วันพุธที่ 26 ตุลาคม พ.ศ. 2559

เราจะครองแผ่นดินโดยธรรม

"เราจะครองแผ่นดินโดยธรรม"
We shall reign with righteousness
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
โดย ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมช

เมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวของเราได้เสด็จขึ้นเสวยสิริราชสมบัติ ในขณะที่มีพระราชพิธีพระบรมราชาภิเษกนั้นได้เสด็จขึ้นประประทับพระที่นั่งภัทรบิฐ และได้มีพระบรมราชโองการเป็นนัดแรกต่อพระมหาราชครูพราหมณ์ และต่อผู้ชุมนุมเฝ้าอยู่ ณ ที่นั้นว่า "เราจะครองแผ่นดินโดยธรรม" พระบรมราชโองการนัดแรกในรัชกาลนี้เรียกได้ว่าเป็นสัญญาประชาคม หรือเป็นสัญญาซึ่งสมเด็จพระมหากษัตริย์ได้พระราชทานไว้ต่อประชาชนของพระองค์ในที่นี้ก็อยากจะกล่าวถึงสัญญาที่ได้รับพระราชทานไว้นี้
การที่มีพระบรมราชโองการว่าเราจะครองแผ่นดินโดยธรรมนั้นก่อนที่เราจะพิจารณาว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ทรงรักษาสัญญา ซึ่งได้พระราชทานไว้แก่ประชาชนเป็นอย่างยิ่งยวดอย่างไรนั้น เราก็ควรพิจารณาว่าเนื้อความของพระบรมราชโองการนั้นหมายความว่าอย่างไร สำหรับข้อความที่ว่าเราจะครองแผ่นดินนั้นไม่เป็นปัญหา เมื่อทรงอยู่ในฐานะพระมหากษัตริย์ก็ทรงเป็นประมุขของประเทศชาติ และทรงครองแผ่นดินตามสิทธิและหน้าที่ และพระราชดำนาจทั้งปวงที่มีอยู่ในพระราชกำหนดกฎหมาย แต่คำว่า "โดยธรรม" นั้นก็น่าจะได้คิดกันดูว่า "ธรรม" นั้นหมายความว่าอะไร โดยธรรมในที่นี้ ผมเข้าใจว่าจะต้องหมายถึงธรรมะต่าง ๆ อันเป็นของพระมหากษัตริย์หรือเป้นของผู้ปกครองแผ่นดิน
ในพระพุทธศาสนาได้มีข้อความกล่าวไว้ชัดว่า ธรรมของผู้ที่ครองแผ่นดินนั้นมีอย่างไรบ้าง ในเบื้องแรกที่เรียกกันว่า "ทศพิธราชธรรม" มีอยู่ ๑๐ อย่าง คือ ทานํ ได้แก่การให้หนึ่ง  สีลํ ได้แก่การตั้งสังวรรักษากายวาจาให้สะอาดปราศจากโทษหนึ่ง  ปริจฺจาคํ การบริจาคเสียสละหนึ่ง อาชฺชวํ ความซื่อตรงหนึ่ง  มทฺทวํ ความอ่อนโยนหนึ่ง  ตปฺปํ การกำจัดความเกียจคร้านและความชั่วหนึ่ง  อโกธํ ความไม่โกรธหนึ่ง  อวิหึสญฺจ การไม่เบียดเบียนผู้อ่นตลอดจนถึงสัตว์ต่าง ๆ ให้ได้ทุกข์ยาก  ขนฺติญฺจํ ความอดทนต่อสิ่งที่ควรอดทนเป็นเบื้องหน้าหนึ่ง  อวิโรธนํ การปฏิบัติไม่ให้ผิดจากการที่ถูกที่ตรง และดำรงอาการคงที่มิให้พิการด้วยอำนาจยินดียินร้านหนึ่ง รวมทั้งหมดนี้ก็เป็น ๑๐ ประการด้วยกัน
พูดถึงทาง "ทาน" คือการให้แล้ว ท่านผู้อ่านก็คงทราบดีว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ปฏิบัติตามทศพิธราชธรรมข้อหนึ่งนี้เป็นอย่างยิ่ง เพราะเหตุว่าได้พระราชทานพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์เพื่อเกื้อกูลบุคคลเป็นจำนวนมาก และองค์การต่าง ๆ ที่เป็นการกุศลนอกจากพระราชทานพระราชทรัพย์แล้วยังพระราชทานเครื่องอุปโภคบริโภค ตลอดเหรียญตราและอื่น ๆ ให้แก่ผู้ที่รับราชการและผู้ที่ปฏิบัติเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติ นอกจากนั้นก็พระราชทานจตุปัจจัยไทยธรรมให้แก่บรรพชิต ซึ่งเป็นผู้ประกอบกิจในพระศาสนาเป็นเนืองนิตย์ แล้วก็ยังได้พระราชทานพระราชทรัพย์แก่องค์การศาสนาอื่น ๆ อีกเป็นอันมาก  เฉพาะในข้อทานนี้ก็จะเห็นได้ชัดว่าได้ทรงปฏิบัติมาแล้วด้วยดีตลอดเวลา นับแต่ได้สด็จขึ้นเสวยสิริราชสมบัติเป็นต้นมา
ในข้อสองคือ "ศีล" จะเห็นได้ว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวของเราได้ทรงประพฤติอยู่ศีลทั้งในทางธรรมตามพระศาสนาและศีลของพระมหากษัตริย์ กล่าวคือได้ทรงประพฤติปฏิบัติในทางพระราชจริยา ในทางพระวรกาย และในทางพระวาจาให้เป็นที่สะอาดงดงาม ถูกต้องตามพระราชขัตติยประเพณีอยู่เป็นนิตย์ ไม่เคยบกพร่องแต่อย่างใดทั้งสิ้น
ในด้านการ "บริจาค" หรือการเสียสละนั้น จะเห็นได้ว่าได้ทรงเสียสละพระราชทรัพย์มากมายและหลายครั้งหลายหน เพื่อช่วยเหลือผู้ที่ประสบภัยพิบัติต่าง ๆ และองค์การมูลนิธิต่าง ๆ ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อบ้านเมือง นอกจากนั้นก็ได้ทรงเสียสละพระองค์ กล่าวคือได้ทรงยอมรับความเหนื่อยอยากพระวรกายเพื่อทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจทั้งในและนอกประเทศ เพื่อผลประโยชน์ของส่วนรวม เหล่านี้ก็เป็นที่ประจักษ์ชัดกันอยู่แล้ว ไม่จำเป็นที่ผมจะต้องบรรยายโดยละเอียด
ในส่วนที่สี่คือ "อาชวะ" ก็จะแลเห็นได้ชัดว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้มีพระราชอัธยาศัยที่ซื่อตรงต่อประชาชน และต่อหลักการแห่งประชาธิปไตยตลอดมา ทรงประกอบพระราชกรณียกิจทุกอย่างโดยปราศจากมารยาสาไถย และทรงดำรงในความสัตย์สุจริตต่อรัฐบาลต่อประชาชนของพระองค์ ตลอดจนประเทศต่าง ๆ ที่เป็นมิตรต่อประเทศไทย ไม่เคยทรงคิดล่อลวงประทุษร้ายด้วยอุบายใด ๆ ทั้งสิ้น นี่จัดว่าเป็นอาชวะ เป็นทศพิธราชธรรมข้อที่สี่
ในข้อที่ห้าที่เรียกว่า "มัททวะ" นั้นก็ปรากฎว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวของชาวเรามีพระราชอัธยาศัยอ่อนโยนต่อชนทุกชั้น ไม่เคยถือพระองค์ ไม่ว่าจะทรงมีพระราชปฏิสันถารต่อผู้ใดก็มีพระราชปฏิสันถารควรแก่ฐานะของผู้นั้น ทรงมีสัมมาคารวะอ่อนน้อมต่อผู้ที่เจริญด้วยวัยวุฒิหรือแก่สมณชีพราหมณ์ และทรงมีความอ่อนโยนต่อประชาชนของพระองค์ทุกชั้นโดยไม่เลือกหน้า
ในธรรมะข้อที่หกคือ "ตบะ" นั้นก็เห็นได้ชัดว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ทรงตั้งพระราชหฤทัยที่จะทำหน้าที่ต่าง ๆ และทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจต่างๆ  ด้วยอุตสาหวิริยภาพ และให้ดียิ่ง ๆ ขึ้นไปโดยที่มิได้ละเลยเป็นอันขาด ตบะ ก็แปลว่าการเผากิเลสหรือการเผาความเกียจคร้าน เผาความสุขความสบายส่วนตนเพื่อประโยชน์ส่วนรวม ในข้อนี้จะเห็นได้ชัดว่าได้ทรงปฏิบัติธรรมข้อนี้อย่างประเสริฐเป็นอย่างดีเยี่ยม
ธรรมะต่อไปอันเป็นที่เจ็ดคือ "อโกธะ" คือความไม่โกรธ ในเรื่องนี้ชาวไทยทั้งหลายก็คงจะทราบกันดี สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาต่อชนทุกชั้นเสมอกัน และไม่เคยปรากฎว่าได้เคยกริ้วโกรธผู้ใดให้เป็นที่เดือดร้อน ทั้งนี้ก็แสดงให้เห็นได้ชัดว่าทรงตั้งอยู่ในธรรมะในข้ออโกธิ คือความไม่โกรธ
ในธรรมะข้อที่แปดได้แก่ "อวิหิงสา" นั้นก็ไม่เคยปรากฎว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวของเราได้ทรงเบียดเบียนผู้ใดให้เดือดร้อน หรือเคยปรากฎว่าได้ทรงก่อทุกข์ให้แก่ผู้หนึ่งผู้ใดเดือดร้อน ไม่ว่าผู้นั้นจะเป็นพระราชวงศ์หรือข้าราชการ ตลอดจนอาณาประชาราษฎร์ ตรงกันข้าม กลับทรงพระมหากรุณาต่อคนทั้งปวงโดยสม่ำเสมอตลอดมา
ข้อที่เก้าคือ "ขันติ" หรือความอดทนนั้น ท่านผู้อ่านทั้งหลายก็คงทราบว่า ทรงมีขันติธรรมเป็นอย่างเยี่ยม เกือบจะเรียกว่าหาผู้ใดเสมอเหมือนมิได้ เหตุการณ์บ้านเมืองของเราที่ได้ผ่านกันมาในระยะที่แล้ว ๆ มานั้น ท่านผู้อ่านก็คงจะทราบว่า ในบางครั้งก็เป็นเรื่องที่ยากยิ่งสำหรับพระมหากษัตริย์ที่จะทรงอดทนได้ แต่ก็ปรกฏว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวของชาวเราได้ทรงอดทนต่อบุคคล ต่อสถานการณื และต่อความผันผวนต่างๆ  มาได้โดยตลอด มิได้เคยเสียะรรมะในข้อนี้เลย
สำหรับธรรมหรือทศพิธราชธรรมข้อที่สิบคือ "อวิโรธนะ" ก็เป็นข้อที่ทราบชัดกันอยู่ทั่วไปอีกเช่นเดียวกันว่า ไม่เคยประพฤติผิดจากพระราชจริยานุวัตรของพระมหากษัตริย์แต่อย่างไรเลย กล่าวคือได้ทรงยกย่องผู้ที่มีความชอบควรแก่อุปถัมภ์ยกย่อง แล้วก็ทรงปราบคนที่มีความผิดที่ควรปราบโดยทางที่เป็นะรรมโดยเหตุที่ไม่ทรงยกย่องคนนั้น ๆ นอกจากนั้นก็ไม่กรากฎว่าทรงมัวเมาอยู่ลาภยศวาสนาหรืออย่างใด โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่ได้ทรงปฏิเสธลาภต่าง ๆ ที่ทรงเห็นว่าไม่เป็นประโยชน์หรือเป็นลาภที่ไม่ควรได้ ด้วยเหตุที่เมืองไทยเรานี้ยังมีเรื่องอื่น ๆ ที่จะต้องทำอีกมาก อย่างที่ท่านผู้อ่านก็เคยทราบมาแล้ว
ครั้งนั้น รัฐบาลมีความประสงค์จะถวายเครื่องบินเป็นพิเศษพื่อจัดเป็นพระราชพาหนะโดยเฉพาะ ไม่ให้ผู้อื่นมาร่วมได้ใช้ ก็ทรงปฏิเสธไม่ยอมรับเพราะทรงเห็นว่าไม่จำเป็น ผมก็ได้ทราบมาว่า รัฐบาลก็เคยเสนอที่จะถวายเรือยนต์พระที่นั่งขนาดใหญ่ ก็ได้ทรงปฏิเสธไม่ยอมรับอีก เพราะทรงเห็นว่าเป็นลาภที่มิควรได้ในสถานการณ์ปัจจุบันซึ่งบ้านเมืองยังต้องการที่จะใช้เงินงบประมาณไปในทางที่เป็นประโยชน์แก่อาณาประชาราษฎร์เป็นอันมาก
ทั้งหมดนั้นเป็นทศพิธราชธรรมที่ได้ทรงปฏิบัติมาโดยครบถ้วน ตรงกับพระราชปณิธานและพระบรมราชโองการเมื่อต้นรัชกาลในระหว่างพระราชพิธีพระบรมราชาภิเษกว่า "จะครองแผ่นดินโดยธรรม" นอกจากนั้นยังมีธรรมะอย่างอื่นที่จะต้องทรงปฏิบัติตามคำสั่งสอนของศาสนาพุทธ
อีกอย่างหนึ่งที่ผมอยากจะพูดในที่นี้ก็คือ ธรรมะของพระมหากษัตริย์ที่เรียกว่า "สังกหวัตถุ" มีอยู่ ๔ ประการ
ประการแรกก็คือ "สสฺสเทธํ" หมายถึงการที่ทรงพระปรีชาในการบำรุงธัญญาหาร ผลาหาร ให้บริบูรณ์ในพระราชอาณาเขตโดยอุบายนั้น ๆ เพื่อให้สรรพผลอันเกิดแก่เกษตรมณฑลสมบูรณ์ นี่เป็นสังคหวัตถุที่หนึ่ง ในเรื่องนี้ท่านผู้อ่านก็คงจะได้ทราบอยู่แล้วว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ทรงใช้พระบรมราโชบายหลายอย่างหลายประการในการที่จะส่งเสริมการเกษตรของชาติ แล้วก็ปรากฎว่าได้ผลเป็นอย่างดียิ่ง อย่างที่มีผู้เขียนบทความออกพิมพ์เผยแพร่อยู่แล้วในระยะนี้
สังกหวัตถุที่สองก็คือ "ปุริสเมธํ" หมายถึง การที่ทรงพระปรีชาในการสงเคราะห์บุรุษหรือบุคคล ทั้งนี้หมายถึงบุคคลที่ควรได้รับการยกย่องก็ได้ทรงยกย่องพระราชทานยศถาบรรดาศักดิ์เครื่องราชอิสริยาภรณ์ บุคคลที่มีสติปัญญาเฉลียวฉลาดก็ได้ทรงเกื้อกูลให้ได้รับทุนการศึกษาไปเล่าเรียนในต่างประเทศเป็นจำวนมากมาย
สังคหวัตถุที่สามก็คือ "สฺมมาปาสํ" ได้แก่อุบายอันเป็นเครื่องผูกคล้องน้ำใจประชากร ให้นิยมยินดีเพื่อความสามัคคีเป็นอันหนึ่งอันเดียวของชาติบ้านเมือง ท่านผู้อ่านก็คงจะเห็นได้จากพระราชกรณียกิจที่แล้วมาทุกครั้งที่ได้เสด็จพระราชดำเนินเยี่ยมราษฏรต่างจังหวัด หรือแม้แต่ในพระนครนี้ก็ตามที ได้ทรงกระทำด้วยสังคหวัตถุข้อที่เรียกว่า สมฺมาปาสํ คือผูกคล้องน้ำใจประชากรให้นิยมยินดีเป็นอย่างเยี่ยมหมด
และสังคหวัตถุที่สี่ก็คือ "วาจาเปยฺยํ" หมายถึงการตรัสด้วยพระวาจาอันอ่อนหวานเป็นที่จับใจผู้ฟัง นี่ก็คือพระราชกรณียกิจที่ทราบกันทั่วไปสำหรับผู้ที่เคยได้เฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทโดยใกล้ชิด ถึงแม้ว่าจะได้ยินพระราชดำรัสไม่ว่าจะเป็นในที่ใด พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวของเราได้มีพระราชดำรัสกับผู้ที่เข้าเฝ้าทูลละออกธุลีพระบาทด้วยสังคหวัตถุข้อนี้คือ วาจาเปยฺยํ ตลอดมา ไม่เคยปรากฎว่าเป็นอย่างอื่น
เหล่านี้เป็นธรรมะที่พระมหากษัตริย์พึงปฏิบัติตามคำสั่งสอนของศาสนาพุทธ การที่ได้มีพระบรมราชโองการนัดแรกว่า "เราจะครองแผ่นดินโดยธรรม" นั้นเมื่อได้พิจารณาโดยตลอดมาจนถึงวันนี้ ซึ่งเป็นวันครบรอบเฉลิมพระชมนพรรษา มีพระชนมายุ ๓๖ ปี หรือสามรอบเช่นนี้แล้ว ก็จะเห็นได้ชัดว่าสัญญาซึ่งได้ให้ไว้ต่อประชาชนนั้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวของเราได้ทรงรักษาไว้โดยครบถ้วนทุกประการ ไม่มีสิ่งขาดตกบกพร่องเลยแม้แต่น้อย
๕ ธันวาคม ๒๕๐๖

ไม่มีความคิดเห็น: