ปีนัง ไข่มุกแห่งตะวันออก ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของคาบสมุทรมาเลเซีย รัฐปีนังประกอบด้วยส่วนที่เป็นเกาะมีพื้นที่ประมาณ ๒๘๕ ตารางกิโลเมตร (ประมาณครึ่งหนึ่งของเกาะภูเก็ต) และพื้นที่แผ่นดินใหญ่ที่เรียกว่า “เซเบอรัง พีไร” ซึ่งมีพื้นที่ ๗๖๐ ตรกม. พื้นที่สองส่วนนี้่คั่นโดยช่องแคบซึ่งส่วนที่แคบที่สุดกว้างเพียง ๓ กิโลเมตร
พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช รัชกาลที่ 1 ทรงขึ้นครองราชย์ และสถาปนากรุงเทพมหานครขึ้นเป็นราชธานี ในปีพ.ศ.2325 ได้เกิดสงคราม 9 ทัพ โดยครั้งนั้นพม่าได้เข้าตีประชิดถึงหัวเมืองทางภาคใต้ ครั้งนั้นได้โปรดเกล้าฯ ให้กรมพระราชวังบวรสุรสีหนาทเสด็จไปปราบพม่าปัจจามิตรถึงภาคใต้ ครั้นมีชัยเหนือพม่าแล้วได้ผนวกหัวเมืองภาคใต้ไว้เป็นเมืองประเทศราช ซึ่งขณะนั้น เกาะปีนังหรือที่คนไทยเรียกว่า เกาะหมาก ขึ้นกับเมืองไทรบุรี ทางฝ่ายเจ้าเมืองไทรบุรี หรือที่ในปัจจุบันคือรัฐเคดาห์ ของประเทศมาเลเซีย ภายหลังมีใจออกห่างจากรัฐสยาม จึงยื่นข้อเสนให้อังกฤษเช่าเกาะหมาก หรือเมืองปีนังเพื่อเป็นเกราะป้องกันตนเองให้พ้นจากอิทธิพลของรัฐสยามในขณะนั้น โดยในครั้งนั้น ชาวอังกฤษชื่อ เซอร์ฟรานซิส ไลท์ ได้เป็นผู้ทำการแทนรัฐบาลอังกฤษ ในนามบริษัทบริติชอีสต์อินเดีย ทำการเช่าเกาะปีนังนับแต่ปีพ.ศ.2329 การณ์ครั้งนั้นเท่ากับทำให้รัฐสยามเสียดินแดน ซึ่งคือเมืองปีนังเป็นครั้งแรก
อันที่จริงแล้วการเช่าเกาะปีนังของอังกฤษ เป็นกุศโลบายที่จะสร้างเมืองท่าคู่แฝด อันมีเกาะปีนังอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือ และเกาะสิงคโปร์อยู่ทางทิศใต้ เพื่อเป็นจุดรับส่งสินค้าระหว่างทะเลอินเดีย และทะเลจีนใต้ ทั้งนี้เพื่อลดบทบาทการเป็นเมืองท่าของฮอลันดา ที่ช่องแคบเมืองมะละกา ที่มีมาช้านาน ผลจากการสร้างเมืองปีนัง และสิงคโปร์ เป็นเมืองท่าทางการค้าคู่แฝดนี้ ภายหลังได้ทำให้เมืองท่ามะละกา ที่เป็นเมืองท่าสำคัญมาแต่โบราณ ยุติบทบาทลงได้จริงในที่สุด
![]() |
| Sir Francis Light |
ซึ่งอังกฤษมีการบริหารการจัดการ ที่ชาญฉลาดกล่าวคือ ให้เกาะปีนังและสิงคโปร์เป็นเมืองท่าเสรี มีการค้าปลอดภาษี ตลอดจนไม่เก็บค่าธรรมเนียมในการจอดเรือ จึงเป็นเหตุให้มีการค้าเกิดขึ้นอย่างหนาแน่น สร้างรายได้ให้แก่อังกฤษเป็นอันมาก สำหรับเมืองปีนังภายหลังที่ถูกครอบครองโดยชาวอังกฤษแล้ว ได้ตั้งชื่อเมืองให้เป็นอังกฤษเสียใหม่ว่า “เกาะปรินส์ออฟเวลส์” และมีเมืองหลวงชื่อว่า “เมืองจอร์จทาวน์” ตามชื่อพระเจ้าจอร์จที่ 3 กษัตริย์อังกฤษขณะนั้น
เล่าว่า แต่เดิมเกาะปีนังเป็นป่ารกมาก หาคนมาแผ้วถางได้ยาก แต่แล้ว เซอร์ฟรานซิสไลท์ ได้ยิงเหรียญเงินเข้าไปในป่าเป็นจำนวนมาก แล้วประกาศว่า ใครอยากได้เงินก็ถางป่าหาเอาเอง ในเวลาไม่นานป่านั้นก็ราบเป็นหน้ากลอง และว่ากันว่า ป่าที่โยนเหรียญเข้าไปนั้น ก็คือที่ศาลาว่าการของรัฐปีนังในปัจจุบัน การเข้าไปมีอิทธิพลของอังกฤษ ทำให้เกาะปีนังมีอาคารบ้านเรือน ตลอดจนสถานที่ราชการงดงาม ตามแบบโคโลเนียลอังกฤษ เกาะปีนังจึงเป็นเมืองอังกฤษน้อยแต่หนหลัง ที่ควรค่าแก่การทัศนาไม่น้อยทีเดียว*
รัฐปีนัง เป็นหนึ่งในสิบสามรัฐที่ประกอบขึ้นเป็นสหพันธรัฐมาเลเซีย เดิมชาวมาเลย์รุ่นแรกเรียกว่า ปูเลา วา ซาตู หรือ เกาะเดี่ยว ต่อมาพบในแผนที่เดินเรือ เรียกว่า ปูเลา ปีนัง หรือเกาะหมาก ต่อมาอังกฤษเรียกว่า เกาะปรินซ์ ออฟ เวลส์ และเมื่อมาเลเซียได้รับเอกราช จึงเปลี่ยนเป็นปูเลา ปีนัง อีกครั้ง
รัฐปีนังประกอบด้วยพื้นที่ 2 ส่วน ได้แก่ เกาะปีนัง ซึ่งตั้งอยู่ห่างจากแผ่นดินใหญ่ทางชายฝั่งตะวันตกของประเทศ และเป็นที่ตั้งของจอร์จทาวน์ซึ่งเป็นเมืองหลวงของรัฐ และเซอเบอรัง เปอไร ซึ่งตั้งอยู่บนชายฝั่ง
รัฐปีนังเป็นเขตการปกครองเพียงแห่งเดียวของมาเลเซียที่มีประชากรส่วนใหญ่เป็นชาวจีน โดยมีอัตราส่วนของประชากรเชื้อสายจีนประมาณ 41.72 เปอร์เซ็นต์ มากกว่าประชากรเชื้อสายมลายูซึ่งมีอัตราส่วนประมาณ 41.33 เปอร์เซ็นต์

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น