วันเสาร์ที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2565

บทที่ ๘๐ พิธีการให้รางวัลแก่กรรมกร



พิธีการให้รางวัลแก่กรรมกร

๒๕ มกราคม


พวกเราได้พากันไปยังศาลากลางตามเวลาที่นัดไว้ เพื่อดูพิธีการให้รางวัลแก่กรรมกร  การตบแต่งของศาลากลางก็เหมือนกับเมื่อวันที่ ๒๔ ตุลาคม ในนั้นเต็มไปด้วยครอบครัวของกรรมกร  นักเรียนชายหญิงของโรงเรียนนาตดุริยางค์นั่งอยู่ที่เว้าในโรง  พวกเขาได้พร้อมกันร้องเพลงชาติขึ้นก่อน  เขาร้องกันได้ดีเหลือเกิน  เมื่อเสร็จทุกคนก็นั่งลง  ต่อจากนั้นผู้ที่รับรางวัลก็เดินไปยังข้าหลวงประจำจังหวัดและธรรมการจังหวัด  รับหนังสือสมุดออมสินประกาศนียบัตรหรือเหรียญรางวัล  "ช่างปูนน้อย"  นั่งอยู่ข้างมารดาของเขาตรงมุมหนึ่ง  ครูใหญ่นั่งอีกข้างหนึ่ง  ครูของเราซึ่งสอนอยู่ในชั้นมัธยมปีที่ ๒  นั่งอยู่ข้างหลังครูใหญ่

    ผู้ที่ออกมาหน้าเวทีก่อนที่สุด  คือนักเรียนกลางคืนแผนกการช่าง  ในจำนวนเหล่านั้นมีช่างเหล็ก  ช่างสลัก  ช่างพิมพ์หิน  ช่างไม้ และช่างปูน  แล้วต่อนั้นก็คือนักเรียนโรงเรียนนาตดุริยางค์  ในจำนวนนี้มีสตรีและกรรมกรเป็นส่วนมาก  ล้วนสวมเครื่องแต่งกายอย่างสวยงาม  และเนื่องด้วยทุกคนได้ถูกผู้ดูส่งเสียงไชโย  ก็ยิ้มและหน้าแดงอยู่ตลอดเวลา  ที่มาช้าที่สุดนั้นคือนักเรียนในโรงเรียนชั้นประถมแผนกกลางคืน  เป็นสภาพที่น่าดูเสียจริง ๆ อายุไม่เท่ากัน  อาชีพไม่เหมือนกัน  ตลอดจนเครื่องแต่งตัวก็มีแบบต่าง ๆ ไม่เหมือนกัน  ตั้งแต่คนแก่ผมหงอกจนถึงเด็กที่ฝึกงานในโรงเรียน  และที่เป็นข้าราชการก็มี  พวกเด็ก  ๆ เดินอย่างไม่เอาใจใส่  ส่วนคนแก่นั้นดูเหมือนจะอาย ๆ อยู่มาก  แม้พวกผู้ดูแลจะปรบมือให้เขา  ก็ไม่มีใครหัวเราให้เลย

     แต่ทุกคนต่างแสดงจิตใจอันเต็มไปด้วยความชื่นชมและพอใจในการนี้มาก

    ภรรยาหรือลูกของผู้ที่ได้รับรางวัล  ส่วนมากได้มานั่งดูอยู่ในที่เว้นนั้น  ในหมู่เด็กเหล่านั้นบ้างพอเห็นพ่อของตนขึ้นไปบนเวที  ก็ร้องขึ้นด้วยเสียงอันดัง  หัวเราะแล้วกวักมือ  พวกชาวนาผ่านไปแล้ว  คนขายของก็ผ่านไปแล้ว   ช่างเย็บรองเท้าที่เรารู้จักก็ขึ้นมารับประกาศนียบัตรจากข้าหลวงประจำจังหวัดเหมือนกัน  แล้วต่อนั้นก็ถึงชายคนหนึ่งสูงใหญ่มาก  ซึ่งเรารู้สึกเหมือนกับว่าได้เคยรู้จักมาแล้ว  เมื่อสังเกตต่อไปจึงรู้ว่าเป็นพ่อของ "ช่างปูนน้อย"  ที่ได้รับรางวัลที่สองนั้นเอง  จำได้ว่าวันที่เราพากันไปเยี่ยมไข้ของ "ช่างปูนน้อย"  ในขณะที่เราขึ้นไปห้องชั้นบนนั้นได้เห็นเขายืนอยู่ที่ข้างเตียง

    เมื่อเราหันไปดู  "ช่างปูนน้อย"  ซึ่งนั่งอยู่อีกมุมหนึ่งนั้นก็เห็นเขากำลังจ้องมองดูหน้าพ่อเขา และยังได้ทำหน้ากระต่ายเพราะความดีใจของเขาด้วย  ในขณะนั้นเสียงปรบมือได้ดังขึ้น  มองไปทางเวที  ก็เห็คนขายถ่านซึ่งล้างแต่หน้าให้สะอาดเท่านั้น  ยังคงสวมเครื่องแต่งตัวทำงานออกมา  ข้าหลวงได้เข้าไปจับมือ  และสนทนากับเขา  ต่อจากคนขายถ่าน  ก็คือคนทำความสะอาดตามถนนมารับรางวัล  กรรมกรเหล่านี้ต้องเป็นเจ้าบ้านของครอบครัวหนึ่ง  ทำงานด้วยความลำบากและเหนื่อยยาก แล้วยังอุตส่าห์พยายามเรียนจนได้รับรางวัล  นับว่าหาได้ยากสักหน่อย  เมื่อคิดถึงตอนนี้แล้วก็รู้สึกสะเทือนใจอย่างพูดไม่ถูก  พวกเขาเหล่านั้นกลางวันต้องทำงานวันยังค่ำ แล้วยังต้องแบ่งเวลานอนอันจำเป็นมาใช้สมองที่ไม่เคยใช้และะใช้นิ้วมืออันหยาบใหญ่สำหรับการเขียนอ่านอีกด้วย

    ต่อนั้นคือลูกของคนงานแห่งหนึ่ง  เขาคงยืมเสื้อนอกของพ่อเขามาสวมเป็นแน่  เวลาที่เดินขึ้นไปรับของรางวัลบนเวทีนั้น  เขาต้องม้วนเอาปลายแขนเสื้ออันยาวขึ้นไปเป็นกระจุก  ทุกคนเลยพากันหัวเราะใหญ่  แต่ที่สุดเสียงนั้นได้ถูกกลบด้วยเสียงไขโย  ต่อนั้นก็มีคนแก่หัวล้าน หนวดขาวคนหนึ่งขึ้นมา  และยังมีทหารกองหนุนอีกหลายคนในจำนวนเหล่านี้  บางคนที่เคยเรียนอยู่ในแผนกกลางคืนของโรงเรียนเราก็มี  นอกนั้นยังมียามศุลกากรและตำรวจ  ซึ่งรวมทั้งยามของเรารวมอยู่ในจำนวนผู้รับรางวัลด้วย

    ที่สุดนักเรียนกลางคืนเหล่านั้นก็ได้ร้องเพลงชาติขึ้นอีก  เสียงร้องครั้งนี้  ได้กลั่นออกจากน้ำใจอันแท้จริง  เต็มไปด้วยความรู้สึกอันลึกซึ้งทำให้จับใจและสะท้านในใจ พิกล  เมื่อจบแล้วก็พากันเดินออกมาอย่างเงียบ ๆ 

    ชั่วขณะเดียวเท่านั้น  ตามถนนต่าง ๆ ก็เต็มไปด้วยผู้คน  คนขายถ่านนั้น  ได้รับของรางวัลซึ่งเป็นหนังสือสีแดง  เมื่อออกมายืนอยู่หน้าศาลากลางนั้น  ได้มีสุภาพบุรุษยืนล้อมอยู่รอบตัวเขา  และสนทนากับเขาอย่างสนิทสนม  ผู้คนตามถนนหนทางต่างทักทายกันไปไม่ขาดเสียง  กรรมกร  เด็กเล็กชายหญิง  ตำรวจ พวกครู  ซึ่งเคยสอนประจำชั้นมัธยมปีที่ ๒   พร้อมด้วยทหารกองหนุนอีกสองคน  ได้ออกจากหมู่คนนั้น  ภรรยาของกรรกรต่างอุ้มลูกเล็ก  พวกเด็กเล็ก ๆ มือถือประกาศนียบัตรของพ่อชูให้ผู้คนดูกันด้วยความพอใจ

(อ่านต่อบทที่ ๘๑ "มรณะกรรมของครูผู้หญิง")



ไม่มีความคิดเห็น: