วันพฤหัสบดีที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2550

ความเชื่อ บทที่ ๑


ทุกสิ่งทุกอย่างย่อมมีที่มา มีพ่อแม่ให้กำเนิด อันเป็นไปตามกฎอิทัปปัจยตา กฏที่ว่านี้อธิบายสั้น ๆ ได้ว่า "เมื่อมีสิ่งนี้ ๆ เป็นปัจจัย สิ่งนี้ ๆ ย่อมเกิดขึ้น" และพูดกลับก็ได้ว่า "ถ้าไม่มีสิ่งนี้ ๆ เป็นปัจจัย สิ่งนี้ ๆ ก็ไม่เกิดขึ้น" เริ่มต้นเช่นนี้เพราะจะเน้นว่า ความคิดที่เป็นอยู่ในตอนนี้ ชีวิตความเป็นอยู่ในตอนนี้ มันต้องมีที่มี ความเชื่อในตอนนั้นส่งผลให้เกิดขึ้นในตอนนี้ แล้วความเชื่อในตอนนั้นคืออะไร ตอนนั้นต่างจากตอนนี้หรือเปล่า แล้วตอนต่อไปจะเป็นอย่างไร บทความนี้ต้องการจะหาคำตอบผ่านการคิดแล้วพิมพ์ พิมพ์แล้วคิด คิดแล้วพิมพ์ สลับไปเรื่อย ๆ จนเห็นอะไรบางอย่างเมื่อตอนที่ผมเรียนจบใหม่ ๆ แม้จะเป็นวิทยาลัยเอกชนที่มีชื่อเสียงไม่เลวนัก แต่ก็นับว่าหางานยากพอสมควร จนเมื่อได้งานแรกที่ห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่งในจังหวัดชลบุรี เป็นกิจการของผู้บริหารที่มีความสามารถมากคนหนึ่ง ซึ่งตอนหลังก็มาเป็นเจ้าของเครือบริษัทมีเดียออฟมีเดีย ผมทำงานที่นี่เพียงรับเงินเดือนได้สามเดือน ไม่รอให้เขาพิจารณารับหรือไม่รับเป็นพนักงานประจำ ก็ลาออกเอง เจ้าของห้างก็พอใจที่เราตัดสินใจลาออก ไม่ใช่เพราะไม่มีผลงานหรือไม่เห็นศักยภาพในการทำงานให้เขาได้ แต่เป็นเพราะเราทำให้เขาคิดว่าความคิดใหม่ ๆ ที่เราคิดให้แก่ห้างนี้ น่าจะไม่เหมาะสม ใครจะยอมให้บริษัทของตัวมีลูกจ้างหัวแข็งและคอยเรียกร้องสิทธิและสวัสดิการให้ดีขึ้นแม้เพียงน้อยนิด แน่นอนว่าความเคลื่อนไหวของเราเองในตอนนั้นท้าทายแนวทางการบริหารงานของเจ้าของกิจการเป็นอย่างมาก และจะโชคดีหรือโชคร้ายก็ไม่ทราบ เพื่อนสนิทอีกคนหนึ่งที่มีความคิดสอดคล้องกันก็ต้องมีชะตากรรมแบบเดียวกันด้วย ความพยายามที่จะให้มีระบบสวัสดิการที่ดีใหรับพนักงานในห้าง เพราะทนเห็นพนักงานที่ทนอยู่กับสภาพการทำงานต่อเนื่องยาวนานในแต่ละวัน ปราศจากห้องพยาบาล หรืออย่างน้อยระบบส่งต่อเวลาพนักงานไม่สบาย อย่างเหมาะสมและเพียงพอ ภาพของพนักงานที่ต้องนั่งฟุบศรีษะกับโต๊ะอาหารในโรงอาหาร มีให้เห็นอยู่ตลอดทุกวัน ยังไม่พูดถึงความโปร่งใสในการดำเนินธุรกิจแบบโยงประโยชน์ให้กับครอบครัว (ห้างในขณะนั้นดำเนินธุรกิจในรูปบริษัทที่มีผู้ถือหุ้นหลายฝ่าย) ปัญหาเหล่านี้พนักงานทุกคนรู้ดี แต่ก็ทนได้แบบคนไทยทั่ว ๆ ไป ฉะนั้นความพยายามรวบรวมผู้ที่ยินดีต่อสู้เพื่อช่วยเหลือเพื่อนพนักงานด้วยกันก็ทำได้ยากมาก ตรงข้ามเพื่อในระดับเดียวกันบางคนหวังดี ก็เตือนให้เปลี่ยนความคิด บางคนก็ไม่อยากอยู่ใกล้ด้วย เพราะกลัวถูกเพ่งเล็ง สุดท้ายจึงต้องลาออกเองเมื่อทำงานมาครบ 3 เดือน "อิด" เพื่อนสนิทที่คิดแบบเดียวกันก็อยู่ได้อีกไม่กี่เดืนอก็ต้องลาออกตามบทสรุปจากการทำงานสามเดือนแรกคือ ควรจะมีความอดทนมากกว่านี้ เพราะถ้าจะมองว่างานแรกที่ทำประสบความล้มเหลว ก็ต้องเป็นเพราะเหตุว่าตัวเองยังไม่มีความอดทนพอ คิดแทนมวลชน ทุกข์แทนเขา ทั้งที่ปัญหาที่มีอยู่อาจเป็นเพียงความเป็นปกติของการใช้ชีวิตในที่ทำงาน ไม่แปลกที่จะอยู่กันอย่างที่เป็นอยู่ ถ้าอยู่ไปนานอีกหน่อยก็ชินไปเอง อะไร ๆ จะดีขึ้นเมื่อเจ้าของกิจการเขามีกำไรเพียงพอ ขอเพียงทุกคนมี "ความอดทน" ดอกไม้จะบานเมื่อถึงเวลา(อ่านต่อบทที่ ๒)

ไม่มีความคิดเห็น: