วันพุธที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2558

POINTING THE FINGER

ชี้หน้า

(บทความจากเอกสารของเดอะแฟมมิลี)
โดย จูดี้

ถึงแม้ว่าเรื่องจริงต่อไปนี้จะเป็นเรื่องเกี่ยวกับเด็ก  ฉันก็ได้เรียนรู้ที่จะไม่ด่วนสรุปความเกี่ยวกับใคร ไม่ว่าสภาพการณ์จะเป็นเช่นไร  เป็นการดีที่สุดเสมอที่จะรับทราบเรื่องทั้งหมด  ก่อนที่จะตัดสิน  ถ้าหากคุณจำเป็นต้องตัดสินจริง ๆ
งานส่วนหนึ่งของฉันคือการทำงานกับหน่วยงานอาสาสมัครซึ่งมีฐานอยู่ในเอเชีย  โดยมีหน้าที่สอนหนังสือเด็กวัย ๖ - ๗ ขวบ กลุ่มเล็ก ๆ ที่บ้าน  เรามีงบประมาณไม่มากนัก หนังสือภาษาอังกฤษก็หายาก  เราจึงเห็นคุณค่าหนังสือที่มีอยู่อย่างมาก  ฉันมีกฏว่าเมื่อไม่อ่านหนังสือแล้ว ก็ควรจะเอาไปเก็บ ห้ามวางทิ้งไว้บนพื้น
ช่วงเวลานอนงีบหมดลง  เด็ก ๆ กำลังม้วนเสื่อที่ปูนอนเก็บ ฉันสังเกตเห็นหนังสือบนพื้นหนึ่งเล่ม จึงถามว่า
"ใครวางหนังสือทิ้งไว้"  ไม่มีใครตอบ ฉันถามอีกครั้ง ก็เงียบกริบเหมือนเดิม
เอาล่ะ ฉันจะต้องทำอะไรสักอย่างเกี่ยวกับเรื่องนี้  เด็กไม่เพียงแต่ไม่หัดเก็บของเข้าที่เมื่อใช้เสร็จเท่านั้น แต่ว่าที่สำคัญพวกเขากำลังไม่ซื่อสัตย์
ฉันเรียกเด็กคนหนึ่งไปถาม  "เธอวางหนังสือทิ้งไว้หรือเปล่า"  เด็กคนนั้นตอบว่า "เปล่าครับ"  แล้วฉันก็ถามว่า "แล้วเธอรู้ไหมว่าใครทำ"  "สตีเฟน"
ฉันถอนหายใจ สตีเฟนเป็นเด็กตัวเล็กกว่าเด็กผู้ชายคนอื่น ๆ และเป็นคนเงียบ ๆ ฉันพยายามช่วยเขาให้เข้าร่วมกลุ่มมากขึ้น และไม่เก็บตัวอยู่ลำพังคนเดียว  นี่เป็นความผิดสถานเบามาก ทว่ากับเด็กเล็ก บ่อยครั้งเราพยายามสอนหลักการมากกว่าจะมุ่งทำโทษเด็ก  เมื่อฉันพบว่าใครวางหนังสือทิ้งไว้ ฉันก็แค่ตักเตือนให้เอาไปเก็บคืนที่  ที่ฉันไม่ชอบก็คือ ไม่มีใครยอมรับความผิด  เนื่องจากเป็นเช่นนี้ จึงกลายเป็นบทเรียนใหญ่กว่าที่ฉันคาดไว้ เรื่องที่ฉันยังไม่ทราบก็คือ ฉันเองที่เป็นคนได้รับบทเรียนใหญ่ที่สุด
ฉันเรียกเด็กอีกคนไปถาม "เธอวางหนังสือไว้หรือเปล่า"  เขาตอบ "เปล่าครับ"  ฉันถามเหมือนเดิมอีกว่า "เธอรู้ไหมว่าใครทำ"  "สตีเฟน"
มีเด็กให้สอบถามแปดคน  แต่ละคนบอกว่าสตีเฟนเป็นคนวางหนังสือทิ้งไว้  สตีเฟนเป็นเด็กคนที่ ๖ ที่ฉันถามด้วยคำถามเดิม "สตีเฟน เธอวางหนังสือทิ้งไว้หรือเปล่า" สตีเฟนตอบว่า "เปล่าครับ"  "เธอรู้ไหมว่าใครทำ"  "ไม่ทราบครับ" สตีเฟนตอบ
มีเด็กให้ถามอีกสองคน แล้วฉันจะต้องลงมือดำเนินการลงโทษ คนต่อไปคือปีเตอร์
"ปีเตอร์" ฉันเริ่ม  "เธอวางหนังสือทิ้งไว้หรือเปล่า"  "ใช่ครับ" ปีเตอร์ตอบ
ฉันได้ยินถูกต้องหรือเปล่า เขาตอบว่าใช่  แต่เด็กอีก ๕ คนบอกว่าเป็นสตีเฟนทำ  ฉันรู้ว่าเด็กไม่มีเวลาคุยกันก่อนที่ฉันจะถาม  "เธอแน่ใจนะ"  ฉันถามปีเตอร์  พยายามเก็บความประหลาดใจไว้  "ครับ ผมขอโทษ  ผมจะเอาไปเก็บเดี๋ยวนี้ครับ"
ปีเตอร์เอาหนังสือไปเก็บ ฉันตระหนักว่าเขานอนข้างสตีเฟน และหนังสือวางอยู่ใกล้เสื่อที่สตีเฟนนอนมากกว่าของปีเตอร์  เด็กทุกคนจึงด่วนสรุปว่าต้องเป็นสตีเฟน จริง ๆ แล้ว เขาไม่ทราบเลยว่าใครอ่านหนังสือเล่มนั้น  ฉันเองก็เชื่อมั่นว่าเป็นสตีเฟนเช่นกัน จนกระทั่งปีเตอร์กล้าสารภาพออกมา
นั่นเป็นบทเรียนใหญ่ที่สุดที่ฉันเคยเรียนเกี่ยวกับการเปิดกว้างให้กับความคิด และไม่ตัดสินใครหรือด้วนสรุปความ โดยเฉพาะเกี่ยวกับเด็ก  เพราะเขายังไม่มีสติปัญญาพอที่จะรู้ความแตกต่างระหว่างข้อเท็จจริงกับจินตนาการ
บ่อยแค่ไหนที่เราตัดสินผู้อื่นโดยไม่ทราบรายละเอียดทั้งหมดจริง ๆ เราตัดสินโดยผิวเผิน หรือคล้อยตามคนอื่น ในเมื่อเราอาจคิดผิดโดยสิ้นเชิง  เหตุการณ์นี้ชี้ให้ฉันเห็นว่าการไม่ปักใจเชื่อสิ่งที่คนส่วนใหญ่เชื่อกันมีค่าเสมอ ทว่าสืบหาข้อเท็จจริงและสรุปความจากข้อเท็จจริง ไม่ใช่ตามที่ได้ยินได้ฟังมา
บ่อยครั้งสัญชาตญานอาจกระซิบค่อย ๆ และบอกให้เราทราบว่า "สิ่งต่าง ๆ ไม่ได้เป็นอย่างที่เห็น" หรือ "บางสิ่งไม่ถูกต้องเสียทีเดียว" การรับฟังเสียงจากส่วนลึกในใจเช่นนี้ จะช่วยเราให้ตัดสินใจอย่างถูกต้องในชีวิตหลาย ๆ ด้าน"

source:http://blog.forward-change.com/pointing-the-finger/


ไม่มีความคิดเห็น: