การสอบครั้งสุดท้าย
๗ กุมภาพันธ์
วันนี้เป็นวันสอบปากเปล่า
พวกเราพร้อมกันเข้าไปในห้องเรียนเมื่อเวลา ๘.๐๐ น. พอถึงเวลา ๘.๑๕ น. ก็ถูกเรียกเข้าไปในห้องเรียนเป็นพวก ๆ ละ ๔ คน บนโต๊ะตัวใหญ่นั้นปูด้วยผ้าสีเขียว ครูใหญ่และครูอีก ๔ คนนั่งรวมกันอยู่ ครูประจำชั้นของเราก็นั่งอยู่ในที่นั้นด้วย ข้าพเจ้าอยู่ในพวกที่ถูกเรียกเข้าไปเป็นครั้งแรก
โอ้ คุณครู คุณครูรักเราเพียงไรนั้นก็รู้กันในบัดนี้เอง ในเวลาที่นักเรียนคนอื่นถูกถามนั้น ครูก็จ้องมองดูหน้าพวกเรา ถ้าคำตอบของเราไม่ชัดแจ้ง ครูก็แสดงสีหน้าเป็นทุกข์ ถ้าข้อไหนเราตอบได้ถูกต้อง ครูก็แสดงความดีใจ และมักจะตะแคงหู ใช้มือและศีรษะทำท่าทางต่าง ๆ คล้ายจะบอกเราว่า
"ถูกแล้ว ไม่ถูก ระวัง คิดให้รอบคอบเสียก่อน ระวัง ระวัง"
ในเวลานั้น ถ้าครูบอกกับเราได้แล้ว ก็คงจะบอกกับเราทุกสิ่งทุกอย่าง แม้พ่อแม่ของนักเรียนจะมานั่งอยู่ใกล้ ๆ แทนครูของเรา ก็เกรงว่าจะไม่เอาใจใส่กับพวกเราเหมือนกับครูเลย
พอได้ยินครูคนอื่นบอกว่า "ดีแล้ว กลับไปได้" นัยน์ตาของพวกครูก็เต็มไปด้วยประกายแห่งความพอใจ
ข้าพเจ้าได้รีบกลับมายังห้องเรียนโดยเร็ว เพื่อนนักเรียนยังคงอยู่ในห้องเรียนทั้งนั้น ข้าพเจ้าได้เข้าไปนั่งข้าง ๆ เสนาะ เมื่อหวนคิดไปว่าครั้งนี้เป็นการพบครั้งสุดท้ายแล้ว ก็ให้รู้สึกเศร้าใจเป็นอย่างยิ่ง
ข้าพเจ้ายังมิได้บอกเรื่องที่จะตามคุณพ่อไปอยู่ต่างจังหวัดแก่เสนาะเลย และเสนาะก็ยังไม่รู้เรื่อง เขานั่งอยู่ที่โต๊ะและกำลังแต่งกรอบรูปบิดาของเขาอยู่อย่างตั้งอกตั้งใจ บิดาเขาแต่งตัวแบบนายช่าง รูปร่างสูงใหญ่ หัวใหญ่ เหมือนเสนาะ ท่าทางก็ดูซื่อตรง เสนาะก้มหัวไปทางข้างหน้า เสื้อตรงหน้าอกจึงแบะออก เผยให้เห็นล๊อกเก็ตซึ่งมารดาของหวังได้ให้กับเขาไว้เป็นที่ระลึกในความกรุณาต่อบุตรชายพิการของแกนั้นโผล่ออกมา
เมื่อคิดถึงว่า เราจะต้องไปจากที่นี่แล้ว จึงบอกแก่เสนาะอย่างตรง ๆ ว่า
"เสนาะ ต้นปีหน้า บิดาฉันจะต้องย้ายไปต่างจังหวัดแล้ว" เขาได้ถามข้าพเจ้าว่า ข้าพเจ้าจะไปกับบิดาด้วยไหม ข้าพเจ้าได้ตอบแก่เขาว่าจะไปด้วย
"เมื่อเช่นนั้น เราก็ไม่ได้เรียนชั้นมัธยมปีที่ ๔ ร่วมกันอีกน่ะซิ" เสนาะพูด
"ไม่ได้เรียนแล้ว" ข้าพเจ้าตอบ
เสนาะนิ่งเงียบไม่พูดอะไร ก้มลงทำภาพนั้นเฉยอยู่สักครู่หนึ่ง จึงพูดขึ้นทั้ง ๆ ที่ยังก้มศีรษะอยู่ว่า
"เธอคงจะไม่ลืมเพื่อนในชั้นปีที่ ๓ ของเรานะ"
"แน่ทีเดียวฉันจะต้องจำไว้เสมอ จะไม่ลืมเลยเฉพาะเธอยิ่งลืมไม่ได้แน่ ใครจะลืมเธอเสียได้" ข้าพเจ้าพูด
เสนาะจ้องมองดูข้าพเจ้าโดยลักษณะการเท่านั้นก็พอที่จะแสดงให้เห็น แทนคำพูดได้ทั้งหลายพันหลายหมื่นคำ แต่ปากเขาไม่พูดอะไรเลย มือขวาของเขาก็คงจับปากกาวาดภาพเฉยอยู่ แต่ยื่นมือซ้ายมาทางข้าพเจ้า ข้าพเจ้าได้จังมืออันใหญ่ของเขาไว้แน่น ในชณะนั้นครูได้เดินเข้ามาหน้าแดงด้วยความดีใจและรีบร้อน กล่าว่า
"วิเศษจริง ตอบได้ดีทุกคน เข้าไปสอบต่อไปอีกดีมาก ตั้งใจดี ๆ พวกเรา ฉันพอใจจริง ๆ "
เมื่อพูดแล้ว ในขณะที่จะรีบออกไปนั้น ได้เจตนาทำเป็นสะดุดกับอะไรแล้วก็ถลาคล้ายกับหกล้ม ดังนั้นเพื่อทำให้พวกเราขัน ครูผู้ซึ่งไม่เคยหัวเราะเลยแล้วมาทำดังนี้ทุกคนเห็นแล้วต่างพากันประหลาดใจมาก ในห้องเลยกลับเงียบกริบ ต่างคนยิ้มกันทั้งนั้น แต่ไม่มีใครหัวเราออกมาเลย
ไม่รู้ว่าเนื่องด้วยอะไร เมื่อได้เห็นการกระทำอันเหมือนเด็ก ๆ ดังนี้แล้ว ก็ไให้รู้สึกทั้งปลื้มใจและเศร้าใจระคนกัน ผลตอบแทนที่คุณครูได้รับก็คือความพอใจเพียงชั่วขณะนี้เท่านั้น นี่แหละคือผลที่ได้รับจากการอดทน และความยากลำบากตลอดมาเป็นเวลาตั้ง ๙ เดือน ในปีหนึ่งคุณครูได้ทำงานเช่นนี้แต่ไหนแต่ไรมาแล้ว แม้นักเรียนที่ป่วยอยู่ที่บ้าน ก็ยังอุตส่าห์ตามไปเยี่ยมจนถึงบ้านและเลยถือโอกาสสอนให้ก็มี
คุณครูผู้ซึ่งรักเรา ต้องทำงานมาด้วยความเหนื่อยยากก็เพื่อการตอบแทนอันเล็กน้อยเท่านี้เอง
ต่อไปทุก ๆ ครั้งที่เราคิดถึงคุณครู ท่าทางของคุณครูที่แสดงในวันนี้ ก็คงจะปรากฎขึ้นอีกเมื่อเราโตขึ้นแล้ว และคุณครูยังคงมีชีวิตอยู่ ถ้าได้พบกับคุณครู ข้าพเจ้าจะได้เล่าถึงสิ่งที่ได้สะเทียนใจข้าพเจ้าในวันนี้ และจะขอกราบฝ่าเท้าคุณครูอีกสักครั้งหนึ่ง
(อ่านต่อบทสุดท้าย บทที่ ๘๗ "ลาก่อน")
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น