วันศุกร์ที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2565

บทที่ ๗๙ การเดินทางท่องเที่ยวตามชนบท


การเดินทางท่องเที่ยวตามชนบท

๑๙ มกราคม


ในครั้งนี้ คุณพ่อก็ได้ให้อภัยอีกครั้งหนึ่ง  และยังอนุญาตให้ไปเที่ยวตามชนบท ตามที่พ่อของอรรถได้มานัดไว้ด้วย

    เราได้คิดไว้นานแล้วว่า จะไปสูดอากาศตามท้องนาให้เต็มปอดสักครั้งหนึ่ง  เมื่อวานนี้  ตอนบ่ายสองโมงทุกคนต่างไปพบกันยังที่ที่ได้นัดกันไว้ มี ประดิษฐ์  เสนาะ  พนิช  อั๋น  และอรรถ รวมทั้งพ่อของอรรถด้วย  สิ่งของที่ตระเตรียมเอาไปก็มี  ผลไม้  ไส้กรอกและไข่ไก่ที่ต้มสุกแล้ว พร้อมด้วยขวดและถ้วยอาลูมิเนียม  เสนาะได้เอาน้ำชาบรรจุขวดใบใหญ่  อรรถเอาน้ำสุกบรรจุกกระติกน้ำของพ่อ  อั๋นสวมเครื่องแต่งตัวอย่างช่างเหล็กพร้อมด้วยขนมปัง ๔ ปอนด์ใหญ่

    นั่งรถไปตามถนนจนสุดเขตเมืองแล้ว  ก็ลงเดินไปตามท้องนา  มีต้นไม้ใหญ่ให้ความร่วมเย็นเป็นระยะ  สีเขียวชอุ่ม  ดูช่างน่าเย็นสบายเสียจริง ๆ  เรานอนกลิ้งบนพื้นหญ้าใต้ร่มไม้  บางทีก็ลงไปล้างหน้าในลำธารเล็ก  บางทีก็กระโดดข้ามพุ่มไม้เตี้ ๆ กันอย่างสนุกสนาน  พ่อของอรรถถิดเสื้อชั้นนอกพาดไว้กับไหล่  ปากคาบบุหรี่มวนใหญ่  เดินตามหลังเรามาห่าง ๆ 

    อั๋นผิวปากเรื่อย  เราไม่ค่อยจะได้เห็นอั๋นผิวปากบ่อยนัก  อรรถเดินพลางผิวปากไปพลาง  เขาใช้มีดเล่มเล็กของเขาทำเครื่องเล่นได้ต่าง ๆ เช่นล้อหมุน  ซ่อมและกระบอกสูบน้ำเป็นต้น  และยังได้ช่วยแบกเครื่องเดินทางของคนอื่น ๆ ไว้บนบ่าอีก  เนื้อตัวมีแต่เหงื่อทั้งนั้น  แต่เขาก็ยังวิ่งได้เร็วในระหว่างการเดินทาง  ประดิษฐ์มักบอกให้เรารู้จักชื่อหญ้า  และตัวแมลงต่าง ๆ ไม่รู้ว่าทำไมเขาจึงได้รู้อะไรต่อะไรไปเสียเกือบทุกอย่าง

    เสนาะเดินกัดขนมปังมาตลอดทางเงียบ ๆ  นับแต่แม่เขาได้ตายไปแล้ว  เขาจะกินอะไรคงไม่มีรสเหมือนกับครั้งก่อน ๆ  แต่คุณความดีของเขาไม่ได้เสื่อมคลายไปเลยแม้แต่น้อย  เคยอย่างไรก็คงเป็นอยู่อย่างนั้น  ในเวลาที่พวกเราจะกระโดดข้ามท้องร่อง  เราต้องถอยมาหลาย ๆ ก้าว  เพื่อให้มีกำลังกระโดดข้ามไปได้   แต่เสนาะกระโดดข้ามไปได้ก่อนแล้วอย่างสบาย  แล้วยื่นมือมารับเรา  อั๋นเมื่อเด็ก ๆ เคยถูกวัวขวิด  ใจจึงหวาดกลัววัวอยู่เสมอ  ฉะนั้นพอเห็นวัสมา  เสนาะต้องเดินนำหน้าอั๋นไปก่อน  พวกเราเดินผ่านทุ่งนาอันกว้างใหญ่  แล้วเดินเล่นไปตามป่าละเมาะชายทุ่ง  บางคนวิ่งเล่นเอาเถิดกัน  อั๋นกลิ้งเข้าไปในพงหนาม  ทำให้เครื่องแต่งตัวขาดไปหมด  ลุกขึ้นมาได้ท่าทางไม่สบายใจ  สำหรับพนิช  ไม่ว่าอยู่ที่ไหนต้องมีด้ายและเข็มติดตัวอยู่เสมอ  จึงจัดแจงช่วยเย็บรูที่ขาดให้อั๋น  อั๋นก็ได้แต่ยืนนิ่ง  พูดซ้ำ ๆ ซาก ๆ ว่า "ขอโทษ ขอโทษ"  จนเย็บเสร็จ  แล้วพวกเราก็ออกวิ่งเล่นกันต่อไปใหม่

    การเดินทางของพนิช  ไม่ปล่อยให้เปล่าประโยชน์เลย  เห็นดอกหญ้าอะไรแปลก ๆ เปลือกหอย หรือก้อนหินที่มีเงาเป็นมัน  ซึ่งเข้าใจว่าในนั้นมีเงินหรือทองคำปนอยู่เป็นเก็บใส่กระเป๋าหมด  เราวิ่งเล่นกันอย่างสนุกสนานจนเสื้อผ้ายับเยินยู่ยี่ไปหมด  พอถึงเวลากลางวันก็พากันนั่งพักอยู่บนหญ้าในที่ร่มแดด  แล้วจัดแจงเอาอาหารที่เตรียมมาออกรับประทานกัน

    ข้างหน้าเราเป็นป่ากว้างใหญ่ไกลออกไปแลเห็นอยู่ลิบ ๆ นั้นคือทิวเขาสูง  พวกเราหิวจนพูดไม่ถูก  พอขนมปังเข้าปากก็ละลายละเอียดไปทันที  พ่อของอรรถเาอผักห่อไส้กรอกตัดแบ่งให้พวกเรา  เรานั่งกินพลางคุยกันถึงเรื่องครูไปพลาง  ตลอดจนเรื่องของเพื่อนที่ไม่ได้มาด้วย  และเรื่องการสอบไล่ที่จวนจะถึงกำหนดอยู่แล้ว  อั๋นดูท่าทางขึ้อายมากไม่ค่อยจะกินอะไรนัก  เสนาะจึงช่วยเลือกอาหารแล้วยัดเข้าไปในปากเขา  อรรถนั่งขัดสมาธิอยู่ข้างพ่อของเขา  ดูเหมือนเป็นพี่น้องกันมากกกว่าเป็นพ่อลูกกัน  หน้าตาช่างเหมือนกันเหลือเกิน  หน้าแดง และยิ้มฟันขาวเหมือนกัน  ผู้เป็นพ่อรินน้ำชาออกมาดื่ม  แล้วเอาส่วนที่เราดื่มเหลือนั้นไปดื่มอย่างเอร็ดอร่อย และพูดว่า

    "น้ำชาให้โทษแก่เด็กที่กำลังอยู่ในวัยเรียน  แต่สำหรับพ่อค้าขายฟืนนั้น  มันเป็นสิ่งจำเป็น"

    พูดแล้วเขาจับจมูกของลูกเขาไว้  หันมาทางเราแล้วพูดแก่พวกเราว่า

    "เธอทั้งหลาย  ขอให้พวกเธอจงรักอ้ายนี่มันเกิด  มันก็เป็นเด็กที่ซื่อตรงเหมือนกัน  ฉันขอชมเชยด้วยตนเอง"

    แล้วเขาก็หัวเราะใหญ่

    นอกจากเสนาะ  ทุกคนได้หัวเราขึ้นพร้อมกัน  พ่อของอรรถได้ดื่มน้ำชาอีกถ้วยหนึ่ง แล้วกล่าวกับพวกเราว่า

    "สิ่งที่น่าคำนึงถึงก็คือ  แม้เวลานี้ทุกคนจะเป็นเพื่อนที่ดีต่อกัน  แต่อีก ๒-๓ ปีข้างหน้า  ประเสริฐและประดิษฐ์จะไปเป็นผู้พิพากษาหรืออาจเป็นศาสตราจารย์  นอกนั้นอีก ๓ คน  อาจจะไปทำงานในร้านค้าขายหรือโรงงานใด  ใครจะไปรู้ได้"

    "ไม่ใช่เช่นนั้นหรอกครับ"  ประดิษฐ์แย่งตอบก่อน  แล้วกกล่าวต่อไปว่า  "สำหรับผม เสนาะก็ต้องเป็นเสนาะอยู่เสมอ  อั๋นก็ต้องเป็อั๋นอยู่นั่นเอง  นอกนั้นก็เช่นเดียวกัน  แม้ผมจะไปเป็นพระเจ้าซาร์แห่งรัสเซีย  ก็คงไม่เปลี่ยนแปลง พวกเพื่อนอยู่ที่ไหน  ผมก็ต้องไปหาจนได้"

    พ่อของอรรถยกถ้วยน้ำชาชูขึ้น  แล้วกว่าว่า

    "ขอชมเชยคำที่เธอพูดนี้  เป็นความดีที่จะหาไม่ได้อีกแล้ว  ขอให้พวกเธอจงยกถ้วยของพวกเธอขึ้นมากระทบกับอ้ายนี่ทีหนึ่ง"

    "ไชโย  เพื่อนนักเรียน  ไชโย  สำหรับโรงเรียนซึ่งทำให้ทั้งคนจนและคนรวยเป็นครอบครัวเดียวกันหมด"

    พวกเราต่างชูถ้วยของเราขึ้รกระทบกับถ้วยของเขาแล้วก็ดื่ม  พ่อของอรรถยืนขึ้น  ดื่มน้ำชาในถ้วยของเขาจนหมด  แล้วร้องขึ้นว่า

    "ไชโย  สำหรับกองทัพของประเทศไทย  ถ้าพวกเธอได้เข้ารับราชการทหารแล้ว  จะต้องมั่นคงและแข็งแรงเหมือนทหารหาญผู้เรื่องนามนะ  พวกหนุ่ม ๆ"

    เวลาค่ำลงแล้ว  พวกเราวิ่งลงมาตามงาดเนินร้องเพลงพลาง  แล้วจูงมือกันเดินลงมาอย่างร่าเริง  พอพลบค่ำก็ถึงริมแม่น้ำ  เห็นมีหิ่งห้อยบินอยู่มากมาย  เมื่อมาถึงถนนใหญ่  ก็นัดกันว่าวันอาทิตย์หน้าจะมาพบกันที่นั่นใหญ่  เพื่อจะได้ไปดูพิธีการให้รางวัลแก่นักเรียนกลางคืนด้วยกัน  แล้วต่างก็แยกกันกลับบ้าน

    วันนี้อากาศดีเหลือเกิน  ถ้าไม่พบกับครูหญิงที่น่าสงสารแล้ว  เมื่อกลับบ้านจะร่าเริงและสบายใจกันสักเพียงไรก็ยังไม่รู้

    กว่าจะถึงบ้านก็เป็นเวลาพลบค่ำแล้ว เมื่อจวนจะมาถึงบ้านได้พบกับครูหญิง  พอท่านเห็นก็เข้ามาจับมือทั้งสองข้าง  แล้วพูดที่ข้างหูว่า

    "ประเสริฐ ลาละนะ  อย่าลืมครูเสีย"

    รู้สึกว่าในเวลาที่ครูพูดนั้น  ดูเหมือนท่านร้องไห้ด้วย  พอไปถึงบ้าน  ก็เข้าไปบอกกับคุณแม่ว่า

    "เมื่อสักครู่ ผมได้พบกับครูผู้หญิง  ดูท่านไม่สลายมาก"

    ตาของคุณแม่แดงกล่ำ  มองดูหน้าข้าพเจ้าแล้วกล่าวด้วยความเศร้าโศกว่า

    "น่าสงสารคุณครูนั่นเหลือเกิน  เธอไม่สบายมาก"

(อ่านต่อบทที่ ๘๐ "พิธีการให้รางวัลแก่กรรมกร") 

ไม่มีความคิดเห็น: