เด็กใบ้และหูหนวก
๒๘ ธันวาคม
บันทึกประจำวันสำหรับเดือนธันวาคมนี้ ไม่มีเรื่องอะไรดีเท่าเรื่องการไปเยี่ยมโรงเรียนเด็กใบ้และหูหนวกเช้าวันนี้ พอเสียงกระดิ่งที่หน้าประตูดังขึ้น ทุกคนต่างวิ่งออกไปดู เมื่อเห็นว่าเป็นใคร พ่อถามขึ้นอย่างตื่นเต้นว่า
"เอ๊ะ ลุงสอนรึนั่น?"
ลุงสอนแกเคยเป็นคนทำสวนของเรา เมื่อครั้งเรายังอยู่ที่บ้านเก่า แกลาออกไปเป็นหัวหน้าคนงานทำทางรถไฟเสียสามปี เพิ่งกลับมาเมื่อวานนี้เอง แกหิ้วห่อผ้าห่อใหญ่ แม้อายุจะมากแล้วแต่ใบหน้าก็ยังคงยิ้มแย้มและเป็นสีแดงเรื่ออยู่เสมอ
พ่อได้ชวนแกเข้าไปคุยกันในห้องใหญ่ แกกล่าวขอบใจแต่ไม่ยอมเข้ามา แล้วแกก็ถามถึงบ้านของแกอย่างเป็นห่วงมากว่า
"ทางบ้านผมเป็นอย่างไรบ้างครับ หนูสำลีเป็นอย่างไรบ้างครับ?"
"เมื่อเร็ว ๆ นี้ทราบข่าวว่าสบายดี" คุณแม่ตอบ
ลุงสอนถอนหายใจแล้วกล่าวว่า
"แหม ดีจริง ถ้าผมไม่ได้ทราบเสียก่อน ผมจะไม่กล้าไปโรงเรียนเด็กใบ้และหูหนวกนั้นเลย ผมขอฝากห่อผ้านี้ไว้ที่นี่ก่อน สามปีแล้วที่ไม่เห็นหน้าลูก และภายในสามปีที่แล้วมานี้ ผมไม่เคยได้พบกับพวกญาติพี่น้องเลย"
คุณพ่อหันมาทางข้าพเจ้าแล้วพูดว่า
"เจ้าไปเป็นเพื่อลุงสอนแกหน่อยซี"
"อ้อ ขอโทษ ผมอยากจะถามอะไรสักหน่อย"
คนทำสวนทำท่าจะกล่าวต่อไป แต่พ่อได้รีบถามเสียก่อนว่า
"การงานที่นั่นเป็นอย่างไรบ้าง"
"ดีมากครับ พอเก็บเงินส่งให้ที่บ้านได้บ้างที่ผมต้องการถามนั้นก็คือเรื่องสำลี การศึกษาของเด็กใบ้นี้ไม่รู้ว่าเป็นอย่างไรบ้าง ในเวลาที่ผมออกเดินทางไปนั้นน่าสงสารแกไม่ผิดอะไรกับสัตว์ ผมไม่รู้ว่าโรงเรียนนี้เขาสอนเครื่องหมายให้หมดหรือยัง ภรรยาผมได้เคยมีจดหมายบอกไปว่า การพูดของเด็กคนนี้ได้ก้าวหน้าขึ้นมาก แต่ผมคิดเอาเองว่า เด็กนี้แม้จะได้ฝึกวิธีพูดแล้วก็จะมีประโยชน์อะไร และถ้าเราไม่รู้จักเครื่องหมายนั้นแล้วจะเข้าใจกันอย่างไรได้"
"เด็กใบ้ถ้าสามารถคุยกับเด็กใบ้ด้วยกัน ก็นับว่าเป็นการดีแล้ว ความจริงเขาสอนกันอย่างไรผมก็ไม่ทราบ"
"ในเวลานี้ ฉันจะไม่พูดอะไรกับลุงก่อน เมื่อลุงสอนได้ไปถึงที่นั่นแล้ว ก็คงเข้าใจได้ดีด้วยตนเอง ไปกันเร็ว ๆ เถิด" คุณพ่อพูดแล้วยิ้ม
เราทั้งสองจึงได้เริ่มออกเดินทางไป
โรงเรียนเด็กใบ้และหูหนวกนี้ อยู่ห่างจากบ้านเราไม่ไกลนัก ลุงสอนแกเดินก้าวยาว ๆ พลางรำพันด้วยความเศร้าโคกว่า
"โธ่ - สำลี - น่าสงสารเหลือเกิน! ไม่รู้ว่าเพราะห์กรรมอะไร พ่อไม่เคยได้ยินเจ้าเรียกพ่อเลย พ่อเรียกเจ้าว่าลูกรัก เจ้าก็ฟังไม่รู้เรื่อง นับแต่เจ้าเกิดมาไม่เคยได้พูดอะไรกับไใครเลย และก็ไม่เคยได้ยินเสียงออะไร บังเอิญมาพบคนใจบุญเข้า เขาออกค่าใช้จ่ายให้เจ้าเข้าไปเรียนในโรงเรียนเด็กใบ้และหูหนวก นับว่าเป็นโชคอันดีของเจ้าทีเดียว"
"เจ้าได้เข้าไปเรียนแต่เมื่ออายุ ๘ ขวบ บัดนี้อายุย่างเข้า ๑๒ ปีแล้ว ภายในสามปีนี้พ่อไม่เคยกลับบ้านเลย เวลานี้เห็นจะโตขึ้นมากแล้ว แต่ไม่รู้ว่า ความจริงเจ้าจะเป็นอย่างไร การอยู่ในโรงเรียนนั้นจะดีหรือไม่ก็ไม่รู้"
ข้าพเจ้าต้องรีบเดินให้เร็ว ๆ ตามแก แล้วกล่าวว่า
"นี่ ลุงสอน เดี๋ยวก็จะรู้ เดี๋ยวก็จะรู้หรอกน่า"
"ไม่รู้ว่าดรงเรียนอยู่ที่ไหน ในเวลาที่เมียผมเอาแกไปส่งนั้น ผมไม่ได้อยู่เสียแล้ว แต่เห็นจะอยู่แถวนี้แน่"
ในขณะนั้น เราทั้งสองกำลังเดินไปถึงหน้าโรงเรียนพอดี พอเข้าไปในประตู ก็มีชายคนหนึ่งออกมาต้อนรับเรา
"ผมเป็นพ่อของเด็กหญิงสำลี ต้องการจะมาพบกับลูกสาวของผม" คนทำสวนนั้นว่า
"เวลานี้กำลังวิ่งเล่นกันอยู่ โปรดไปบอกกับครูเสียก่อน"
แล้วชายผู้ออกมาต้อนรับนั้น ก็เดินไปหาครู
ลุงสอนยืนเหม่อมองดูรองกำแพงทั้งสี่ด้าน เมื่อประตูเปิดออกมา ครูผู้หญิงที่สวมเครื่องแต่งตัวสีดำก็พาเด็กหญิงคนหนึ่งออกมา พ่อลูกทั้งสองต่างก็มองดูกันอยู่สักครู่หนึ่งแล้วก็เข้ามากอดกันและร้องไห้ เด็กหญิงนั้นสวมเสื้อขาวและผู้ถุงสีเทา รูปร่างท้วม ๆ เอามือทั้งสองกอดคอพ่อไว้แน่นแล้วร้องไห้
พ่อได้ถอยห่างออกไป จ้องมองดูลูกสาวของตนตั้งแต่ศีรษะจนถึงปลายเท้า แล้วร้องขึ้นด้วยเสียงอันดังเหมือนกันคนวิ่งมาใหม่ ๆ และกำลังหอบอยู่ว่า
"แหม โตขึ้นมากแล้ว สวยขึ้นด้วย สำลีลูกที่น่ารัก และน่าสงสารของพ่อ ลูกที่พูดไม่เป็นของพ่อ ท่านเป็นครูของเด็กผู้นี้หรือ? ขอได้โปรดให้เขาทำเครื่องหมายอะไรให้ผมดูบ้างซิ เผื่อผมอาจจะรู้ได้บ้าง แล้วต่อไปนี้ผมจะได้สละเวลามาหัดเรียนไว้บ้าง ขอได้โปรดบอกกับเขาให้เขาทำท่าด้วยมือหรืออะไรให้ผมดูบ้าง"
ครูผู้นั้นยิ้ม แล้วก็หันไปยังเด็กหญิงนั้น พูดโดยเสียงเบา ๆ ว่า
"ผู้ที่มาเยือนเธอนี้ คือใคร?"
เด็กหญิงนั้นยิ้ม แล้วก็ใช้สำเนียงเหมือนกับคนซึ่งหัดพูดภาษาไทยใหม่ ๆ เสียงแปลกประหลาดและตอบดังอย่างแจ่มชัดว่า
"คุณพ่อของดิฉันค่ะ"
ลุงสอนตกใจมาก ถอยหลังมาหลายก้าวแล้วร้องขึ้นเหือนคนบ้าว่า
"พูดได้ด้วยหรือ? แปลกเหลือเกิน พูดได้ด้วย ปากเจ้าใช้ได้ดีแล้วหรือ? สามารถได้ยินคำพูดของคนอื่นด้วยหรือ? พูดอะไรให้พ่อฟังอีกซิ โอ้! เจ้าพูดได้แล้วหรือ?"
พูดแล้วจูงมือลูกสาวของตนเข้ามาใกล้
"คุณคร๔ู นี่ไม่ต้องใช้เครื่องหมายพูดหรอกหรือ? ไม่ต้องใช้ท่าของมือแสดงคำพูดหรอกหรือ? นี่มันอย่างไรกัน?"
"ไม่ใช่ ไม่ได้ใช้เครื่องหมายเลย นั่นเป็นแบบเก่า การสอนของที่นี่ ได้สอนแบบพูดอย่างใหม่ ท่านคงยังไม่ทราบ" ครูพูด
คนทำสวนนั้นแปลกใจจนงงไปหมด
"ผมไม่รู้จักวิะีนี้เลย ไปต่างจังหวัดเสียสามปี แม้ที่บ้านจะเคยเขียนจดหมายบอกผมไปบ้าง แต่ผมก็ไม่รู้เรื่องอะไรเลย ผมช่างโง่เหลือเกิน โธ่! ลูกสาวของพ่อ เจ้าฟังคำพูดของพ่อได้ยินแล้วหรือ? ได้ยินเสียงพูดของพ่อแล้วหรือ? ตอบเร็ว ๆ ได้ยินไหม เอ้อ ได้ยินเสียงของพ่อไหม?"
ครูกล่าวต่อไปว่า
"ไม่ใช่ ท่านเข้าใจผิดเสียแล้ว เขาไม่สามารถจะฟังเสียงของท่านได้หรอก เพราะหูของเขาหนวก การที่เขารู้คำพูดได้นั้น ก็เนื่องจากเขาดูอาการเคลื่อนไหวของปากของท่าน แล้วก็เข้าใจเอา แต่เขาไม่ได้ยินเสียงของท่านตลอดจนเสียงที่เขาพูดออกมาเอง การที่เขาพูดได้นั้น ก็เนื่องด้วยเราได้สอนห้เขาตามอาการขอวปากและลิ้นทีละตัว เขาจึงจำได้ การที่เขาพูดคำหนึ่ง ๆ นั้น ที่เหงือกและที่คอต้องออกกำลังมากทีเดียว"
เมื่อลุงสอนได้ฟังดังนั้นแล้ว ก็ยังไม่เข้าใจ ได้แต่อ้าปากยืนนิ่งอยู่ แล้วก็ไม่เชื่อตนเอง ได้ยื่นปากเข้าไปพูดที่ข้างหูของเด็กนั้นแล้วว่า
"สำลี พ่อกลับมาแล้ว เจ้าดีใจไหม?" พูดแล้วเงยหน้าขึ้นมา เพื่อฟังลูกสาวของตนตอบ
เด็กหญิงนั้นจ้องมองดูพ่อ ไม่พูดว่ากระไร ทำให้พ่องงไปหมด
ครูหัวเราะแล้วพูดว่า
"การที่เด็กตอบไม่ได้นั้น ก็เนื่องด้วยไม่ได้เห็นปากของท่านนั่นเอง เพราะท่านเอาปากไปพูดที่ตรงหูของเขา ขอให้ท่านยืนอยู่ตรงหน้าเขาแล้วลองพูดอีกครั้งหนึ่ง"
แล้วพ่อก็หันไปตรงหน้าลูกสาวของตน แล้วพูดทวนอีกครั้ง
"พ่อกลับมาแล้ว เจ้าดีใจไหม? ต่อไปพ่อจะไม่จากไปอีกแล้ว"
เด็กหญิงจ้องมองดูปากของพ่อ จ้องราวกับจะดูเข้าไปภายในปาก แล้วก็ตอบอย่างชัดเจนว่า
"อ้อ... พ่อกลับมาแล้ว ต่อไปจะไม่ไป...ฉัน....ดีใจมาก"
พ่อรีบเข้าไปกอดและอุ้มลูก และเพื่อเป็นการทดลองให้รู้เรื่องดี จึงได้ถามลูกเขาต่าง ๆ อีกว่า
"แม่ของเจ้าชื่ออะไร"
"แม่.... ชื่อ..... สิน"
"แล้วน้องสาวเล่า"
"สำ.....ราญ"
"โรงเรียนนี้ชื่ออะไร"
"โรง.....เรียน.....เด็กใบ้...และ.....หูหนวก"
"สองท่าของสิบเป็นเท่าไร"
"ยี่....สิบ"
พ่อฟังแล้ว เลยเปลี่ยจากหัวเราะเป็นร้องไห้ แต่ก็เป็นการร้องไห้ที่เกิดขึ้นด้วยความดีใจ
ครูพูดกับแกว่า
"อะไรกัน มันเป็นเรืองที่น่าจะดีใจ ไม่เห็นมีอะไรที่ควรจะร้องไห้ ท่านจะทำให้ลูกของท่านร้องไห้ด้วยหรือ?"
ลุงสอนยกมือไหว้ครูตั้งหลายครั้ง แล้วกล่าว่า
"ขอบพระคุณมาก ขอบพระคุณมาก ๆ คุณครู ขอโทษนอกจากนี้แล้ว ผมไม่รู้จะพูดอย่างไรถูก"
"เดี๋ยวก่อน ลูกสาวของท่านไม่แต่จะพูดได้เท่านั้น ยังสามารถอ่าน เขียน วาดรูป คำนวณรู้ประวัติศาสตร์ และภูมิศาสตร์อีกด้วย และได้เข้าเรียนในชั้นประถมแล้ว อีกสองปีข้างหน้าความรู้จะยิ่งมากขึ้น และเมื่อจบการเรียนแล้วก็จะประกอบอาชีพได้ตามสมควร ในเหล่านักเรียนสำเร็จจากกากรเรียนที่นี่ ที่ไปทำงานในห้างร้านต่าง ๆ ก็มาก และทำการงานได้เหมือนกับคนธรรมดาทีเดียว"
ลุงสอนยิ่งรู้สึกประหลาดใจหนักขึ้น สมองของแกมึนไปหมด มึนอย่างผิดธรรมดา หันไปดูลูกสาวแล้วก็เกาหัวโดยลักษณะที่เหมือนต้องการจะได้ฟังคำอธิบายต่อไปอีก
ครูบอกกับคนใช้ที่ข้าง ๆ ว่า
"ไปเรียกนักเรียนชั้นเตรียมมาคนหนึ่ง"
คนใช้ไปสักครู่หนึ่ง แล้วก็พาเอานักเรียนใบ้และหูหนวกซึ่งมีอายุเพียง ๘-๙ ปีมาคนหนึ่ง เพิ่งเข้ามาเรียนใหม่ ๆ แล้วครูกล่าวต่อไปว่า
"เด็กคนนี้เพิ่งเรียนชั้นต้นเท่านั้น พวกเราได้ทำการสอนกันดังนี้ บัดนี้ฉันจะให้เขาออกเสียงตัว 'ก' ท่านคอยดูให้ดี"
แล้วครูก็อ้าปากทำเสียงตัว 'ก' ให้เห็นลักษณะเคลื่อนไหวของปาก แล้วก็ให้เด็กทำลักษณะปากเช่นเดียวกับตน
เด็กทำปากเหมือนกับที่ครูทำ แต่แล้วเสียงที่เด็กนั้นพูดออกมานั้น ไม่ใช่ตัว 'ก' กลับกลายเป็นตัว 'ค' ไป
"ไม่ใช่"
เมื่อครูพูดแล้ว ก็ยกมือทั้งสองของเด็กขึ้นมา ให้เอามือจับตรงคอของครู และอีกมือหนึ่งแตะที่หน้าอก แล้วออกเสียง 'ก' กลับไปกลับมาหลาย ๆ ครั้ง
เด็กนั้นได้รู้สึกอาการเคลื่อนไหวในส่วนคอและส่วนหน้าอกของครูจากมือของตน แล้วก็อ้าปากอย่างครั้งก่อนอีก และออกเป็นเสียงตัว 'ก' ได้
ครูได้ให้เด็กเอามือวางที่คอและหน้าอกของตนใหม่ สอนให้ออกเสียง 'ข' และตัว 'ค' แล้วก็หันมาพูดกับลุงสอนว่า
"เป็นอย่างไรบ้าง ท่านเข้าใจหรือยัง?"
แม้ลุงสอนจะเข้าใจมากขึ้น แต่ดูเหมือนจะยิ่งตกใจ มากกว่าเมื่อยังไม่เข้าใจเสียอีก
"ต้องสอนกันดังนี้ทีละตัวไปหรือครับ"
พูดแล้วก็หยุด จ้องมองดูครูแล้วพูดต่อ
"คุณครูได้ค่อย ๆ สอนเด็กเหล่านี้ไปเรื่อยเป็นเวลาช้านานเช่นนี้แหละหรือ? พวกเท่านคือนักปราชญ์แท้ ๆ ทีเดียว ในโลกนี้เห็นจะไม่มีอะไรที่จะตอบแทนท่านได้ ผมจะพูดอย่างไรจึงถูก ขอได้ให้ลูกสาวผมอยู่ตรงนี้เดี๋ยว แม้สัก ๕ นาทีก็ยังดี ยืมให้ผมไว้ก่อน"
แล้วแกก็พาลูกสาวเดินออกจากที่นั่นไป ถามเรื่องราวต่าง ๆ นานา เด็กหญิงก็ตอบได้ทุกอย่าง ผู้เป็นพ่อได้แต่เอากำปั้นทุขเข่หลับตายิ้มน้อยยิ้มใหญ่ แล้วก็จูงมือเด็กนั้นมองดูหน้า ฟังเสียงพูดของเด็กหญิงนั้น เหมือนหนึ่งเสียงพูดของลูกแกดังมาจากบนฟ้า ! สักครู่หนึ่ง ก็หันไปทางครูผู้สอนแล้วกล่าวว่า
"ขอให้ผมพบกับครูใหญ่ เพื่อขอบพระคุณท่านสักหน่อยได้ไหมขอรับ?"
"ครูใหญ่ไม่อยู่ แต่คนที่ท่านควรขอบคุณนั้นยังมีอีกคนหนึ่งในโรงเรียนนี้ ถ้าเป็นเด็กที่มีอายุน้อยก็จะต้องมีนักเรียนที่อายุมากเป็นแม่หรือพี่สาวคอยดูแลให้ คนที่ดูแลลูกของท่านนั้น เป็นลูกสาวของพ่อค้าขายขนมคนหนึ่ง อายุ ๒๗ ปี เขารักลูกของท่านเหลือเกิน ภายนสอปีที่แล้วมานี้ ทุก ๆ เช้าเขาได้สวมเสื้อให้ หวีผมให้ สอนให้เย็บเสื้อ เป็นเพื่อนที่ดีเหลือเกิน
"สำลี เพื่อนของเจ้าชื่อะไร?"
"ชื่อ....สมัย" เด็กหญิงนั้นตอบแล้วก็หันไปทางพ่อว่า
"เขาเป็นคนที่....ดีมาก"
คนใช้ได้เดินเข้าไปข้างใน แล้วก็พาเอาเด็กใบ้คนหนึ่งร่างกายแข็งแรง และท่วงทีกิริยาร่าเริงออกมาด้วย เด็กหญิงนั้นสวมเสื้อขาว และนุ่งผ้าถุงสีเทาเหมือนกัน พอมาถึงที่หน้าประตูก็หยุดอยู่แล้วก็ยิ้มและก้มหน้าลง แม้ร่างกายจะเหมือนกับผู้ใหญ่แล้ว แต่ก็ยังคงมีส่วนอื่น ๆ ที่ยังคงเหมือนกับเด็ก ๆ อยู่
ลูกสาวของคนทำสวนได้เดินเข้าไปใกล้ จูงมือลูกสาวพ่อค้าขนมพาเดินไปยืนอยู่ข้างหน้าพ่อพูดออกมาว่า
"สมัย....ค่ะ"
"แหม หน้าตาหมดจดเหลือเกิน"
ลุงสอนเอื้อมมือเข้าไปจะจับ แต่แล้วก็หดมือเข้ามาแล้วพูดกลับไปกลับมาว่า
"แหมน่ารักเหลือเกิน ขอให้พระรัตนตรัยจงอำนวยความสุขและความสำราญแก่หนูผู้นี้ ขอให้หนูและครอบครัวของหนูได้รับแต่ความสุข โธ่! ครูที่นี่ดีเหลือเกิน ณ บัดนี้มี คนงานผู้ซื่อตรงคนหนึ่ง ซึ่งเป็นพ่อในครอบครัวที่ยากจน ได้รู้สึกในบุญคุณของคุณครูด้วยน้ำใจอันแท้จริง"
เด็กหญิงคนใหญ่นั้น ยังคงยิ้ม และลูบคลำ เด็กหญิงสำลีอยู่ ลุงสอนจ้องมองดูเหมือนกับดูพระพุทธรูป
"ท่านจะพาเด็กของท่านไปนอกโรงเรียนได้วันหนึ่ง" ครูกล่าวแก่เขา
"เมื่อเช่นนั้น ผมจะพาไปบ้าน.... พรุ่งนี้จึงจะส่งกลับมา" ลุงสอนพูด
เด็กหญิงวิ่งไปเปลี่ยนเสื้อผ้า ลุงสอนพร่ำพูดด้วยความตื้นตัวใจอยู่คนเดียว่า
"ไม่เห็นเพียงสามปีก็พูดแล้ว พ่อจะพาเจ้าไปบ้าน อ้อ สู้พาไปเดินเล่นตามถนนเสียก่อนดีกว่า ให้ใคร ๆ ชม แล้วจึงพาไปอวดตามบ้านพวกญาติ แหม วันนี้อากาศดีเหลือเกิน หาอากาศดีอย่างนี้ยาก อ้อ สำลีมาแล้ว มาพ่อจะจูงมือไป"
เด็กหญิงเปลี่ยนเครื่องแต่งตัวชุดใหม่เสร็จแล้วก็เดินออกมาจูงมือของพ่อไว้ พ่อได้เดินออกมาถึงข้างนอก แล้วพูดว่า
"คุณครูครับ ขอบคุณมาก ขอบพระคุณมาก ๆ วันอื่นผมจะมาแสดงความขอบคุณใหม่"
ทันใดแกนึกอะไรขึ้นมาได้ จึงสลัดมือลูกสาวออก เอาควักลงในกระเป๋าใช้เสียงเหมอนกันคนบ้า ร้องขึ้นมาดัง ๆ ว่า
"เดี๋ญว ๆ ผมเป็นอะไรไปเสียแล้ว ขี้ลืมเสียจริง ๆ นี่ครับ ผมมีเงินอยู่ ๑๐ บาท ขอได้รับเงินจำนวนนี้ไว้บำรุงโรงเรียนนี้ด้วยเถิด"
พูดแล้วก็เอาเงินจำนวนนั้นออกมาวางไว้บนโต๊ะ ครูกล่าวด้วยความเห็นว่า
"เก็บเงินนั้นไว้เสียเถิด ขอจงเก็บไว้ก่อน เพราะฉันเองไม่ใช่เจ้าของโรงเรียน ต่อไปจึงค่อยมามอบให้ครูใหญ่ แต่ครูใหญ่ก็เห็นจะไม่ยอมรับไว้เหมือนกัน เงินของท่านได้มาด้วยการอาบเหงื่อต่างน้ำแท้ ๆ ฉันได้รับไว้แล้วด้วยทางใจ ซึ่งก็เหมือนกับได้รับเงินจำนวนนั้นไว้แล้ว ขอขอบคุณท่าน"
"ขอได้รับไว้เถิด ถ้า....."
แกพูดไม่ทันจบประโยค ครูก็เอาเงินนั้นยัดคืนเข้ากระเป๋าแก ลุงสอนไม่รู้จะทำอย่างไร ยกมือไหว้ครูและลูบศีรษะเด็กสาวนั้น แล้วจูงมือลูกสาวแกออกไปโดยเร็ว
"มาซิลูกของพ่อ ลูกใบ้ของพ่อ"
เด็กหญิงนั้นได้ใช้เสียงชัดเจน กล่าวตอบพ่อของเขาช้า ๆ ว่า
"แหม พระ...อาทิตย์สวยเหลือเกิน"
(อ่านต่อบทที่ ๗๘ "คุณพ่อ")
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น