วันอังคารที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564

ดวงใจ : วิจารณ์เรื่องดวงใจ (โดย บุญเพ็ญ มัยคละศรี)

     หนังสือเรื่อง "ดวงใจ" นี้ ผู้เรียบเรียงได้อาศัยเค้าโครงจากเรื่อง Il Coure ของ Edmondo De Amicis ชาวอิตาเลียน ซึ่งได้มีผู้แปลเป็นภาษาต่าๆ ในอารยะประเทศเกือบทุกภาษา ญี่ปุ่นให้ชื่อว่า "โรงเรียนแห่งความรัก" อังกฤษให้ชื่อว่า "Heart" ข้าพเจ้าได้อ่านเมื่อต้นปี พ.ศ. ๒๔๘๒ คือภายหลังจากหนังสือเล่มนี้ได้ออกแล้ว ๑ ปี ได้พยายามใช้เวลาว่างทั้งหมดอ่านจบใน ๕ วัน  ความรู้สึกอย่างแรงได้บังเกิดขึ้นเมื่อจบแล้ว ไม่ผิดอะไรกับความรู้สึกของผู้แปลเป็นภาษาจีนได้กล่าวไว้ว่า "หนังสือเล่มนี้ซาบซึ้งใจข้าพเจ้ายิ่งกว่าเรื่อง Emile ของรุสโซ (Rousseau) ระหว่างที่อ่านภาษาญี่ปุ่น ข้าพเจ้าจำได้ว่าได้อ่านพลางสะอื้นไปพลาง อ่านอยู่สามวันจึงจบ แม้ในระหว่างทำการแปล น้ำตาคลออยู่ที่ดวงตาทั้งสองโดยไม่รู้สึกตัว ไม่ใช่น้ำตาแห่งความเศร้าโศก แต่เป็นน้ำตาแห่งความละอายและขอบคุณ ข้าพเจ้าเป็นพ่อของเด็กชายสองคนและเด็กหญิงสองคน ในทางการศึกษา ข้าพเจ้าเป็นครูทำการสอนเด็กมาแล้วกว่า ๑๐ ปี ในฐานที่เป็นพ่อของลูกและเป็นครูของนักเรียน เมื่อได้อ่านหนังสือเล่มนี้รู้สึกเหมือนหญิงที่หน้าตาน่าเกลียด ได้ไปพบหญิงที่หมดจดงดงาม ความละอายเกิดขึ้นจนน้ำตาไหล  หนังสือเล่มนี้กล่าวถึงความรักระหว่างพ่อแม่กับลูก ครูกับศิษย์ การวิสาสะระหว่างเพื่อน ความรู้สึต่อปิตุชาติมาตุภูมิ และความเห็นในฝ่ายประชาคมนั้น ได้เข้าใกล้โลกในความคิดเข้ามาแล้ว แม้จะเป็นเงาในความฝัน  แต่จะทำให้ผู้อ่านได้รู้รสแห่งโลกสมมติ เห็นว่าโลกของเรานี้ควรจะเป็นดั่งนี้ ข้าพเจ้าน้ำตาไหลเพราะเหตุนี้"

    แม้จนกระทั่งเวลานี้ ข้าพเจ้าก็ยังซาบซึ้งในหนังสือเล่มนี้อยู่ คงจะมีหลายท่านได้อ่านแล้ว แต่ก็เชื่อว่าคงมีอีกเป็นส่วนมากที่ยังมิได้อ่าน ข้าพเจ้าได้แนะนำให้เพื่อนบางคนอ่าน พอเห็นชื่อและหน้าปกเขาก็สนใจ ต่อเมื่อข้าพเจ้าบอกว่าไม่ใช่เรื่อง Romance เขาก็รีบวางทันที มีเพื่อนครูบางแห่งมาบอกข้าพเจ้าว่า เห็นหนังสือเล่มนี้อยู่ที่ห้องสมุดของโรงเรียน แต่ไม่เห็นครูหรือนักเรียนคนใดยืมเอาไปอ่าน ก็คงเนื่องจากครูมิได้แนะน้ำให้อ่านนั่นเอง ดูเป็นทำนองที่ว่าใกล้เกลือกินด่าง ความจริงคุณค่าของหนังสือเล่มนี้จะปรากฎแก่ผู้ที่ซึ้งแล้วด้วยการเห็นคนเป็นคน และเป็นอุดมคติอันดีเลิศของอนุชน ที่โรงเรียนราษฎร์อันมีชื่อเสียงแห่งหนึ่งในพระนคร ข้าพเจ้าทราบว่านักเรียนแย่งกันยืมหนังสือเรื่องนี้จากห้องสมุด ถึงกับปรากฎว่าบางคนที่ไม่มีโอกาสได้อ่าน เมื่อออกไปเรียนในโรงเรียนเตรียมอุดมแล้วยังมีจดหมายมาขอยืมอีก ทั้งนี้เนื่องจากครูได้แนะนั่นเอง บางท่านอาจจะสงสัยว่าทำไม ข้าพเจ้าจึงขุดค้นเอาหนังสือเรื่องนี้มาวิจารณ์อีก เพราะเป็นเวลานานมากจากได้พิมพ์ออกแล้ว จึงขอออกตัวเสียว่า โอกาสเพิ่งจะอำนวย และขณะนี้นโยบายการศึกษากำลังจะปฏิวัติ โดยดำเนินตามแบบอย่างที่ได้เลือกสรรแล้ว ซึ่งข้อความในหนังสือเล่มนี้จะเป็นนิทัศน์ได้อย่างดี

    หนังสือเล่มนี้ กล่าวถึงชีวิตของนักเรียนในวัยเด็กซึ่งเป็นบันทึกของนักเรียนคนหนึ่งเริ่มแต่วันเปิดภาคเรียนจนสิ้นปีการศึกษา ผู้เรียบเรียงได้ใช้ภาษาง่าย ๆ และรักษาเค้าความเดิมของต้นฉบับไว้ แต่ก็เป็นเรื่องไทยแท้ ๆ ตามความมุ่งหมายของผู้เรียบเรียง  ทุก ๆ ตอนรู้สึกว่าผู้เรียบเรียงได้วางแนวความคิดในการศึกษาไว้ และมาบัดนี้แนวความคิดอันนั้นก็ได้มาอยู่ในแนวนโยบายของการศึกษาแห่งชาติแล้ว บางอย่างก็ได้ทำไปแล้วโดยรัฐบาล ซึ่งมี พณฯ จอมพล ป. พิบูลสงคราม เป็นผู้นำ เช่นโรงเรียนผู้ใหญ่และโรงเรียนคนตาบอด นอกจากนี้ความทุก ๆ ตอนในหนังสือเรื่องนี้ยังเป็นอุดมคติแก่เราทุกคนแทบจะกล่าวได้ว่า ถ้าเราต่างก็มีชีวิตและจิตใจเหมือนกับตัวละครที่ดีในเรื่องนี้แล้ว ในไม่ช้าเราก็จะบรรลุจุดหมายปลายทาง คือมหาประเทศได้เป็นแน่แท้ เนื่องจากเมืองเรายังมีพลเมืองน้อย และยังอุดมสมบูรณ์เป็นเมืองสวรรค์อยู่  ฉะนั้นเราจึงพบคนใบ้หรือเด็กใบ้ และคนจนจริง ๆ น้อยกว่าต่างประเทศ แต่ข้าพเจ้าเชื่อว่าในอนาคต เมื่อจำนวนพลเมืองทวีขึ้น เราก็คงต้องมี "โรงเรียนเด็กใบ้" และ "บ้านคนจน" เหมือนดังที่ผู้เรียบเรียงได้บรรยายไว้ในหนังสือเรื่องนี้

    ตามธรรมดาในวันเปิดภาคเรียนปีใหม่ ครูทุกคนย่อมจะได้ให้โอวาทเป็นทำนองต้อรับและปฏิสันถารแก่นักเรียนทุกปีเสมอไป  ถ้าครูคนใดพูดีจนสามารถโน้มน้าวน้ำใจนักเรียนให้ฟังเกิดความรู้สึก และสนใจในตัวครูย่อมได้เปรียบในการปกครองเป็นประเดิม อย่างที่เรียกกันว่า Good Beginning เช่นในหน้า ๖ ว่า "ทุกคนจงฟังคำพูดของครู ต่อไปนี้เราจะต้องอยู่ร่วมกันตลอดปี ฉะนั้นขอให้เราผ่านปีนี้ไปด้วยดี ทุกคนจะต้องหมั่นเรียนและเรียบร้อย ครูไม่มีครอบครัวเลย พวกเธอทุกคนนี่แหละคือครอบครัวของครู...  ขอให้เธอถือว่าเธอเป็นลูกของครู ครูอยากให้พวกเธอดีทุกคน และขอให้พวกเธอรักครูบ้าง ครูไม่ชอบทำโทษผู้ใดทั้งนั้น  ขอให้พวกเธอแสดงกับครูด้วยน้ำใจอันแท้จริง  ดรงเรียนของเราจะได้เป็นครอบครัวขึ้น  พวกเธอจะได้เป็นผู้ประเล้าประโลมครู และให้เกียรติแก่ครู  ครูไม่ต้องการให้พวกเธอสัญญาแก่ครูด้วยวาจา  ครูรู้แน่ ๆ แล้วว่า ในใจของพวกเธอคงได้ตอบครูแล้วว่า "ยินดี" ครูขอขอบใจพวกเธอทุกคน"

    นอกจากนี้ในเดือนหนึ่ง ๆ ครูได้หานิยายที่จะก่อให้เกิดความรักชาติ ความสามัคคี ความรักมารดาและการหักห้ามใจมาให้นักเรียนฟัง  การกระทำเช่นนี้ ย่อมจะโน้มน้าวใจเด็กให้ยึดถือเอาเรื่องในนิยายนั้นมาเป็นของตัวได้  เพราะเด็กมักจะชอบฝัน และมีความคิดคำนึงอยากจะเป็นคนสำคัญของเรื่อง  บางทีเด็กจะทึกทักเอาว่าตนเป็นคนสำคัญของเรื่อง ซึ่งทางจิตวิทยาเรียกว่า การอุปโหลกตัวเอง (Identification) สัญชาตญาณเช่นนี้อาจจะพาให้เด็กพยายามทำตัวให้ดี เหมือนคนสำคัญของเรื่องก็ได้

    โรงเรียนทุกแห่งโดยเฉพาะโรงเรียนในพระนครย่อมจะมีเด็กมาจากต่างจังหวัดเป็นจำนวนไม่น้อย ถ้าครูได้แนะนำเด็กใหม่ให้รู้จักกับเด็กเก่า จะทำให้เด็กใหม่ปลื้มใจ และการกลมเกลียวระหว่างนักเรียนเก่ากับนักเรียนใหม่ก็จะบังเกิดขึ้น เช่นความตอนหนึ่งในหน้า ๑๓ มีว่า "ชาวไทยทุกคน ย่อมเป็นพี่น้องในครอบครัวเดียวกันทั้งสิ้น ฉะนั้นทุกคนจะต้องเคารพรักใคร่ซึ่งกันและกัน ถ้าผู้หนึ่งผู้ใดเห็นว่าเขามิใช่ชาวไทยแล้ว กระทำมิชอบต่อเพื่อนนักเรียนใหม่นี้ ผู้นั้นก็ไม่ควรค่าที่จะเงยหน้าขึ้นมองดูธงไตรรงค์ร่วมกับพวกเราเลย"

    ในต่างประเทศ เช่นเยอรมันนี อิตาลี และญี่ปุ่น วันหยุดเรียนหรือวันที่มีสอนวิชาประวัติศาสตร์ ครูจะพักเรียนไปชมสถานที่สำคัญ ๆ เช่นพิพิธภัณฑ์สถาน อนุสาวรีย์ผู้กล้าหาญ หรือผู้ที่ทำคุณประโยชน์ให้แก่ประเทศชาติ แล้วอธิบายให้เด็กฟัง เด็กจะเข้าใจในบทเรียนเพราะได้สัมผัสหลายอย่าง และนอกจากนี้ยังทำให้เด็กเกิดความทะเยอทะยานอยากเป็นคนสำคัญเช่นบรรพชนด้วย  นี่เองจึงเป็นเหตุให้บรรดาทหารญี่ปุ่นไม่กลัวตาย พยายามจะฝากชื่อไว้ในสงคราม เมื่อตายไปแล้วจะได้มีผู้ทำอนุสาวรีย์ไว้  ในเรื่องนี้ผู้เรียบเรียงได้ไปเห็นเหมือนหนึ่งว่า ประเทศเราก็ได้ทำเช่นนั้นเหมือนกัน จึงได้เขียนลงไป แต่อย่างไรก็ตาม ข้าพเจ้าเชื่อว่าความฝันของผู้เรียบเรียงคงจะเป็นจริงในไม่ช้านี้

    ทุก ๆ เดือน บิดามารดาและพี่สาวของเด็กผู้บันทึกจะให้คำเตือนใจไว้ นี่ย่อมจะเห็นได้ว่าการเอาใจใส่ดูแลของผู้ปกครองทางบ้านย่อมช่วยในการอบรมเด็กมาก เพราะวันหนึ่งเด็กมีเวลาอยู่กับครูน้อยเหลือเกิน ความตอนหนึ่งในคำเตือนใจของบิดาที่จะไม่ให้ลูกเบื่อหน่ายต่อการเรียน หน้า ๒๗ ว่า "โลกในเวลานี้ ไม่ว่าใคร ล้วนจะต้องเล่าเรียนด้วยกันทั้งนั้น เจ้าลองคิดดูซิพวกกรรมกรนั้นวันหนึ่ง ๆ ต้องทำงานทั้่งวัน  แล้วกลางคืนก็ยังไปเรียนที่โรงเรียนกลางคืนอีก จงดูพวกผู้หญิงตามร้านขายของและพวกผู้หญิงสาว ๆ ที่ต้องทำงานตลอดสัปดาห์ พอถึงวันอาทิตย์ก็ไปเรียนวิชาพิเศษที่โรงเรียน  ทหารเมื่อเสร็จการฝึกหัดอย่างเหน็ดเหนื่อยกลางสนาม ก็ต้องเรียนหนังสือในห้องเรียนอีก และที่สุด แม้แต่นักโทษในเรือนจำก็ยังต้องเรียนอ่านและเขียน ในเวลาตอนเช้าไปโรงเรียนเจ้าจงนึกดังนี้ว่า ภายในนครที่เราอยู่นี้มีเด็กเป็นจำนวนตั้งหมื่นคนกำลังไปเรียนหนังสือ เหมือนกับเจ้าและในเวลาเดียวกันนี้ ประเทศต่าง ๆ ในโลก เด็กเป็นจำนวนตั้งหลายสิบล้านคนก็กำลังไปโรงเรียน  บ้างเดินเป็นหมู่ผ่านหมู่บ้านที่เงียบสงัด  บ้างเดินไปตามถนนที่ครึกครื้น  บ้างเดินไปตามฝั่งแม่น้ำและทุ่งนา  ที่มีทุ่งกว้างก็ขี่ม้า นั่งเลื่อนไปบนหิมะ ข้ามห้วย ปีนเขา ผ่านป่าไม้ ข้ามลำธาร เดินไปตามเชิงเขาที่เงียบสงัดก็มี บ้างเดินโดยลำพัง  บ้างเดินเป็นคู่ ๆ บ้างก็เป็นหมู่ตั้งแถวไป บางหอบหนังสือ บ้างก็หิ้วไป สวมเครื่องนุ่งห่มต่าง ๆ  พูดภาษาต่าง ๆ นับแต่ไซบีเรียซึ่งเต็มไปด้วยน้ำเข็ง จนมลายู มีเด็กอันเป็นจำนวนนับล้านต่างหอบหนังสือ ไปเรียนหนังสือเช่นเดียวกัน  เจ้าลองคิดคำนึงถึงหมู่คณะซึ่งสำเร็จด้วยเด็กอันเป็นจำนวนนับไม่ถ้วน  ตั้งร้อย ๆ ภาษา และคิดคำนึงถึงการเคลื่อนไหวของหมู่คณะใหญ่นี้ซึ่งเจ้าก็เป็นส่วนหนึ่งด้วย เจ้าจงจำไว้ว่าถ้าการเคลื่อนไหวนี้ได้หยุดชะงักลงทันใด มนุษย์ก็จะถอยกลับไปสู่สภาพอันป่าเถื่อนเช่นเดิม การเคลื่อนไหวนี้เป็นการก้าวหน้าของโลก เป็นความหวังและเป็นเกียรติยศ จงมานะเถิด เจ้าคือทหารคนหนึ่งในกองทัพใหญ่นี้ หนังสือของเจ้าก็คืออายุธ ชั้นของเจ้าคือกองทหารกองหนึ่ง โลกนี้คือสนามรบ ประเสริฐ เจ้าอย่าเป็นทหารขี้ขลาด !"

    เด็ก ๆ ย่อมขาดความยั้งคิด ฉะนั้นต้องคอยตักเตือนกันเสมอ เด็กบางคนถึงกับแอบด่าบิดามารดาถ้าถูกขัดใจ หรือว่ากล่าวสั่งสอน ยังมีเด็กเช่นนี้อีกมาก นอกจากนี้ยังมีเรื่องที่น่าบัดสีอยู่อีกอย่างหนึ่ง คือการเอาชื่อบิดามารดามาล้อเล่น ถ้าเราได้บอกให้เด็กทราบว่าบุคคลใดที่ได้ชื่อว่าเป็นบิดามารดาของคนแล้ว ย่อมจะต้องได้รับการเคารพเช่นเดียวกันสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลาย บางทีจะจะเรื่องให้หายไปได้  จากข้อเตือนใจ ตอนหนึ่งของบิดาเด็กผู้บันทึกในหน้า ๔๙ มีค่าควรที่จะนำมากล่าวคือ "เจ้าต้องรู้ว่า ความรักที่แม่มีต่อลูกนั้นเป็นยอดแห่งความรักของเหล่ามนุษย์ ผู้ทีทำลายความรักนี้ จะเป็นผู้ที่เคราะห์ร้ายที่สุด คนที่ฆ่าเขาตายนั้น ถ้าแม้เขายังรักและเคารพแม่ของเขาอยู่แล้ว ก็นับว่าหัวใจของเขายังมีส่วนงามและมีเกียรติอยู่ ผู้ที่มีชื่อเสียงรุ่งโรจน์ ถ้าหากต้องทำให้แม่ของเขาต้องน้ำตาตกแล้ว ก็ควรนับว่าคนเลวทรามที่สุด  ฉะนั้นคำพูใด ๆ จะผ่านริมฝีปากของเจ้าออกมา จงอย่าแสลงใจมารดาผู้ให้กำเนิดเจ้าได้..."

    ดูเหมือนว่าข้าพเจ้าเป็นผู้ย่อความ ของเรื่องดวงใจเสียเช่นนั้น  แต่เจตนาอันแท้จริงนั้นอยู่ที่ ต้องการให้ผู้อ่านเห็นความสามารถของผู้เรียบเรียงว่า สามารถถอดความเป็นภาษาไทยได้แนบเนียนเพียงไร นอกจากนี้ยังจะเป็นข้อความที่สะเทือนใจผู้อ่าน บางทีผู้อ่านจะนำไฟใช้ให้เป็นประโยชน์ได้ เพราะตลอดเวลาที่ข้าพเจ้าเป็นนักเรียนไม่เคยได้รับคำสั่งสอนเช่นนี้จากครูเลย  โดยเฉพาะอย่างยิ่งข้าพเจ้าอยากจะให้เด็กรุ่นใหม่ของเราซึ้งใจในคำว่า "แม่" แต่นั่นแหละ ตามสัญชาตญาณเด็กทุกคนย่อมรักแม่ของตน และข้าพเจ้าเชื่อว่าไม่เพียงแต่เด็กเท่านั้น เราเองก็ยังรักแม่ไม่เป็น เช่นในเหตุการณ์ที่เราแทบทุกคนย่อมจะได้พบคือมรณกรรมของแม่ เด็กบางคนเศร้าโศกเอามาก  แม้แต่เพื่อบางคนของข้าพเจ้าก็เป็นอย่างนี้ ก็ควรอยู่หรอกที่จะเสียใจ เพราะแม่เป็นที่รักและบูชาของเรา อย่างไรก็ดี ถ้าเกินไปจนไม่เป็นอันจะทำอะไร แทนที่วิญญาณของแม่จะเป็นสุข กลับต้องมาเป็นทุกข์เพราะความเศร้าหมองของลูก คำปลอบใจอันดีที่สุดในหน้า ๓๑๗ มีไว้ว่า "ความเศร้าโศกนั้นทำให้เราไม่สามารถจะช่วยให้จิตใจของเราผ่องใสขึ้นได้ และยิ่งกว่านั้นยังทำให้อยู่ในความอ่อนแอด้วย  ในโลกนี้ไม่มีอะไรจะควรรักไปยิ่งกว่าแม่ของเรา..... เราจะลืมแม่ของเราไปไม่ได้ เราจะต้องระลึกถึงแม่ เคารพรักแม่ และเศร้าสลดในมรณกรรมของแม่ แต่จงอย่าทำให้แม่เสียใจได้ .... ความตายนั้นมันเป็นสิ่งที่ไม่ทรงอยู่... และกฎของชีวิตก็คือการก้าวหน้า... คุณงามความดีย่อมเพิ่มพูนกำลังความสามารถทำให้ชีวิตในชาตินี้ไม่มีวันที่จะเสื่อมสูญไป... ต้องกล้าหาญ ต้องอดทน  ต่อสู้กับความทุกข์ยากและท้อถอย  รักษาความสงยเงียบในยามลำบากยากแค้น  ทั้งนี้เพราะมันเป็นสิ่งที่แม่ของเธอชอบ"

    ที่นี้จะขอกล่าวถึงครู  ซึ่งเดี๋ยวนี้มีคนพากันกล่าวขวัญถึงว่า ต่อไปครูจะมีฐานะดีขึ้น แต่ก่อน ๆ ครูมักจะถูกว่าเป็นคนครึ และตัวครูเองก็มักจะบ่นว่า ครูช่างอาภัพเหลือเกิน  เงินเดือนไม่ได้ขึ้นสักที  จนบางคนเอือม  ชีวิตของครูหมดกำลังน้ำใจ ทนทำไปวัน ๆ มาบัดนี้ปัญหาเหล่านี้จะต้องหมดไป  เพราะรัฐบาลในชุดปัจจุบันกำลังปรับปรุงฐานะของครูให้ดีขึ้น จนคนทั่วไปจะเห็นว่า ครูเป็นผู้มีเกียรติ  ยังมีปัญหาอีกเรื่องหนึ่งที่ยังเกี่ยวกับครูอยู่ ดูก็เป็นเรื่องเล็กน้อย  แต่ก็เป็นเรื่องหนึ่งของวัฒนธรรมคือนักเรียนมักจะเกลียดครู  เพราะครูไม่ตามใจตนเอง  ข้าพเจ้าว่า ถ้าผู้ปกครองคอยพร่ำสอนนักเรียนเหมือนในหน้า ๑๑๙ ว่า "ลูกเอ๋ย  ครูของเจ้า เจ้าต้องรัก  เจ้าต้องเคารพ  เพราะครูเป็นคนที่เสียสละชีวิตของตนเพื่อนักเรียน"  การเกลียดครูของนักเรียนก็คงไม่เกิดขึ้นในยามที่ถูกครูดุ  แต่อย่างไรก็ตามถึงนักเรียนจะเกลียดครูสักปานใด พอโตขึ้นแล้วเราทุกคนต่างก็นึกถึงบุญคุณของครู ข้าพเจ้าได้ยินข้าราชการชั้นผู้ใหญ่คนหนึ่งปรารภว่า "ผมนับถือผู้ที่เป็นครูทุกคนเพราะถือว่าเป็นบุรพการี" 

    ข้าพเจ้าได้ยกความดีของเรื่องดวงใจมาพูดเสียมากแล้ว แต่แท้ที่จริงยังมีส่วนดีอีกมากมายจนไม่สามารถจะนำมากล่าวในที่นี้จึงขอข้ามไป  จะพูดถึงประเด็นที่สำคัญที่สุด ซึ่งคณะรัฐบาลปัจจุบัน กำลังจะปลูกสร้างให้แก่คนไทยทุกคนคือความรักชาติ  ซึ่งจะต้องเริ่มปลูกฝังแต่วัยเด็ก ไม่มีอะไรอีกแล้วที่จะนำชาติไปสู่ความเป็นมหาประเทศได้ นอกจากคำว่ารักชาติ เราจงดูญี่ปุ่นเป็นตัวอย่างเถิด  เพราะชาวญี่ปุ่นรักชาติจอ่างแรงกล้า จึงได้รุดหน้าไปอย่างรวดเร็วเช่นนี้  นับแต่กรณีพิพาทอินโดจีนฝรั่งเศสมา คนไทยได้ตื่นตัวในเรื่องรักชาติมากขึ้นทุกที ๆ จนในปัจจุบันแทบจะกล่าวได้ว่า นอกเหนือไปจากความรักพ่อและแม่แล้ว  ก็คือความรักชาตินั่นเอง  ทั้งนี้ใช่ว่าบรรพบุรุษของเราไม่รักชาติ  เปล่าเลยบรรพบุรุษของเรารักชาติเหมือนกันแต่ว่ายังไม่แรงกล้า  ดังนั้นพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงได้ทรงพระนิพนธ์คติปลุกใจชาวไทยให้รักชาติไว้เป็นจำนวนมาก เช่น โครงสี่สุภาพที่ว่า "ใครรานใครรุกด้าวแดนไทยฯ"  พระมหากรุณาธิคุณอันนี้เราจะลืมเสียมิได้ ในปัจจุบันเพลงของกรมศิลปากรที่ พณฯ วิจิตร วิจิตวาทการแต่ง ก็ได้ดำเนินรอยพระองค์ท่านอยู่แล้ว  แต่ถ้าเป็นการง่ายที่จะตอบส่วนคำตอบที่จะทำให้ทราบซึ้งตื้นตันใจได้นั้นไม่ใช่ของง่าย  ในหนังสือเรื่องนี้มีความตอนหนึ่งอันเป็นข้อเตือนใจของพ่อให้แก่ลูก ควรที่จะยึดเป็นอุดมคติได้ดังหน้า ๑๕๓ ว่า "ทำไมเราจึงรักประเทศของเรา ปัญหาข้อนี้คงจะเกิดคำตอบสำหรับเจ้าขึ้นตั้งหลายร้อยข้อทีเดียว  แต่สำหรับพ่อนั้น พ่อรักชาติไทย เพราะแม่ของพ่อเป็นคนไทย  เพราะเลือดที่ไหลอยู่ในท่อโลหิตของพ่อ เป็นเลือดไทย เพราะว่าดินแดนที่ฝังศพ หรืออัฐิของบรรพบุรุษของพ่อเป็นเมืองไทย  เพราะเมืองที่พ่อเกิดเป็นเมืองไทย  ภาษาที่พ่อพูและหนังสือเรียนเป็นภาษาไทย  พี่น้องของพ่อ เพื่อนฝูงของพ่อ มหาบุรุษในสมัยของพ่อ  ธรรมชาติอันสวยงาม ที่อยู่รอบข้างพ่อ ตลอดจนสิ่งที่พ่อรัก พ่อเรียน และพ่อชมเชย ทุกสิ่งทุกอย่างนี้ล้วนเป็นไทย - ไทยทั้งสิ้น ฉะนั้นพ่อจึงรักชาติไทย พ่อจึงรักเมืองไทย...."

    ผู้เรียบเรียงน่าจะภูมิใจที่หนังสือเรื่องนี้เป็นหนังสืออ่านสำหรับนักเรียนชนิดเพลิดเพลิน และยืดยาวโดยได้ถอดมาจากชีวิตจริง ๆ เป็นเล่มแรกของเมืองไทย  ข้าพเจ้าอดที่จะชมเชยในความพยายามของผู้เรียบเรียงมิได้ เพราะว่ากว่าจะเรียบเรียงจบ จะต้องใช้ความนึกคิด และสังเกตสภาพความเป็นจริงนานมิใช่น้อย  โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้เรียบเรียงมิได้เป็นครูเท่าที่สามารถเรียบเรียงให้ถึงเพียงนี้ก็นับว่า น่าสรรเสริญยิ่งนัก  ความทุก ๆ ตอนของเรื่องนี้ ผู้เรียบเรียงได้ให้คติเตือนใจแฝงไว้ และโดยมากเข้าใจว่ามิได้เอามาจากต้นฉบับ  แต่ได้แต่งต่อเติมให้เหมาะกับสภาพของเมืองไทย  สำนวนโวหารที่ใช้ก็น่าฟัง  และจับใจยิ่งนัก  เป็นภาษาง่าย ๆ ที่เด็ก ๆ อ่านเข้าใจได้ ในเดือนกุมภาพันธ์  ซึ่งเป็นเดือนของการสอบไล่ ในตอนนี้ได้แสดงให้เห็นว่า นักเรียนผู้เป็นหัวหน้าห้องพยายามหาวิธีที่จะช่วยเพื่อนทุก ๆ คน จะเรียกง่าย ๆ ว่าโกงก็ได้ แท้ที่จริงนิสัยเช่นนี้ก็น่าชมอยู่หรอก แต่ว่าตามหลักการศึกษา ต้องการจะให้นักเรียนพึ่งตัวเอง  ถ้าหากว่าผู้เรียบเรียงมีเจตนารมณ์จะให้เป็นหนังสืออ่านสำหรับเด็กแล้ว ก็ควรจะตัดทิ้งเสีย  หรือแก้ความให้เป็นสภาพการณ์ของการช่วยตัวเองของเด็กก็จะดีไม่น้อย  แต่ถ้าผู้เรียบเรียงปรารถนาจะให้ผู้อ่านได้เห็นสภาพที่เป็นจริงอยู่ในเวลานี้ ข้าพเจ้าก็ขออภัยอย่างมาก  ดูเหมือนว่าผู้เรียบเรียงพยายามจะให้เนื้อเรื่องนี้ใกล้กับสภาพความเป็นจริง แต่เมื่อมานึกดูว่าเด็กกำลังเรียนอยู่ในมัธยมปีที่ ๓ จะมีความคิดอ่านพอที่จะบันทึกเรื่องราวเช่นนี้ได้หรือ ข้าพเจ้าว่าควรจะเป็นเรื่องของนักเรียนมัธยมปีที่ ๔-๕ เสียมากกว่า  ในปัจจุบันเด็กที่กำลังเรียนอยู่ในชั้นมัธยมปีที่ ๖ บางคนยังไม่เข้าใจอะไรกับชีวิตคนเลยก็มี

    ถ้าได้แก้ไขและปรับปรุงเสียบ้างเล็กน้อยให้เหมาะสมกับโครงการศึกษาในปัจจุบัน  โรงเรียนทั่วประเทศควรจะได้รับเอาหนังสือเรื่องนี้เป็นหนังสืออ่านในวิชาหน้าที่พลเมืองและศีลธรรม  ในชั้นมัธยมปีที่ ๔-๕-๖ คงจะได้บทเรียนที่กล่อมเกลานิสัยอนุชนให้ให้เป็นพลเมืองที่ดีของชาติ  และเด็กในชั้นนี้กำลังชอบอ่านหนังสืออ่านเล่นอยู่แล้ว  ย่อมจะพอใจที่ได้อ่านหนังสือเรื่องนี้  นอกจากนี้ยังจะเป็นการตัดความกังวลของเด็กในหนังสืออ่านเล่นที่ไร้สาระอีกด้วย  ผู้เรียบเรียงได้อ้างว่าในต่างประเทศได้ใช้หนังสือเล่มนี้เป็นหนังสืออ่านในโรงเรียน  ฉะนั้นในโอกาสที่จะได้มีการปรับปรุงการศึกษาของชาติและแบบเรียนในเร็ววันนี้  หนังสือดวงใจจึงควรได้รับการพิจารณาเพื่อใช้เป็นหนังสืออ่านในโรงเรียนแห่งประเทศไทยบ้าง

    ไม่เพียงแต่จะเป็นประโยชน์แก่เด็ก ยังเป็นประโยชน์แก่ครู บิดามารดา ผู้ปกครองและปุถุชนทั้งหลายอีกด้วย  เพราะเมื่อ่อานแล้วจะสะเทือนใจ  พอที่จะสำนึกถึงตัวเองในหนหลัง  หรือยึดเอาเป็นอุดมคติ หรือยึดเป็นแนวอบรมเด็กได้ดีอีกด้วย  แต่หนังสือดี ๆ เช่นนี้มักจะถูกเหยีดหยาม และถูกมองข้ามไป  ฉะนั้นผู้รักความเจริญไม่ควรพลาดหนังสือเล่มนี้  เสมือนหนึ่งว่า หนังสือนี้มีมาคู่กับการสร้างชาติ  สร้างเด็กของเราในปัจจุบัน  เช่นเดียวกับอิตาลี และญี่ปุ่นในหนหลัง  เราจะได้เห็นอนาคตอันใกล้นี้สุกใสและรุ่งโรจน์เทียมเท่ามหามิตรเป็นแน่แท้ !  ผู้ที่จะเป็นผู้นำควรอ่าน "คาวัวร์" ของพระองค์จุลฯ ฉันใด  ผู้ที่จะเป็นผู้สร้างเด็กก็ควรอ่าน "ดวงใจ" ฉันนั้น




ไม่มีความคิดเห็น: