วันศุกร์ที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2565

บทที่ ๘๖ การสอบครั้งสุดท้าย


การสอบครั้งสุดท้าย

๗ กุมภาพันธ์


วันนี้เป็นวันสอบปากเปล่า

    พวกเราพร้อมกันเข้าไปในห้องเรียนเมื่อเวลา ๘.๐๐ น.  พอถึงเวลา ๘.๑๕ น.  ก็ถูกเรียกเข้าไปในห้องเรียนเป็นพวก ๆ ละ ๔ คน  บนโต๊ะตัวใหญ่นั้นปูด้วยผ้าสีเขียว  ครูใหญ่และครูอีก ๔ คนนั่งรวมกันอยู่  ครูประจำชั้นของเราก็นั่งอยู่ในที่นั้นด้วย  ข้าพเจ้าอยู่ในพวกที่ถูกเรียกเข้าไปเป็นครั้งแรก

    โอ้  คุณครู  คุณครูรักเราเพียงไรนั้นก็รู้กันในบัดนี้เอง  ในเวลาที่นักเรียนคนอื่นถูกถามนั้น  ครูก็จ้องมองดูหน้าพวกเรา  ถ้าคำตอบของเราไม่ชัดแจ้ง  ครูก็แสดงสีหน้าเป็นทุกข์  ถ้าข้อไหนเราตอบได้ถูกต้อง  ครูก็แสดงความดีใจ  และมักจะตะแคงหู  ใช้มือและศีรษะทำท่าทางต่าง ๆ คล้ายจะบอกเราว่า

    "ถูกแล้ว  ไม่ถูก  ระวัง  คิดให้รอบคอบเสียก่อน  ระวัง ระวัง"

    ในเวลานั้น ถ้าครูบอกกับเราได้แล้ว  ก็คงจะบอกกับเราทุกสิ่งทุกอย่าง  แม้พ่อแม่ของนักเรียนจะมานั่งอยู่ใกล้ ๆ แทนครูของเรา  ก็เกรงว่าจะไม่เอาใจใส่กับพวกเราเหมือนกับครูเลย

    พอได้ยินครูคนอื่นบอกว่า "ดีแล้ว  กลับไปได้" นัยน์ตาของพวกครูก็เต็มไปด้วยประกายแห่งความพอใจ

    ข้าพเจ้าได้รีบกลับมายังห้องเรียนโดยเร็ว  เพื่อนนักเรียนยังคงอยู่ในห้องเรียนทั้งนั้น  ข้าพเจ้าได้เข้าไปนั่งข้าง ๆ เสนาะ เมื่อหวนคิดไปว่าครั้งนี้เป็นการพบครั้งสุดท้ายแล้ว  ก็ให้รู้สึกเศร้าใจเป็นอย่างยิ่ง

    ข้าพเจ้ายังมิได้บอกเรื่องที่จะตามคุณพ่อไปอยู่ต่างจังหวัดแก่เสนาะเลย  และเสนาะก็ยังไม่รู้เรื่อง  เขานั่งอยู่ที่โต๊ะและกำลังแต่งกรอบรูปบิดาของเขาอยู่อย่างตั้งอกตั้งใจ  บิดาเขาแต่งตัวแบบนายช่าง  รูปร่างสูงใหญ่  หัวใหญ่ เหมือนเสนาะ  ท่าทางก็ดูซื่อตรง  เสนาะก้มหัวไปทางข้างหน้า  เสื้อตรงหน้าอกจึงแบะออก เผยให้เห็นล๊อกเก็ตซึ่งมารดาของหวังได้ให้กับเขาไว้เป็นที่ระลึกในความกรุณาต่อบุตรชายพิการของแกนั้นโผล่ออกมา

    เมื่อคิดถึงว่า  เราจะต้องไปจากที่นี่แล้ว  จึงบอกแก่เสนาะอย่างตรง ๆ ว่า

    "เสนาะ  ต้นปีหน้า  บิดาฉันจะต้องย้ายไปต่างจังหวัดแล้ว"  เขาได้ถามข้าพเจ้าว่า  ข้าพเจ้าจะไปกับบิดาด้วยไหม  ข้าพเจ้าได้ตอบแก่เขาว่าจะไปด้วย

    "เมื่อเช่นนั้น  เราก็ไม่ได้เรียนชั้นมัธยมปีที่ ๔ ร่วมกันอีกน่ะซิ"  เสนาะพูด

    "ไม่ได้เรียนแล้ว"  ข้าพเจ้าตอบ

    เสนาะนิ่งเงียบไม่พูดอะไร  ก้มลงทำภาพนั้นเฉยอยู่สักครู่หนึ่ง  จึงพูดขึ้นทั้ง ๆ ที่ยังก้มศีรษะอยู่ว่า

    "เธอคงจะไม่ลืมเพื่อนในชั้นปีที่ ๓ ของเรานะ"

    "แน่ทีเดียวฉันจะต้องจำไว้เสมอ  จะไม่ลืมเลยเฉพาะเธอยิ่งลืมไม่ได้แน่  ใครจะลืมเธอเสียได้"  ข้าพเจ้าพูด

    เสนาะจ้องมองดูข้าพเจ้าโดยลักษณะการเท่านั้นก็พอที่จะแสดงให้เห็น  แทนคำพูดได้ทั้งหลายพันหลายหมื่นคำ  แต่ปากเขาไม่พูดอะไรเลย  มือขวาของเขาก็คงจับปากกาวาดภาพเฉยอยู่  แต่ยื่นมือซ้ายมาทางข้าพเจ้า  ข้าพเจ้าได้จังมืออันใหญ่ของเขาไว้แน่น  ในชณะนั้นครูได้เดินเข้ามาหน้าแดงด้วยความดีใจและรีบร้อน  กล่าว่า

    "วิเศษจริง  ตอบได้ดีทุกคน  เข้าไปสอบต่อไปอีกดีมาก  ตั้งใจดี ๆ พวกเรา  ฉันพอใจจริง ๆ "

    เมื่อพูดแล้ว  ในขณะที่จะรีบออกไปนั้น  ได้เจตนาทำเป็นสะดุดกับอะไรแล้วก็ถลาคล้ายกับหกล้ม  ดังนั้นเพื่อทำให้พวกเราขัน   ครูผู้ซึ่งไม่เคยหัวเราะเลยแล้วมาทำดังนี้ทุกคนเห็นแล้วต่างพากันประหลาดใจมาก  ในห้องเลยกลับเงียบกริบ  ต่างคนยิ้มกันทั้งนั้น  แต่ไม่มีใครหัวเราออกมาเลย

    ไม่รู้ว่าเนื่องด้วยอะไร  เมื่อได้เห็นการกระทำอันเหมือนเด็ก ๆ ดังนี้แล้ว  ก็ไให้รู้สึกทั้งปลื้มใจและเศร้าใจระคนกัน  ผลตอบแทนที่คุณครูได้รับก็คือความพอใจเพียงชั่วขณะนี้เท่านั้น  นี่แหละคือผลที่ได้รับจากการอดทน  และความยากลำบากตลอดมาเป็นเวลาตั้ง ๙ เดือน  ในปีหนึ่งคุณครูได้ทำงานเช่นนี้แต่ไหนแต่ไรมาแล้ว  แม้นักเรียนที่ป่วยอยู่ที่บ้าน  ก็ยังอุตส่าห์ตามไปเยี่ยมจนถึงบ้านและเลยถือโอกาสสอนให้ก็มี

    คุณครูผู้ซึ่งรักเรา  ต้องทำงานมาด้วยความเหนื่อยยากก็เพื่อการตอบแทนอันเล็กน้อยเท่านี้เอง

    ต่อไปทุก ๆ ครั้งที่เราคิดถึงคุณครู  ท่าทางของคุณครูที่แสดงในวันนี้  ก็คงจะปรากฎขึ้นอีกเมื่อเราโตขึ้นแล้ว  และคุณครูยังคงมีชีวิตอยู่  ถ้าได้พบกับคุณครู  ข้าพเจ้าจะได้เล่าถึงสิ่งที่ได้สะเทียนใจข้าพเจ้าในวันนี้  และจะขอกราบฝ่าเท้าคุณครูอีกสักครั้งหนึ่ง

(อ่านต่อบทสุดท้าย  บทที่ ๘๗ "ลาก่อน")

ไม่มีความคิดเห็น: