พิธีการให้รางวัลแก่กรรมกร
๒๕ มกราคม
พวกเราได้พากันไปยังศาลากลางตามเวลาที่นัดไว้ เพื่อดูพิธีการให้รางวัลแก่กรรมกร การตบแต่งของศาลากลางก็เหมือนกับเมื่อวันที่ ๒๔ ตุลาคม ในนั้นเต็มไปด้วยครอบครัวของกรรมกร นักเรียนชายหญิงของโรงเรียนนาตดุริยางค์นั่งอยู่ที่เว้าในโรง พวกเขาได้พร้อมกันร้องเพลงชาติขึ้นก่อน เขาร้องกันได้ดีเหลือเกิน เมื่อเสร็จทุกคนก็นั่งลง ต่อจากนั้นผู้ที่รับรางวัลก็เดินไปยังข้าหลวงประจำจังหวัดและธรรมการจังหวัด รับหนังสือสมุดออมสินประกาศนียบัตรหรือเหรียญรางวัล "ช่างปูนน้อย" นั่งอยู่ข้างมารดาของเขาตรงมุมหนึ่ง ครูใหญ่นั่งอีกข้างหนึ่ง ครูของเราซึ่งสอนอยู่ในชั้นมัธยมปีที่ ๒ นั่งอยู่ข้างหลังครูใหญ่
ผู้ที่ออกมาหน้าเวทีก่อนที่สุด คือนักเรียนกลางคืนแผนกการช่าง ในจำนวนเหล่านั้นมีช่างเหล็ก ช่างสลัก ช่างพิมพ์หิน ช่างไม้ และช่างปูน แล้วต่อนั้นก็คือนักเรียนโรงเรียนนาตดุริยางค์ ในจำนวนนี้มีสตรีและกรรมกรเป็นส่วนมาก ล้วนสวมเครื่องแต่งกายอย่างสวยงาม และเนื่องด้วยทุกคนได้ถูกผู้ดูส่งเสียงไชโย ก็ยิ้มและหน้าแดงอยู่ตลอดเวลา ที่มาช้าที่สุดนั้นคือนักเรียนในโรงเรียนชั้นประถมแผนกกลางคืน เป็นสภาพที่น่าดูเสียจริง ๆ อายุไม่เท่ากัน อาชีพไม่เหมือนกัน ตลอดจนเครื่องแต่งตัวก็มีแบบต่าง ๆ ไม่เหมือนกัน ตั้งแต่คนแก่ผมหงอกจนถึงเด็กที่ฝึกงานในโรงเรียน และที่เป็นข้าราชการก็มี พวกเด็ก ๆ เดินอย่างไม่เอาใจใส่ ส่วนคนแก่นั้นดูเหมือนจะอาย ๆ อยู่มาก แม้พวกผู้ดูแลจะปรบมือให้เขา ก็ไม่มีใครหัวเราให้เลย
แต่ทุกคนต่างแสดงจิตใจอันเต็มไปด้วยความชื่นชมและพอใจในการนี้มาก
ภรรยาหรือลูกของผู้ที่ได้รับรางวัล ส่วนมากได้มานั่งดูอยู่ในที่เว้นนั้น ในหมู่เด็กเหล่านั้นบ้างพอเห็นพ่อของตนขึ้นไปบนเวที ก็ร้องขึ้นด้วยเสียงอันดัง หัวเราะแล้วกวักมือ พวกชาวนาผ่านไปแล้ว คนขายของก็ผ่านไปแล้ว ช่างเย็บรองเท้าที่เรารู้จักก็ขึ้นมารับประกาศนียบัตรจากข้าหลวงประจำจังหวัดเหมือนกัน แล้วต่อนั้นก็ถึงชายคนหนึ่งสูงใหญ่มาก ซึ่งเรารู้สึกเหมือนกับว่าได้เคยรู้จักมาแล้ว เมื่อสังเกตต่อไปจึงรู้ว่าเป็นพ่อของ "ช่างปูนน้อย" ที่ได้รับรางวัลที่สองนั้นเอง จำได้ว่าวันที่เราพากันไปเยี่ยมไข้ของ "ช่างปูนน้อย" ในขณะที่เราขึ้นไปห้องชั้นบนนั้นได้เห็นเขายืนอยู่ที่ข้างเตียง
เมื่อเราหันไปดู "ช่างปูนน้อย" ซึ่งนั่งอยู่อีกมุมหนึ่งนั้นก็เห็นเขากำลังจ้องมองดูหน้าพ่อเขา และยังได้ทำหน้ากระต่ายเพราะความดีใจของเขาด้วย ในขณะนั้นเสียงปรบมือได้ดังขึ้น มองไปทางเวที ก็เห็คนขายถ่านซึ่งล้างแต่หน้าให้สะอาดเท่านั้น ยังคงสวมเครื่องแต่งตัวทำงานออกมา ข้าหลวงได้เข้าไปจับมือ และสนทนากับเขา ต่อจากคนขายถ่าน ก็คือคนทำความสะอาดตามถนนมารับรางวัล กรรมกรเหล่านี้ต้องเป็นเจ้าบ้านของครอบครัวหนึ่ง ทำงานด้วยความลำบากและเหนื่อยยาก แล้วยังอุตส่าห์พยายามเรียนจนได้รับรางวัล นับว่าหาได้ยากสักหน่อย เมื่อคิดถึงตอนนี้แล้วก็รู้สึกสะเทือนใจอย่างพูดไม่ถูก พวกเขาเหล่านั้นกลางวันต้องทำงานวันยังค่ำ แล้วยังต้องแบ่งเวลานอนอันจำเป็นมาใช้สมองที่ไม่เคยใช้และะใช้นิ้วมืออันหยาบใหญ่สำหรับการเขียนอ่านอีกด้วย
ต่อนั้นคือลูกของคนงานแห่งหนึ่ง เขาคงยืมเสื้อนอกของพ่อเขามาสวมเป็นแน่ เวลาที่เดินขึ้นไปรับของรางวัลบนเวทีนั้น เขาต้องม้วนเอาปลายแขนเสื้ออันยาวขึ้นไปเป็นกระจุก ทุกคนเลยพากันหัวเราะใหญ่ แต่ที่สุดเสียงนั้นได้ถูกกลบด้วยเสียงไขโย ต่อนั้นก็มีคนแก่หัวล้าน หนวดขาวคนหนึ่งขึ้นมา และยังมีทหารกองหนุนอีกหลายคนในจำนวนเหล่านี้ บางคนที่เคยเรียนอยู่ในแผนกกลางคืนของโรงเรียนเราก็มี นอกนั้นยังมียามศุลกากรและตำรวจ ซึ่งรวมทั้งยามของเรารวมอยู่ในจำนวนผู้รับรางวัลด้วย
ที่สุดนักเรียนกลางคืนเหล่านั้นก็ได้ร้องเพลงชาติขึ้นอีก เสียงร้องครั้งนี้ ได้กลั่นออกจากน้ำใจอันแท้จริง เต็มไปด้วยความรู้สึกอันลึกซึ้งทำให้จับใจและสะท้านในใจ พิกล เมื่อจบแล้วก็พากันเดินออกมาอย่างเงียบ ๆ
ชั่วขณะเดียวเท่านั้น ตามถนนต่าง ๆ ก็เต็มไปด้วยผู้คน คนขายถ่านนั้น ได้รับของรางวัลซึ่งเป็นหนังสือสีแดง เมื่อออกมายืนอยู่หน้าศาลากลางนั้น ได้มีสุภาพบุรุษยืนล้อมอยู่รอบตัวเขา และสนทนากับเขาอย่างสนิทสนม ผู้คนตามถนนหนทางต่างทักทายกันไปไม่ขาดเสียง กรรมกร เด็กเล็กชายหญิง ตำรวจ พวกครู ซึ่งเคยสอนประจำชั้นมัธยมปีที่ ๒ พร้อมด้วยทหารกองหนุนอีกสองคน ได้ออกจากหมู่คนนั้น ภรรยาของกรรกรต่างอุ้มลูกเล็ก พวกเด็กเล็ก ๆ มือถือประกาศนียบัตรของพ่อชูให้ผู้คนดูกันด้วยความพอใจ
(อ่านต่อบทที่ ๘๑ "มรณะกรรมของครูผู้หญิง")
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น