ชี้หน้า
(บทความจากเอกสารของเดอะแฟมมิลี)
โดย จูดี้
โดย จูดี้
ถึงแม้ว่าเรื่องจริงต่อไปนี้จะเป็นเรื่องเกี่ยวกับเด็ก ฉันก็ได้เรียนรู้ที่จะไม่ด่วนสรุปความเกี่ยวกับใคร ไม่ว่าสภาพการณ์จะเป็นเช่นไร เป็นการดีที่สุดเสมอที่จะรับทราบเรื่องทั้งหมด ก่อนที่จะตัดสิน ถ้าหากคุณจำเป็นต้องตัดสินจริง ๆ
งานส่วนหนึ่งของฉันคือการทำงานกับหน่วยงานอาสาสมัครซึ่งมีฐานอยู่ในเอเชีย โดยมีหน้าที่สอนหนังสือเด็กวัย ๖ - ๗ ขวบ กลุ่มเล็ก ๆ ที่บ้าน เรามีงบประมาณไม่มากนัก หนังสือภาษาอังกฤษก็หายาก เราจึงเห็นคุณค่าหนังสือที่มีอยู่อย่างมาก ฉันมีกฏว่าเมื่อไม่อ่านหนังสือแล้ว ก็ควรจะเอาไปเก็บ ห้ามวางทิ้งไว้บนพื้น
ช่วงเวลานอนงีบหมดลง เด็ก ๆ กำลังม้วนเสื่อที่ปูนอนเก็บ ฉันสังเกตเห็นหนังสือบนพื้นหนึ่งเล่ม จึงถามว่า
"ใครวางหนังสือทิ้งไว้" ไม่มีใครตอบ ฉันถามอีกครั้ง ก็เงียบกริบเหมือนเดิม
เอาล่ะ ฉันจะต้องทำอะไรสักอย่างเกี่ยวกับเรื่องนี้ เด็กไม่เพียงแต่ไม่หัดเก็บของเข้าที่เมื่อใช้เสร็จเท่านั้น แต่ว่าที่สำคัญพวกเขากำลังไม่ซื่อสัตย์
ฉันเรียกเด็กคนหนึ่งไปถาม "เธอวางหนังสือทิ้งไว้หรือเปล่า" เด็กคนนั้นตอบว่า "เปล่าครับ" แล้วฉันก็ถามว่า "แล้วเธอรู้ไหมว่าใครทำ" "สตีเฟน"
ฉันถอนหายใจ สตีเฟนเป็นเด็กตัวเล็กกว่าเด็กผู้ชายคนอื่น ๆ และเป็นคนเงียบ ๆ ฉันพยายามช่วยเขาให้เข้าร่วมกลุ่มมากขึ้น และไม่เก็บตัวอยู่ลำพังคนเดียว นี่เป็นความผิดสถานเบามาก ทว่ากับเด็กเล็ก บ่อยครั้งเราพยายามสอนหลักการมากกว่าจะมุ่งทำโทษเด็ก เมื่อฉันพบว่าใครวางหนังสือทิ้งไว้ ฉันก็แค่ตักเตือนให้เอาไปเก็บคืนที่ ที่ฉันไม่ชอบก็คือ ไม่มีใครยอมรับความผิด เนื่องจากเป็นเช่นนี้ จึงกลายเป็นบทเรียนใหญ่กว่าที่ฉันคาดไว้ เรื่องที่ฉันยังไม่ทราบก็คือ ฉันเองที่เป็นคนได้รับบทเรียนใหญ่ที่สุด
ฉันเรียกเด็กอีกคนไปถาม "เธอวางหนังสือไว้หรือเปล่า" เขาตอบ "เปล่าครับ" ฉันถามเหมือนเดิมอีกว่า "เธอรู้ไหมว่าใครทำ" "สตีเฟน"
มีเด็กให้สอบถามแปดคน แต่ละคนบอกว่าสตีเฟนเป็นคนวางหนังสือทิ้งไว้ สตีเฟนเป็นเด็กคนที่ ๖ ที่ฉันถามด้วยคำถามเดิม "สตีเฟน เธอวางหนังสือทิ้งไว้หรือเปล่า" สตีเฟนตอบว่า "เปล่าครับ" "เธอรู้ไหมว่าใครทำ" "ไม่ทราบครับ" สตีเฟนตอบ
มีเด็กให้ถามอีกสองคน แล้วฉันจะต้องลงมือดำเนินการลงโทษ คนต่อไปคือปีเตอร์
"ปีเตอร์" ฉันเริ่ม "เธอวางหนังสือทิ้งไว้หรือเปล่า" "ใช่ครับ" ปีเตอร์ตอบ
ฉันได้ยินถูกต้องหรือเปล่า เขาตอบว่าใช่ แต่เด็กอีก ๕ คนบอกว่าเป็นสตีเฟนทำ ฉันรู้ว่าเด็กไม่มีเวลาคุยกันก่อนที่ฉันจะถาม "เธอแน่ใจนะ" ฉันถามปีเตอร์ พยายามเก็บความประหลาดใจไว้ "ครับ ผมขอโทษ ผมจะเอาไปเก็บเดี๋ยวนี้ครับ"
ปีเตอร์เอาหนังสือไปเก็บ ฉันตระหนักว่าเขานอนข้างสตีเฟน และหนังสือวางอยู่ใกล้เสื่อที่สตีเฟนนอนมากกว่าของปีเตอร์ เด็กทุกคนจึงด่วนสรุปว่าต้องเป็นสตีเฟน จริง ๆ แล้ว เขาไม่ทราบเลยว่าใครอ่านหนังสือเล่มนั้น ฉันเองก็เชื่อมั่นว่าเป็นสตีเฟนเช่นกัน จนกระทั่งปีเตอร์กล้าสารภาพออกมา
นั่นเป็นบทเรียนใหญ่ที่สุดที่ฉันเคยเรียนเกี่ยวกับการเปิดกว้างให้กับความคิด และไม่ตัดสินใครหรือด้วนสรุปความ โดยเฉพาะเกี่ยวกับเด็ก เพราะเขายังไม่มีสติปัญญาพอที่จะรู้ความแตกต่างระหว่างข้อเท็จจริงกับจินตนาการ
บ่อยแค่ไหนที่เราตัดสินผู้อื่นโดยไม่ทราบรายละเอียดทั้งหมดจริง ๆ เราตัดสินโดยผิวเผิน หรือคล้อยตามคนอื่น ในเมื่อเราอาจคิดผิดโดยสิ้นเชิง เหตุการณ์นี้ชี้ให้ฉันเห็นว่าการไม่ปักใจเชื่อสิ่งที่คนส่วนใหญ่เชื่อกันมีค่าเสมอ ทว่าสืบหาข้อเท็จจริงและสรุปความจากข้อเท็จจริง ไม่ใช่ตามที่ได้ยินได้ฟังมา
บ่อยครั้งสัญชาตญานอาจกระซิบค่อย ๆ และบอกให้เราทราบว่า "สิ่งต่าง ๆ ไม่ได้เป็นอย่างที่เห็น" หรือ "บางสิ่งไม่ถูกต้องเสียทีเดียว" การรับฟังเสียงจากส่วนลึกในใจเช่นนี้ จะช่วยเราให้ตัดสินใจอย่างถูกต้องในชีวิตหลาย ๆ ด้าน"
source:http://blog.forward-change.com/pointing-the-finger/


ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น