วันพุธที่ 22 สิงหาคม พ.ศ. 2550

นครพนม (ภาค ๒)


เหมือนรู้อยู่แล้วว่าเราต้องการไปไหน โชเฟอร์สามล้อพาเราสามคนเข้าซอยเล็กซอยหนึ่งตรงทางแยกถนนใหญ่ที่ผ่านหน้าวัดพระธาตุพนม ซอยนี้นำไปออกถนนที่ใหญ่ขึ้น แล้วก็ตรงไปเรื่อย ๆ ตามแนวถนนที่ทอดยาวขนานลำน้ำโขง สามคนพ่อแม่ลูกยังไม่รู้ว่ารถจะพาเราไปไหน เพราะคำสั่งสั้น ๆ บอกออกไปเพียง "พาไปแก่ง" หน่อย
คนขับตะโกนมาข้างหลังว่า ช่วงนี้น้ำขึ้น อาจข้ามไปเล่นบนแก่งไม่ได้ พวกเราก็ไม่ว่าอะไร เพราะตราบใดที่มีแก่ง มีคนมาพักผ่อน ก็น่าจะมีร้านอาหารและมีวิวสวย ๆ ให้ถ่ายรูปได้บ้าง แล้วรถก็เลาะเข้าซอยข้างทางเล็กอีกซอย หน้าปากซอยมีป้ายบอกเป็นสถานที่ท่องเที่ยว แต่เมื่อเข้าไปถึงสถานที่ดังกล่าว ก็ปรากฎว่ามันไม่มีสภาพของสภานที่ท่องเที่ยวแล้ว ไม่มีร้านอาหาร ไม่มีนักท่องเที่ยว และที่สำคัญ ไม่มีแก่ง คนขับรถถามคนแถวนั้นที่บังเอิญมีอยู่คนหนึ่ง ได้ความว่าแก่งที่มีคนเที่ยวต้องขับออกไปอีกหลายสิบกิโล พวกเราจึงต้องเดินทางกันต่อไป บนถนนเลียบแม่น้ำโขงมีป้ายบอกแหล่งท่องเที่ยวอีกเขียนว่า "แก่งกะเบา" แต่ไม่ได้บอกว่าต้องไปอีกไกลแค่ไหน โชว์เฟอร์ขับรถไปอีกประมาณครึ่งชั่วโมง เข้าจังหวัดมุกดาหาร เมื่อขับไปอีกหน่อยก็พบทางสามแยกที่ใหญ่พอสมควร จึงได้มีป้ายที่บอกให้รู้ว่าเรามาถึงแยกที่จะไป "แก่งกะเบา" แล้ว จากแยกขับไปอีกไม่ไกลนักก็ถึงแก่งที่มีนักท่องเที่ยว มีร้านอาหาร และมีแก่ง
ร้านอาหารในบริเวณที่ท่องเที่ยวนี้ทำไว้เก๋ดี คือมีซุ้มโต๊ะอาหารเป็นซุ้ม ๆ ลาดลงไปสู่แพใหญ่บนแม่โขง ซุ้มแต่ละซุ้มก็มีที่นั่งเป็นพื้นไม้ ทุกซุ้มเห็นทิวทัศน์แม่น้ำโขงเท่าเทียมกัน อาหารที่สั่งไปนั้นแต่ละอย่างทำมาค่อนข้างมาก จึงทานเหลือเยอะ รสชาติก็พอทานได้ แต่บรรยากาศดีมาก เราอยู่ที่นี่ประมาณชั่วโมงกว่า ๆ ก็กลับไปที่รถ และให้โชว์เฟอร์พากลับที่เดิมที่มา (วัดพระธาตุพนม)
(อ่านต่อตอนที่ ๓)

ไม่มีความคิดเห็น: