปูล  กงสุลอิตาลีจึงจัดส่งเด็กกำพร้านี้กลับไปยังบ้านเดิมของเขา  ซึ่งมีญาติห่าง ๆ อยู่ที่นั่น

    ส่วนเด็กหญิงนั้น  เมื่อปีก่อนได้มาที่บ้านอาผู้หญิงที่กรุงลอนดอน  เนื่องด้วยพ่อแม่ของเธอเป็นคนจน  จึงได้ฝากเธอไว้ที่บ้านของอาผู้หญิงชั่วคราว  หวังว่าเมื่ออาผู้หญิงตายแล้วจะได้รับส่วนแบ่งมรดกบ้าง  แต่เมื่อ ๓-๔ เดือนมานี้ อาผู้หญิงถูกรถทับ  ได้รับษาตัวอยู่เป็นเวลานาน  ในที่สุดก็ตายลง  ทรัพย์สมบัติที่มีอยู่ได้ใช้จ่ายในคราวรักษาตัวจนหมดตัว  ไม่มีเหลืออยู่เลย  เหตุนี้เธอจึงได้ขอร้องให้กงสุลอิตาลีส่งกลีับไปยังบ้านเดิม  และบังเอิญเด็กทั้งสองคนนี้  อยู่ในความดูแลของกลาสีชาวอิตาลีผู้เดียวกันนั้นด้วย

    เด็กหญิงคนนั้นกล่าวว่า

    "พ่อแม่ของฉันนั้น  ยังเข้าใจว่าฉันคงจะได้เงินกลับไปบ้านมาก  แต่เปล่าเลยแม้สักอันเดียวก็ไม่มี  แต่อย่างไร  ๆ พ่อแม่ก็คงจะยังรักฉันอย่างเดิม  และพี่น้องของฉันก็เห็นจะยังคงรักฉันอยู่เหมือนกัน  นอกจากนั้นฉันยังมีน้องอีกสี่คนแต่ยังเล็กทั้งนั้น  ฉันเป็นคนหัวปี  เวลาอยู่ที่บ้านฉันต้องเป็นคนสวมเครื่องนุ่งห่มให้เขาเสมอ  ถ้าฉันกลับไป  พวกเขาคงดีใจมาก  และคงจะวิ่งเข้ามาหาฉันเป็นแน่  แหมคลื่นลมดูมันจัดเหลือเกินนะ"

    "เธอจะไปบ้านญาติหรือ?"

    "ถูกแล้ว  เจ้าประคุณ  ขอให้เขาให้ฉันอยู่ด้วยเถิด"

    "พวกเขาไม่รักเธอหรอกหรือ?"

    "ยังไม่รู้ว่าเขาจะเป็นอย่างไร"


    เขาทั้งสองได้สนทนากันถึงเรื่องทะเล  และกิจการอันเกี่ยวกับผู้โดยสารกันอย่างไม่เบื่อ  ความสนิทสนมระหว่างเขาทำให้ผู้โดยสารอื่น ๆ เข้าใจว่า  เขาทั้งสองเป็นพี่น้องกัน  เด็กหญิงนั่งถักถุงเท้า  และเด็กชายนั้นนั่งนิ่งตรองอะไรอยู่

    คลื่นได้แรงจัดขึ้นทุกที  พอถึงเวลากลางคืนเมื่อเด็กทั้งสองจะจากกันไปนอนนั้น  เด็กหญิงได้กล่าวต่อมาริโอว่า

    "ขอให้นอนเป็นสุขเถิด"

    "เห็นจะนอนกันเป็นสุขไม่ได้ละ  หนูทั้งสองเอ๋ย"

    กลาสีชาวอิตาลีซึ่งบังเอิญผ่านมาใกล้ ๆ ได้พูดสวนขึ้น  พอเด็กชายนั้นจะกล่าว "สวัสดี"  กับเด็กหญิงก็มีคลื่นใหญ่ซัดขึ้นมาลูกหนึ่ง  กวาดเขาล้มกลิ้งไป

    เด็กหญิงวิ่งเข้าไปใกล้โดยเร็ว

    "อุ๊ย!  เลือดไหลออกมาแล้ว"

    ผู้โดยสารอื่น  ต่างก็จะวิ่งหนีลงไปข้างล่าง  ไม่มีใครเอาใจใส่กัน  เด็กหญิงคุกเข่าอยู่ที่ข้างตัวมาริโอ  ซึ่งกำลังทำตาพองอยู่  เช็ดเลือดที่บนหัวให้เขาแล้วแก้ผ็าโพกศีรษะสีแดงของตนออกพันศีรษะเขาไว้ต่างผ้าพันแผล  ในเวลาที่จะผูกเงื่อนข้างหลังนั้น  เธอได้กอดศีรษะที่หน้าอกนั้นเปื้อนเลือดแดงเป็นดวง  มาริโอลุกขึ้นยืนโซเซ

    "ค่อยยังชัวขึ้นหรือยัง?"  เด็กหญิงถาม

    "ไม่เป็นอะไรดอก"  มารีโอตอบ

    "ไปนอนเถิด"  เด็กหญิงนั้นพูด

    "สวัสดี"

    มารีโอตอบ  แล้วสองคนก็แยกกันไป

    คำพูดของกลาสีเป็นไปจริงทั้งนั้น  เด็กเล็กสองคนนั้นยังนอนไม่หลับ  พายุอันแรงน่ากลัวก็มาถึง  มันพัดแรงเสียงกลยไปหมด  เสากระโดงอันหนึ่งได้หักสบั้นไปทันทีจนเรือโบตสามลำก็ถูกพัดลงทะเลไป  วัวสี่ตัวซึ่งผูกไว้ที่หัวเรือนั้นได้ถูกพัดไปเหมือนกับใบไม้  ในเรือก็เกิดการปั่นป่วนกันใหญ่  ความหวดหวั่นเสียงร้องเอะอะ  เสียงครวญครางเหมือนกับพายุฝนใหญ่  และเสียงโอดคราวญโดยหวนทำให้ขนลุกไปหมด  กำลังลมไม่ได้อ่อนลงเลยแม้แต่น้อยตลอดทั้งคืน  จนกระทั่งสว่างก็ยังเป็นดังนั้น  คลื่นแรงและลูกใหญ่ ๆ เหมือนกับภูเขา  ตีมาข้าง ๆ แล้วกระจายไปบนปากเรือ  ทำให้ข้าวของถูกพัดพาลงทะเลไปหมด  แผ่นกระดานบนหลังห้องเครื่องจักรก็ถูกคลื่นตีกระจายไป  น้ำทะเลสาดเข้ามาเหมือนกับโกรธจัด ไฟเลยดับมืดหมด

    ในขณะนั้น  ได้ยินเสียงร้องเหมือนกับฟ้าผ่าของนายเรือว่า

    "สูบน้ำ"

    กลาสีวิ่งไปยังสูบ  แต่ขณะนั้นได้มีคลื่นอีกลูกหนึ่ง  ซัดขึ้นมาทางด้านขวากระทบปากเรือ  กระแทกขอบเรือแตก  น้ำทะเลไหลเข้าทางรอยแตกเสียงซู่ ๆ 

    ผู้โดยสารรู้ดีว่าไม่มีทางจะหนีได้แล้ว  ต่างวิ่งเข้าไปในห้อง  และเมื่อเห็นนายเรือ  ก็ร้องขึ้นพร้อมกันว่า

    "นายเรือ   นายเรือ  เป็นอย่างไรบ้าง  เวลานี้อยู่ที่ไหน?  มีทางจะช่วยได้ไหม?  ช่วยพวกเราด้วย"

    เมื่อนายเรือได้ฟังคำพูดของเขา  ก็กล่าวเนือย ๆ ว่า

    "หมดหวัง"

    หญิงคนหนึ่งร้องเรียกให้พระเจ้าช่วย  นอกนั้นพากันเงียบไปหมด  ความหวั่นกลัวได้ครอบงำเขาเหล่านั้นไว้ในครู่หนึ่งนั้น ในเรือเงียงสงัดเหมือนกับอยู่ในที่ฝังศพ  ผู้โดยสารต่างหน้าซีดขาว  จ้องมองดูกัน  คลื่นทะเลยังคงจัดอยู่นั่นเอง  เรือโคลงจนยืนอทบำม่ตืเ  นายเรือจึงสั่งให้ปล่อยเรือชูชีพลง  มีกลาสีห้าคนนั่งประจำ  แต่เรือชูชีพนั้นถูกคลื่นตีเข้ามาเลยล่มลง  กลาสีห้าคนหายไปสองคน และกลาสีชาวอิตาลีคนนั้นก็อยู่ในจำนวนนั้นด้วย  อีกสามคนที่เหลืออยู่ต่างพยายามไต่เชือกขึ้นมาจนได้

    ตอนนี้  กลาสีเลยหมดหวัง  ภายหลังสองชั่วโมง  เรือได้จมลงจนถึงระวางที่บรรจุสินค้า

    สภาพอันน่าสลดใจปรากฎขึ้นทีปากเรือ  มารดาได้กอดลูกของตนไว้แนบหน้าอกอย่างหมดหวัง  พวกเพื่อนต่างกอดคอร่ำลากันเป็นครั้งสุดท้าย  บางคนที่ไม่อยากตายในน้ำทะเลได้กลับไปขังตัวอยู่ในห้องของตัวก็มี มีคนหนึ่งกลัวตายจนเป็นบ้าใช้ปืนยินศีรษะ  แล้วล้มกลิ้งลงมาจากที่สูงตาย  คนโดยสารวิ่งหนีภัยกันพลุกพล่าน อารมณ์เหมือนกับบ้า  พวกผู้หญิงต่างแสดงอาการหวาดกลัวอย่างเสียสติ  เสียงร้องไห้  เสียงคราวญคราง  เสียงร้องอันโหยหวนดังเซ็งแซ่ไปหมด  ทุกคนต่างหมดสติสัมปชัญญะ  ตาอันไม่มีแววพองโตยืนงง อยู่เหมือนกับรูปหิน  ใบหน้าไม่มีส่วนที่แสดงว่ายังมีชีวิตอยู่เลย  กิเลตตากับมารีโอสองคนยืนกอดกันอยู่ที่เสากระโดงอันหนึ่งมองดูทะเลโดยไม่กระพริบตา

    คลื่นลมได้เบาบางลงบ้างแล้ว  แต่เรือก็ค่อย ๆ จมลงทุกที  มองเห็นได้ว่าในไม่นานนักก็จะจมลงหมดทั้งลำ

    "ปล่อยเรือชูชีพลำใหญ่ลงไป"  นายเรือร้องขึ้น

    เรือชูชีพซึ่งมีเหลืออยู่ลำเดียวนี้  ได้ถูกโรยลงไปในทะเล  กลาสี ๑๕ คน  พร้อมด้วยผู้โดยสาร ๓ คน นั่งอยู่ในเรือ  นายเรือยังคงอยู่ในเรือใหญ่

    "ตามผมมาทางนี้"  พวกกลาสีร้องขึ้นมาจากข้างล่าง  "ฉันจะยอมตายที่นี่"   นายเรือตอบ

    พวกพลาสีจึงได้หันไปทางผู้โดยสารคนอื่น ๆ กล่าว่า

    "ยังไปได้อีกคนหนึ่ง  ทางที่ดีที่สุดคือผู้หญิง"

    นายเรือจูงผู้มาคนหนึ่ง  แต่เรือชูชีพนั้นอยู่ห่างจากเรือใหญ่มาก  หญิงนั้นไม่มีความกล้าพอที่จะกระโดดลงไปได้  จึงคงนอนนิ่งเฉยอยู่บนปากเรือ  ส่วนผู้หญิงอื่น  ๆ ก็หมดสติเหมือนกับคนที่ตายแล้ว

    "ส่งเด็กมาคนหนึ่ง"  กลาสีร้องขึ้น

    เด็กหนุ่มซิซีลียืนงงอยู่เหมือนกับหินพร้อมด้วยเพื่อนของเขานั้น  เมื่อได้ยินเสียงร้องนี้แล้ว  สัญชาตญาตแห่งการหนีภัยก็ผุดขึ้นในสมอง  ถอยห่างจากเสากระโดงนั้น  แล้วก็วิ่งไปข้างเรือเบียดผู้ที่ขวางทางเข้าไปเหมือนกับสัตว์ร้ายแล้วร้องขึ้นว่า

    "ฉัน"

    "ต้องคนเล็ก เรือเต็มหมดแล้ว  ต้องคนเล็ก"

    กลาสีร้อง

    เมื่อเด็กหญิงได้ยินคำพูดนี้แล้วก็เหมือนกับถูกสายฟ้าฟาด  ปล่อยแขนทั้งสองตนลงมาทันที แล้วยืนมองมารีโอทำตาปริบ ๆ 

    มารีโอก็มองดูเธอ  ทันใดนั้นเขาเหลือบเห็นรอยเลือดที่บนเสื้อของเด็กเด็กหญิงนั้น  ก็จำเรื่องที่แล้วมาได้ในดวงตาลุกวาวเป็นประกายขึ้นทันที

    "คนเล็กเร็ว  เรือจะออกแล้ว"  กลาสีซึ่งยืนรออยู่ร้องขึ้นด้วยความร้อนใจ

    ในขณะนั้น  มารีโอได้พูดออกมาด้วยความเด็ดเดี่ยว

    "เธอตัวเบากว่า  ควรเป็นเธอ  กิเลตตา  เธอยังมีพ่อและแม่อยู่  ฉันตัวคนเดียว  เธอไปเถิด"

    "โยนเด็กนั้นลงมา"  กลาสีร้องบอกขึ้นไปอีก

    มารีโออุ้มกิเลตตาโยนลงไปในทะเล  กิเลตตาร้องเสียงดังจนแทบกลบเสียงน้ำกระจาย  แล้วพวกกลาสีก็จับแขนลากขึ้นไปในเรือ

    มารีโอเงยหน้าขึ้นมองดูฟ้า  ผมถูกลมพัดปลิวยืนนิ่งอยู่ที่นั่นด้วยความเงียบสงบและสง่า

    เรือชูชีพได้ถอยห่างออกไปเพื่อให้พ้นจากน้ำวน  ซึ่งจะเกิดขึ้นเมื่อเรือใหญ่จมลง

    เด็กหญิงดูเหมือนหมดสติแล้ว  แต่ทันใดนั้นได้มองมาทางอารีโอ  น้ำตาไหลอยู่ไม่ขาดสาย

    "ลาก่อน  มารีโอ"

    เธอร้องไห้และยื่นมือทั้งสองออกไปทางเขา  แล้วร้องขึ้นว่า

    "ลาก่อน  ลาก่อน"

    เด็กหนุ่มนั้นชูมือขึ้นสูงแล้วร้องตอบไปว่า

    "ลาก่อน  แม่เพื่อนรัก"

    เรือเล็กล่องลอยไปตามคลื่นซึ่งยังคงซัดเข้าหาเรืออย่างดุร้ายภายใต้แสงสลัวแห่งเวลาพลบ  พวกที่เหลืออยู่ในเรือนั้นไม่มีใครที่ออกเสียงได้เลย  ทุก ๆ สิ่งได้เงียบไปหมด

    น้ำได้ท่วมขึ้นมาถึงปากเรือที่กำลังอับปางแล้ว

    มารีโอคุกเข่าลงไปทันที  พนมมือแล้วเงยหน้าขึ้นมองดูบนท้องฟ้า

    เด็กหญิงกิเลตตาก้มศีรษะลง  และเมื่อเธอเงยหน้าขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง  เรือใหญ่ได้จมลงไปใต้ระดับน้ำมองไม่เห็นอะไรแล้ว

(อ่านต่อบทที่ ๘๔ "หน้าสุดท้ายของคุณแม่")

ไม่มีความคิดเห็น: