วันอังคารที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2565

บทที่ ๗๖ ฤดูหนาว


ฤดูหนาว

๒๔ ธันวาคม


นิทานเรื่องมาร์โคเด็กหนุ่มชาวเยนัวได้จบลงแล้วในภาคเรียนนี้คงมี "การสนทนาประจำเดือน" สำหรับเดือนมกราคมอีกเดือนเดียวเท่านั้น และมีการสอบสองครั้ง มีวันเรียนเต็มวัน ๒๖ วัน วันเสาร์ ๖ วัน และวันอาทิตย์ ๖ วัน ในภารเรียนนี้  ตามที่เคยเป็นมา  ต้องมีลมหนาวพัดมาเสมอ  ใบไม้ที่บ้านกำลังผลัดใบ  ที่เครื่องออดกำลังกายนั้นมีแสงแดดอันอบอุ่น  นักเรียนต่างสวมเครื่องแต่งกายสำหรับฤดูหนาวในเวลาที่ออกจากโรงเรียนรู้สึกว่าผิดกับแต่ก่อนมาก  ดูเป็นที่น่าสนุกสนานขึ้น

    ที่น่าดูที่สุดก็คือ "ช่างปูนน้อย"  เขาสวมหมวกสักหลาดใบใหญ่ของพ่อของเขา  ลักษณะเหมือนกับเทียนไขครึ่งท่อน  มีฝาครอบสวมลงไป ซ้ำยังปรากฎหน้ากระต่ายภายใต้นั้น  จึงทำให้น่าหัวเราะยิ่งขึ้น

    ส่วนพนิช  บัดนี้ใช้กระเป๋าเสื้อเป็นที่เก็บสินค้าของเขา  สิ่งที่ซ่อนอยู่ในกระเป๋าของเขาที่มองเห็นอยู่นั้นคือ พัดที่ทำด้วยกระดาษหนังสือพิมพ์ หัวไม้ตะพด  ศรยิงนก  หญ้าต่าง ๆ นานาและยังมีตัวตั๊กแตนตำข้าว  ซึ่งมันจะคลานออกมาข้างนอก  มาเกาะอยู่บนเสื้อของเขาบ่อย ๆ 

    เด็กเล็ก ๆ บางคน  เอาช่อดอกไม้ไปให้ครูผู้หญิง  ต่างก็แต่งเครื่องหนาวอย่างสวยงาม  มีแต่ "ยายชี"  เท่านั้นที่ยังคงแต่งชุดดำอยู่  ครูคนที่ผูกโบว์ผมสีแดงก็ยังผูกสีแดงที่คอมีผ้าพันคอสีแดง  ถ้าเด็กเล็ก ๆ ในชั้นไปดึงผ้าพันคอของครู  ครูก็จะยิ้มแล้วหนีพวกเด็ก ๆ นั้น

    บัดนี้  เป็นฤดูการเตรียมตัวจะไปแข่งขันกรีฑากันแล้วนักเรียนชั้นสูงต่างก็ซ้อมกรีฑากันอย่างขมักเขม้น  ที่โรงเรียนรู้สึกสนุกขึ้นทุกวัน  แต่เมื่อเห็นเสนาะสวมเครื่องแบบไว้ทุกข์แล้ว  ก็ให้รู้สึกเศร้าใจลงทันที

    สิ่งที่ทำให้เขาเสียใจยิ่งนัก  ก็คือครูผู้หญิงยิ่งผอมลงทุก ๆ วัน  แล้วก็ไอหนักกว่าเก่าด้วย  ในเวลาที่ครูผู้หญิงเดินไปไหนมาไหนนั้นร่างกายของท่านโค้งไปข้างหน้า  เห็นแล้วให้รู้สึกสงสารยิ่งนัก


กวีภาค

"ประเสริฐ

เจ้าคงรู้สึกแล้วซิว่าชีวิตในโรงเรียนนั้นมีรสชาดเป็นอย่างไร  แต่เท่าที่เจ้าเห็นนั้นเป็นเพียงส่วนภายในของโรงเรียนเท่านั้น  อีก ๒๐ ปีข้างหน้า  ในเวลาที่เจ้าพาลูกของเจ้าไปโรงเรียน  โรงเรียนจะสวยงามยิ่งกว่าที่เจ้าได้เห็นอยู่ในปัจจุบัน  และจะมีรสชาดมากกว่า

    ในเวลานั้น  เจ้าก็เหมือนกับพ่อในเวลานี้  เจ้าจะมองเห็นส่วนนอกของโรงเรียน  ในเวลาที่พ่อรอเจ้าอยู่นอกโรงเรียนนั้น  พ่อมักเดินเล่นรอบ ๆ โรงเรียน  และตะแคงหูฟังเสียงข้างใน  พ่อรู้สึกสนุกมาก  จากหน้าต่างด้านหนึ่ง  พ่อได้ยินเสียงครูผู้หญิงกล่าวว่า

    "โอ๊ย ตัว ญ เขียนอย่างนี้ได้หรือ  ใช้ไม่ได้  นี่ถ้าคุณพ่อของเธอมาเห็นเข้าจะตำหนิเธอมากทีเดียว"

    และเมื่อไปถึงอีกหน้าต่างหนึ่ง  ก็ได้ยินเสียงห้าว ๆ ของครูผู้ชายพูดขึ้นดัง ๆ ว่า

    "ถ้าเราซื้อผ้ามา ๕๐ เมตร  เมตรละ ๓๐ สตางค์  แล้วขายไป..."

    ต่อมา ก็ได้ยินเสียงอ่านบทเรียนอันดังของครูหญิงที่ผูกโบว์สีแดงนั้นว่า

    "......มดเอ๋ยมดแดง  เล็ก ๆ เรี่ยวแรงแข็งขยัน........"

    จากห้องเรียนข้าง ๆ เจี๊ยวจ๊าวไปด้วยเสียงเหมือนนกร้องอันเป็นจำนวนนับไม่ถ้วน  ทั้งนี้เห็นจะเป็นเพราะครูบังเอิญเดินออกไปข้างนอกนั่นเอง  เมื่อเดินเลี้ยวไปถึงอีกมุมหนึ่ง  เห็นนักเรียนคนหนึ่งกำลังร้องไห้อยู่แล้ว  ก็ได้ยินเสียงดุ และเสียงปลอบของครูผู้หญิง

    เสียงที่ออกมาทางหน้าต่างนั้น  คือเสียงอ่านโคลงเป็นทำนอง  ชื่อของมหาบุรุษและผู้ใจบุญ  ตลอดจนการส่งเสิรมในศีลธรรม  ความรักชาติและความมานะกล้าหาญทั้งนั้น

    สักครู่หนึ่งก็เงียบไปหมด  เงียบจนเหมือนกับกับว่าในบ้านใหญ่นั้นไม่มีคนอยู่เลย  และไม่มีใครเชื่อได้ว่าในนั้น  จะมีเด็กนักเรียนอยู่ตั้ง ๗๐๐ คน  ในขณะนั้น  ถ้าบังเอิญครูกล่าวคำพูดที่น่าหัวเราะขึ้นสักคำหนึ่ง  เสียงหัวเราะก็จะดังขึ้นทั่วห้องเรียน  คนที่เดินทางผ่านไปมานั้น  ล้วนมองดูด้วยความพึงพอใจในบ้านเรือนอันมีเด็ก ๆ มากมาย  และในอนาคตของเด็กเหล่านี้เป็นอย่างยิ่ง

    ในขณะเดียวกันนั้น  เสียงเก็บหนังสือและเครื่องเขียนได้ยินจากห้องนี้ไปถึงห้องโน้น  จากชั้นบนไปถึงชั้นล่าง  ภารโรงตีระฆังให้ทราบว่าเลิกเรียนแล้ว  เมื่อได้ยินเสียงนี้  ชาย หญิง  หญิงสาวและพวกหนุ่ม ๆ ซึ่งรอกันอยู่ข้างนอกก็เข้ามารวมกันเป็นหลุ่มอยู่ที่หน้าประตูโรงเรียนรอลูก  หรือน้องชาย หรือหลานของตน  พวกเด็กก็เดินออกจากประตูห้องเรียนไหลเทมายังประตูโรงเรียนเหมือนกรแสน้ำ   บ้างไปหยิบหมวก  บ้างปัดของให้สะอาด  วิ่งไปทั่วโรงเรียนร้องเสียงเอะอะ  ภารโรงจัดให้นักเรียนเดินเรียงเป็นแถวออกประตูทีละคน  เมื่อออกมาถึงข้างนอก พวกที่คอยกันอยู่ข้างนอกก็ถามข้อความต่าง ๆ

    "เสร็จเรียบร้อยแล้วหรือ?  มีเลขการบ้านกี่ข้อ ?  พรุ่งนี้จะต้องเตรียมบทเรียนมากน้อยเท่าไร?  การสอบซ้อมประจำเดือนนี้จะสอบกันวันไหน?"

    แม้ผู้ปกครองที่อ่านหนังสือไม่ออก ยังอดเปิดสมุดหนังสือออกดูไม่ได้  ที่อ่านออกเมื่อตรวจดูแล้ว ถามลูกของตนต่าง ๆ นานาว่า

    "๘ คะแนนเท่านั้นหรือ?  การบ้านได้เพียง ๙ คะแนนเท่านั้นหรือ?"

    บ้างก็เป็นห่วง  บ้างก็ดีใจ  บ้างก็ไปถามครู  บ้างก็สนทนาถึงความหวังในการสอบไล่

    ชีวิตในโรงเรียน  เพียบพร้อมไปด้วยความดีงามถึงเพียงนี้  อนาคตของเด็กจะเป็นที่เชื่อถือได้ว่าจะรุ่งเรืองขึ้นเมื่อได้สำเร็จแล้วจากโรงเรียน

                                                                                    จากพ่อของเจ้า"

(อ่านต่อบทที่  ๗๗ "เด็กใบ้และหูหนวก")



ไม่มีความคิดเห็น: