(การสนทนาประจำเดือน)
หลายปีมาแล้ว มีลูกกรรมกรผู้หนึ่ง อายุประมาณ ๑๓ ปี เขาได้เดินทางมาจากเมืองเยนัวแห่งประเทศอิตาลี ไปหามารดาเขาจนถึงอเมริกาใต้
พ่อแม่ของเด็กนี้ เนื่องด้วยได้รับโชคไม่สู้ดี จึงตกอยู่ในความจน และเป็นหนี้สินเขามาก แม่เขาได้คิดจะหาเงินมาจุนเจือทางบ้าน เพื่อความสุขในครอบครัว เมื่อสองปีก่อนนี้จึงได้เดินทางไปยังพระนครหลวงของประเทศอาร์เยนไตน์ในอเมริกาใต้ รับจ้างเป็นคนใช้ในครอบครัวหนึ่งที่นั่น ซึ่งแต่ก่อนมาก็เคยมีหญิงที่มานะเดินทางจากอิตาลีไปทำงานที่อเมริกาใต้เป็นจำนวนไม่น้อยเหมือนกัน เพราะที่นั่นหารายได้ได้มาก ไปเพียงไม่กี่ปีก็เหลือเงินกลับบ้านตั้งหลาย ๆ ร้อยเหรียญ แม่ของเด็กคนนี้ เมื่อเวลาจะจากลูกอายุ ๑๘ และอายุ ๑๓ ของแกไปนั้นเศร้าสลดใจจนน้ำตาแทบจะไหลออกมาเป็นเลือด แต่เพื่อความเป็นอยู่แห่งครอบครัวก็จำต้องอดทน และเดินทางไปด้วยความกล้าหาญ
หญิงผู้นั้น ได้ไปถึงเมืองเบียวโนส์แอร์ โดยสวัสดิภาพ และลูกพี่ลูกน้องของสามีคนหนึ่ง ซึ่งทำการค้าขายอยู่ที่นั่น ได้ชัดนำให้ไปเป็นคนใช้อยู่ในครอบครัวของผู้ดีคนหนึ่ง นอกจากได้รับเงินเดือนมากแล้ว เขายังต้อนรับแกด้วยความสนิทสนม แกได้ทำงานอยู่ที่นั่นด้วยความพอใจ ในเวลาที่เดินทางมาถึงใหม่ ๆ นั้นแกได้ส่งข่าวคราวมาที่บ้านเสมอ และเมื่อเวลาที่จะจากกันไปนั้นได้ตกลงกันไว้ว่า จดหมายที่ฝากไปจากอิตาลี ให้ฝากไปให้ลูกพี่ลูกน้องที่เบียวโนส์แอร์จัดส่งไปให้ และจดหมายที่หญิงนั้นฝากมายังประเทศอิตาลี ก็จะให้ลูกพี่ลูกน้องผู้นั้นจัดส่งมาให้ หญิงนั้นได้เก็บเงินเดือนของตน ซึ่งได้รับเดือนละ ๑๕ เหรียญไว้ไม่ใช้แม้แต่เซนต์เดียว แล้วสามเดือนก็ส่งไปให้ที่บ้านครั้งหนึ่ง สามีของนางเป็นคนรักเกียรติยศอยู่มาก ได้เอาเงินที่รับจากภรรยานั้นค่อย ๆ ผ่อนใช้หนี้แก่เจ้าหนี้ไปทีละเล็กละน้อย และตนเองก็มานะในหน้าทีการงาน อดทนต่อสู้กับความลำบากทุกอย่าง เพื่อคอยวันที่ภรรยาของเขาจะกลับมายังอิตาลี นับแต่ถรรยาเขาได้ออกจากประเทศอิตาลีไปแล้วครอบครัวก็เงียบเหงาเหมือนกับบ้านร้าง ลูกคนเล็กคิดถึงแม่มาก รู้สึกว่าการที่แม่ไปอยู่ต่างประเทศเช่นี้ เป็นเรื่องที่น่าเศร้าโศกยิ่งนัก ซึ่งเขาจะลืมเสียไม่ได้เลยแม้แต่วินาทีเดียว
เวลาได้ผ่านไปอย่างรวดเร็ว และเวลาที่จากไปนับได้ปีหนึ่งเต็ม ๆ แล้ว หญิงผู้เป็นมารดานับตั้งแต่ได้เขียนจดหมายมาบอกว่าไม่ใคร่สบายฉบับหนึ่งแล้ว ต่อจากนั้นก็ไม่ได้ส่งข่าวคราวอะไรมาอีกเลย บิดาได้เขียนจดหมายให้ลูกพี่ลูกน้องคนนั้นไปถามข่าวคราวถึงสองครั้ง ก็ไม่ได้ความว่ากระไร และก็ไม่ได้ตอบหนังสือมาให้ทราบด้วย และเมื่อเขียนจดหมายไปที่บ้านนายจ้างโดยตรง ก็คงไม่ได้รับตอบอยู่นั่นเอง เนื่องด้วยลงที่ผิด จึงส่งไปไม่ถึง เหตุนี้จึงทำให้ทุกคนทางบ้านพากันร้อนใจ ที่สุดได้ขอร้องให้กงศุลอิตาลีประจำเมืองเบียวโนส์แอร์ ทำการสอบถามให้ ต่อมาอีกสามเดือนกงศุลก็ได้ตอบว่า แม้จะได้ทำการแจ้งความไปแล้ว ก็ไม่เห็นมีใครมารับรองเลย ทั้งนี้ อาจจะเนื่องจากหญิงคนนั้น เห็นว่าการที่ตนไปเป็นคนใช้นั้นเป็นส่ิงน่าอับอายฉะนั้น จึงได้ปิดบังชื่อของนายของตนไว้ก็ได้
เวลาได้ล่วงไปอีกหลายเดือน ก็ยังคงเหมือนกับหินจมลงในทะเลลึก ไม่มีข่าวคราวอย่างใดเลยพ่อลูกสามคนไม่มีทางที่จะจัดการอย่างใดได้ และลูกคนเล็กยิ่งเศร้าโศกมากขึ้น จนเกือบจะล้มเจ็บลง นอกจากไม่มีวิธีที่จะคิดแล้วยังไม่มีวิธีที่จะปรึกษาหารืออะไรกันอีก พ่อคิดจะเดินทางไปอเมริกาใต้ด้วยตนเอง แต่ข้อคิดขัดที่สำคัญก็คือต้องลาออกจากหน้าที่ และก็ไม่มีที่ใดที่จะฝากลูกไว้ได้ ลูกคนโตที่พอจะให้ไปแทนตัวได้ แต่เขาก็กำลังทำงานหาเงินช่วยเหลือทางบ้านอยู่ จึงไม่มีทางที่จะให้ออกจากบ้านไปได้ จึงได้แต่ปรึกษาปรับทุกข์กันถึงเรื่องนี้เกือบทุกวัน วันหนึ่งลูกคนเล็กชื่อมาร์โคได้ตกลงใจแล้วบอกกับพ่อว่า
"ผมจะไปตามหาแม่ที่อเมริกาเอง"
พ่อไม่ตอบว่าอะไร ได้แต่สั่นศีรษะด้วยความเศร้าโศก ส่วนในใจนั้นนึกชมเชยลูกของตนเป็นอันมาก แต่การที่จะให้เด็กอายุ ๑๔ ปีเดินทางไกลกินเวลาตั้งหนึ่งเดือนไปยังอเมริกานั้นย่อมเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ แต่ลูกคนเล็กได้ยืนความตั้งใจของตนไว้เสมอ พร้อมกับแสดงเหตุผลประกอบการที่จะไปด้วยอย่างน่าฟัง และความรู้ในกิจการที่เขากล่าวออกมานั้นเหมือนกับผู้ใหญ่ทีเดียว เขาได้กล่าวว่า
"คนอื่นเขายังไปกันได้ คนที่เล็กกว่าผมก็มีเป็นจำนวนมาก เพียงแต่พอลงเรือแล้วก็ได้เดินทางไปพร้อมกับคนอื่น ๆ พอไปถึงที่นั่น ก็ไปหาที่อยู่ของอา มีชาวออิตาเลียนอยู่ที่นั่นเป็นจำนวนมากมาย ถามเขาก็คงรู้จักเมื่อหาคุณอาพบแล้ว อย่างไรเสียก็ต้องได้พบคุณแม่ แต่ถ้ายังหาไม่พบอีก ก็ไปหากงสุลให้เขาช่วยหาที่อยู่ของนายที่แม่ทำงานอยู่ด้วย ถึงหากระหว่างทางจะมีความลำบากสักเพียงไร เมื่อไปถึงที่นั่นแล้่วก็คงมีงานทำได้มากมาย เพียงแต่เราไปทำงานเพื่อหาค่าเดินทางกลับมายังประเทศเทศอิตาลีเท่านั้น ไม่เห็นมีอะไรที่จะต้องเป็นห่วงเลย"
เมื่อพ่อได้ฟังเหตุผลที่ลูกคนเล็กอ้างดังนั้น ก็เห็นพ้องด้วย ตามปกติ พ่อรู้ว่าเด็กคนนี้มีความคิดและความกล้าหาญอย่างน่าชม และก้ได้ชินต่อความลำบากมาแล้ว การไปครั้งนี้ ก็เพื่อจะไปตามหาแม่ของเขา คงจะมีความกล้าหาญยิ่งกว่าปกติ พ่อมีเพื่อนคนหนึ่งเคยเป็นนายเรือ จึงนำความตั้งใจของลูกไปปรึกษากับนายเรือผู้นั้น เขาก็ได้รับช่วยเหลือโดยจะหาตั๋วเดินทางไปอาร์เยนไตน์ให้มาร์โค
ในที่สุดพ่อก็ตกลงใจอย่างเด็ดขาด ยอมตามคำขอร้องของมาร์โค พอถึงวันที่จะออกเดินทางพ่อได้ห่อเครื่องนุ่งห่มของมาร์โคอย่างเรียบร้อย รวบรวมเงินหลายเหรียญใส่ไว้ในกระเป๋าของลูกพร้อมกับเชียนที่อยู่ของลูกพี่ลูกน้องนั้นให้เขาไป และเย็นวันหนึ่งในเดือนเมษายน ซึ่งเป็นวันที่อากาศปลอดโปร่ง พ่อและพี่ชายได้มาส่งมาร์โคลงเรือไปยังอาร์เยนไตน์
เมื่อเรือจวนจะออกนั้น พ่อได้จูบลูกเป็นครั้งสุดท้ายที่บนบันไดเรือแล้วพูดว่า
"มาร์โค ขอให้เจ้าไปดีมาดี ไม่ต้องกลัวอะไร พระผู้เป็นเจ้าจะทรงช่วยพิทักษ์เจ้าเนื่องจากความกตัญญูของเจ้าเสมอไป"
น่าสงสารมาร์โค แม้เขาจะมีความกล้าหาญไม่เห็นว่าคลื่นลมในทะเลเป็นสิ่งน่ากลัว แต่เมือ่ได้เห็นปิตุภูมิอันสวยงามของตน ได้ค่อยจางหายไปจากเส้นระดับน้ำ มองไปทางไหนก็เห็นแต่ท้องทะเลใหญ่ ในเรือก็ไม่รู้จักใครสักคนเดียวโดดเดี่ยวอยู่ตามลำพังเท่านั้น ทรัพย์สมบัติที่จะติดตัวมา ก็มีแต่กระเป๋าเดินทางใบเดียว เมื่อคิดถึงตอนนี้แล้วก็ให้รู้สึกว้าเหว่เศร้าใจอย่างยิ่ง ในสองวันแรกเขาไม่ได้กินอะไรเลย ได้แต่นั่งอยู่บนปากเรือร้องไห้ คิดถึงเรื่องต่าง ๆ และสิ่งที่เขาเศร้าใจและกลัวที่สุด ก็คือเป็นห่วงว่าแม่จะตายไปเสียกระมัง ความเป็นห่วงนี้ปั่นป่วนอยู่ในความคิดของเขาไม่สิ้นสุด บางครั้งเคลิ้มไปว่ามีคนที่ไม่รู้จักกับตัวคนหนึ่งมาจ้องมองดูเขาด้วยความสงสาร และเข้าไปพูดที่ใกล้ ๆ หูเขาว่า
"แม่ของเธอได้ตายไปแล้ว" เมื่อเขาตกใจตื่นขึ้นจึงรู้สึกว่าฝัน แล้วก็พยายามกลืนเสียงที่จะร้องไห้ออกมานั้นลงไป
เมื่อเรือผ่านช่องยิบรอลตาร์ออกสู่มหาสมุทรแอตแลนติค มาร์โคจึงได้มีความกล้าหาญและความหวังขึ้นอีกบ้าง แต่ทั้งนี้ ก็เพียงแต่เป็นไปชั่วขณะเท่านั้นเอง มหาสมุทรนั้นนอกจากน้ำกับฟ้าแล้ว ก็มองไม่เห็นอะไรเลย อากาศค่อย ๆ ร้อนขึ้นทุกที สภาพอันน่าสงสารของกรรมกรที่ออกจากต่างประเทศ และตนของตนที่มาอย่างโดยเดี่ยวเช่นนี้ ทำให้ใจคอรู้สึกเหมือนถูกครอบไว้ด้วยเมฆดำ วันหนึ่ง ๆ ผ่านไปอย่างไม่เป็นสาระเหมือนกับคนไข้ที่นอนอยู่บนเตียง ลืมวันเวลา และรู้สึกว่า เวลาได้ผ่านไปอย่างเชื่องช้าเสียเหลือกเกิน
ทุกเช้าเมื่อตื่นขึ้น พอรู้สึกว่า ตนอยู่ในเรือกลางมหาสมุทรแอตแลนติค ซึ่งกำลังเดินทางไปยังอเมริกาก็นึกตกใจ ที่บนปากเรือมักมีปลาบินมาตกอยู่ พระอาทิตย์ในเวลาจวนตกมีสีแดงเหมือนกันโลหิต และแสงฟอสฟอรัสสว่างเต็มพื้นน้ำทะเล ในเวลากลางคืนทำให้เหมือนกับสภาพของภูเขาไฟ คล้ายกับความรู้สึกในเวลาฝัน วันไหนอากาศไม่ค่อยดี ก็ต้องนอนอยู่ในห้องตลอดวันตลอดคืน ได้ยินแต่เสียงเข้าของกลิ้งกระทบกัน เสียงร้องไห้คร่ำครวญของผู้คนที่นอนข้าง ๆ ทำให้รู้สึกคล้ายกับว่าวันสุดท้ายของตนได้ใกล้เข้ามาแล้ว และในเวลากลางวันที่ทะเลเงียบไม่มีคลื่นเพราะปราศจากลมนั้น แสงแดดสีเหลืองและร้อนเหมือนกับไฟ ทำให้รู้สึกเหนื่อยเพลียและเบื่อหน่ายอย่างหมดหนทางหลีกเลี่ยง ผู้โดยสารได้แต่นอนนิ่งไม่กระดุกกระดิกอยู่บนปากเรือเหมือนคนตาย ไม่รู้ว่าวันไหนจึงจะสุดสิ้นการเดินทางกันเสียที ได้เห็นแต่น้ำกับฟ้า เมื่อวานก็อย่างวันนี้ และพรุ่งนี้ก็เช่นเดียวกัน
การเดินเรือได้เป็นไปเช่นนี้ตลอด ๒๗ วัน ในวันสุดท้ายนั้นมีอากาศดีมาก ลมเย็นพัดมาอย่างสบาย มาร์โครู้จักกับชายแก่ในเรือคนหนึ่ง ชายแก่นี้เป็นชาวนาอยู่ในเมืองลอมบาร์ดี แกว่าจะเดินทางไปเยี่ยมลูกที่อเมริกา มาร์โคได้เล่าเรื่องของตนให้แก่ฟัง แกพอใจมาก เอามือมาลูบหลังของมาร์โคแล้วพูดว่า
"ไม่เป็นไร อย่างไรเธอก็จะได้เห็นหน้าแม่ของเธอโดยสวัสดิภาพแน่"
เมื่อได้เพื่อนแล้ว มาร์โคก้เพิ่มความมานะขึ้นอีก รู้สึกว่าตนเกิดความหวังขึ้นมาก เวลากลางคืนท้องฟ้าสว่าง ดวงจันทร์และดาวเต็มท้องฟ้า เขาจะปะปนอยู่ในหมู่คนงานที่อกจากอิตาลี นั่งพิงกับขายแก่ซึ่งนั่งสูบบุหรี่อยู่และความคิดก็เลื่อนลอยไปว่า ได้เดินทางไปถึงเมืองเบียวโนส์แอร์แล้ว และตนเองกำลังเดินอยู่ตามถนนสืบหาร้านของอาจนพบ ตนเข้าไปหาอาแล้วถามว่า
"เวลานี้แม่ของหนูอยู่ที่ไหน เป็นอย่างไรบ้าง ?"
"อาไปด้วยกันเถิด" "ไปกันเดี๋ยวนี้เถิด"
ต่อจากนั้นแล้ว สองคนอาหลานก็รีบเดินไปยังบ้านของนายที่แม่มาทำงานด้วย แล้วนายก็ออกมาเปิดประตูให้เข้าไปในบ้าน พอนึกถึงตอนนี้ก็พอดีสะดุ้งจากภวังค์ ในใจเต็มไปด้วยความคิดถึงอย่างพูดไม่ถูก แล้วก็เอาเหรียญที่แขวนอยู่ที่คอออกมาจูบ พร้อมกับอธิษฐานด้วยเสียงเบา ๆ
พอถึงวันที่ ๒๗ เรือได้เข้าทอดสมออยู่ในแม่น้ำปลาตาหน้าเมืองเบียวโนส์แอร์ แห่งประเทศอาร์เยนไตน์
วันนั้นเป็นเวลาเช้าแห่งเดือนพฤษภาคม ดวงอาทิตย์ทอแสงสวยงาม ได้พบอากาศที่ปลอดโปร่งแต่วันแรกมาถึงเช่นนี้ ย่อมส่อให้เห็นเป็นลางดี มาร์โคลืมอะไรหมดทุกอย่าง จำได้แต่ว่าแม่อยู่ภายในระยะไม่กี่ไมล์นี้เอง และก็จะได้เห็นหน้ากันภายในไม่กี่ชั่วโมงนี้แล้ว ตนเองได้อุตส่าห์เดินทางมาจนถึงอเมริกา จากโลกเก่ามายังโลกใหม่แต่ลำพัง การเดินทาง ๆ เรือซึ่งกินเวลาช้านานนี้ เมื่อหวนคิดในเวลานี้ ก็รู้สึกเหมือนกับว่าสิ้นเวลาอาทิตย์เดียวเท่านั้น ดังกับตนกระโดดข้ามมายังดินแดนนี้ในเวลาฝัน และพึ่งจะตื่นขณะที่ได้เหยียบพื้นดินของแดนที่ตั้งใจจะมาระหว่างอยู่บนเรือเขาแยกเงิน ออกเก็บไว้เป็นสองแห่ง วันนี้เมื่อตรวจดูส่วนหนึ่งหายไปไหนเสียแล้ว แต่เนื่องด้วยเขากำลังปลื้มอกปลื้มใจจึงเลยไม่ถือเป็นเรื่องสำคัญ เงินนั้นคงถูกขโมยระหว่างอยู่ในเรือ เงินที่เหลือไม่มีเท่าไรแล้ว แต่ไม่เห็นจะต้องกลัวอะไร อีกไม่ช้าก็จะได้พบกับแม่
มาร์โคถือห่อผ้าตามพวกอิตาเลียนลงเรือเล็กไปขึ้นบก และได้ลาชายแก่ชาวลอมบาร์ดีผู้นั้น อย่างคนสนิทสนมกัน แล้วก็เดินไปตามถนนโดยเร็ว
พอถึงถนน ก็เที่ยวถามหาถนนอาร์เตสจากคนเดินทาง บังเอิญคนที่ถามนั้นก็เป็นชาวอิตาเลียน เขามองดูมาร์โคอยู่ครู่หนึ่ง แล้วถามว่ารู้จักหนังสือไหม มาร์โคตอบว่า "อ่านออก"
คนงานผู้นั้นก็ชี้ไปตามทางที่เขาเดินมาแล้วบอกว่า แยกมีป้ายบอกชื่อถนน จงอ่านดูก็จะพบถนนที่เธอต้องการจะไป"
มาร์โคแสดงความขอบใจ แล้วก็เดินไปตามทางที่ได้รับคำชี้แจง ถนนสายนั้นตรงและยาวยืดสองข้างมีบ้านเตี้ย ๆ ทาสีขาว ปลูกเรียงรายตลอดตามถนนมีคนเดินและรถแล่นไปมาขวักไขว่ เสียงดังหนวกหู ธงใหญ่ปลิวสบัดอยู่ทั่วไป บนธงนั้นเขียนชื่อเรือที่จะออกเดินทางโดยหนังสือตัวโต ๆ เมื่อเดินไปประมาณ ๒-๓ ร้อยฟุตก็ถึงสี่แยก ทางแยกข้างซ้ายและขวาเป็นถนนกว้างใหญ่และตรง และทั้งสองฟากก็มีบ้านเตี้ย ๆ ทาสีขาวเหมือนกับถนนที่ผ่านมา เขาได้อ่านชื่อถนนทุกชื่ออย่างระมัดระวัง ชื่อบางชื่อก็แปลกประหลาดและอ่านลำบากมาก
ในเวลาที่เขาพบผู้หญิง เขาก็สังเกตดูอย่างเอาใจใส่ เพื่อว่าจะพบแม่ของเขาเดินผ่านไปบ้าง ครั้งหนึ่งหญิงที่เดินผ่านเขาไปคนหนึ่ง คล้ายกับแม่ของเขามาก เขารู้สึกหัวใจเต้นโลหิตฉีดซ่านไปหมด ได้วิ่งไล่ไปจนทันแต่แล้วก็ต้องยืนตะลึงงันไป เพราะแม้เค้าหน้าจะเหมือนแม่ของเขา แต่หญิงคนนี้ที่หน้ามีไฝดำ มาร์โคจึงวิ่งต่อไปอีก เมื่อไปถึงป้ายชื่อถนนที่สี่แยกแห่งหนึ่ง ป้ายนั้นบอกชื่อถนนอาร์เตส พอเลี้ยวไปหน่อยก็เห็นบ้านหมายเลข ๑๑๗ ส่วนหมายเลขบ้านของอาเขานั้น คือ ๑๗๕ เขาจึงได้รีบวิ่งไปยังในบ้านหมายเลข ๑๗๕ แล้วก็พูกับตนเอง
"โอ! แม่! แม่! แันจะได้เห็นแม่แล้ว!"
เมื่อเดินเข้าไปใกล้ เห็นเป็นร้านขายของเบ็ดเตล็ดร้านหนึ่ง ใช่แล้ว! เขาเข้าไปในประตูบ้าน มีหญิงแก่สวมแว่นตาออกมาถามว่า
"หนู จะซื้ออะไร?"
มาร์โคเกือบพูดอะไรไม่ถูก ได้พยายามถามออกมาว่า
"ที่นี่ร้านของฟรันซิโกเมอรี่ใช่ไหม?"
"ฟรันซินโกเมอรี่ตายแล้ว" หญิงนั้นตอบด้วยภาษาอิตาเลียน
"ตายไปแต่เมื่อไร?"
"นานแล้ว สัก ๓-๔ เดือนเห็นจะได้ เขาได้ย้ายไปจากที่นี่ ไปอยู่ที่เมืองบลันซา ซึ่งห่างจากที่นี่มากเมื่อ ๔ เดือนก่อนนี้ เพราะการค้าทางนี้ฝึดเคือง แต่ไปไม่นานนัก ก็ได้ข่าวตายของเขา เวลานี้ร้านนี้เป็นของฉัน"
เด็กหนุ่มหน้าซีดไปหมด พูดขึ้นโดยเร็ว่า
"ฟรันซิสโกรู้จักที่อยู่ของแม่ผม แม่ของผมทำงานอยู่ในบ้านแห่งหนึ่ง เจ้าของบ้านชื่อเมคคิวเนส นอกจากฟรันซิสโกแล้ว ไม่มีใครรู้ที่อยู่ของแม่ผม ผมเดินทางมาจากอิตาลีเพื่อจะมาหาแม่ การส่งข่าวคราวทุก ๆ ครั้งฟรันซิสโกเป็นผู้ส่งให้ อย่างไรก็ตามผมจะต้องตามหาแม่ของผมให้พบจนได้
"โธ่ น่าสงสาร ฉันเองก็ไม่รู้จัก แต่จะลองถามเด็กที่อยู่ใกล้ ๆ นี้ให้ เขารู้จักเด็กที่ส่งจดหมายให้ฟรันซิสโต ลองถามเขาดู บางทีจะรู้ได้บ้าง"
พูดแล้ว ก็ออกไปข้างนอกเรียกเด็กเข้ามาคนหนึ่ง
"นี่ฉันถามหน่อยเถอะ เธอยังจำเด็กหนึ่มที่อยู่ในบ้านฟรันซิสโกได้ไหม เขาเคยนำจดหมายไปส่งให้แก่หญิงชาวอิตาเลียนเสมอมิใช่หรือ?"
"บ้านท่านเมคคิวเนสนั่นเอง คุณครู เขาไปเสมอ บ้านเขาอยู่สุดถนนอาร์เตสนี้แหละ"
มาร์โคร้องขึ้นด้วยความดีใจว่า
"คุณครูครับ ขอบพระคุณ ขอได้โปรดบอกหมายเลขบ้านของเขาให้ผมทราบ และถ้าไม่รู้จัก ขอได้โปรดให้คนพาผมไปที เพื่อนรัก โปรดพาผมไปทีเถิด"
เนื่องด้วยมาร์โคแสดงอาการกระตือรือร้นมาก เด็กนั้นจึงไม่ทันอรให้หญิงแก่ตอบ อกเดินนำไปทันที และหันมาบอกมาร์โคว่า
"อย่างนั้น ก็ไปซิ"
เด็กทั้งสองเดินเหมือนกับวิ่งมาจนสุดถนน พอมาถึงหน้าบ้านสีขาวเล็ก ๆ หลังหนึ่ง ก็หยุดอยู่ที่ข้างลูกกรงเหล็กอันงดงามนั้น มองจากข้างนอกเห็นสวนดอกไม้ภายในรั้นสวยงาม มาร์โคกดกระดิ่ง ต่อจากนั้นก็มีหญิงสาวคนหนึ่งเดินออกมาจากข้างใน
"ท่านเมคคิวเนสอยู่ที่นี่มิใช่หรือ" ถามอย่างไม่สบายใจ
"เมื่อก่อนนี้อยู่ที่นี่ แต่เดี๋ยวนี้บ้านนี้เป็นของฉันแล้ว" หญิงสาวผู้นั้นตอบ
"ท่านเมคคิวเนสไปไหนไม่ทราบ?" มาร์โคถามอย่างตื่นเต้น
"ไปอยู่ที่เมืองคอร์โดวา"
"คอร์โดวา คอร์ดอวาอยู่ที่ไหน? และคนที่ทำงานอยู่ในบ้านของท่านเมคคิวเนสก็ไปด้วยหรือ คนใช้ของเขาคือแม่ของผม และแม่ของผมก็ไปกับเขาด้วยหรือ?"
หญิงสาวนั้นจ้องมองดูมาร์โค
"ฉันไม่ทราบ แต่บางทีพ่อฉันจะทราบ รอก่อนซิ"
เมื่อเธอพูดแล้วก็เดินเข้าไปข้างใน แล้วก็พาสุภาพบุรุษแก่คนหนึ่งออกมาด้วย ผู้เฒ่าผู้นั้นได้จ้องมองดูเด็กหนุ่มขาวเยนัว ผมสีทองจมูกแหลมอยู่เป็นครู่ แล้วใช้ภาษาอิตาเลียนที่ไม่ใคร่ชัดถามว่า
"แม่ของเธอเป็นชาวเยนัวไใช่ไหม?"
"ครับ" มาร์โคตอบ
"ถ้าเช่นนั้น ก็คือคนใช้ชาวเยนัว ของเท่านเมคคิวเนสนั่นเอง เขาเดินทางไปกับนายของเขาแล้ว เรื่องนี้ฉันรู้ดี"
"ไปที่ไหนไม่ทราบ?"
"ไปที่เมืองคอร์โดวา"
มาร์โคถอนหายใจใหญ่ แล้วกล่าวว่า
"ยังงั้น ผมก็ต้องเดินทางไปยังเมืองคอร์โดวาอีก"
"โธ่น่าสงสาร ที่นี่ห่างจากคอร์โดวาตั้งหลายร้อยไมล์" ชายชราพูดกับตัวเอง
เมื่อมาร์โคได้ยินคำพูดนั้น ก็กลุ้มใจจนแทบจะสิ้นชีวิต เอามือเกาะประตูเหล็กไว้แน่น
ชายชราผู้นั้นสงสารเขา จึงเปิดประตูออกแล้วพูดว่า
"เข้ามาข้างในก่อนซิ เผื่อว่าจะมีวิธีอะไรพอช่วยเหลือเธอบ้าง" แล้วก็พามาร์โคเข้าไปในห้องบอกให้มาร์โคนั่งลงแล้วก็ถามเหตุการณ์ที่เป็นมาโดยตลอด ในที่สุดถามมาร์โคขึ้นว่า
"เธอเห็นจะไม่มีเงินเหลือกระมัง?"
"ผมยังมีอีกบ้างเล็กน้อยครับ" มาร์โคตอบ
สุภาพบุรุษได้นั่งคิดอยู่พักหนึ่ง แล้วก็ลุกไปเขียนหนังสือ เมื่อเขียนเสร็จก็นำมส่งให้มาร์โคพูดว่า
"ถือจดหมายนี้ไปยังเมืองโบคา โบคาเป็นเมืองเล็กแห่งหนึ่ง ไปจากที่นี่สักสองชั่วโมงก็ถึงที่นั่น มีพลเมืองครึ่งหนึ่งที่เป็นชาวเยนัว สืบถามหนทางเขาดูคงมีคนช่วยแนะนำให้ เมื่อถึงโบคาแล้ว ให้ไปหาสุภาพบุรุษตามชื่อที่เขียนไว้ในจดหมายนี้ ท่านผู้นี้เป็นคนกว้างขวาง อยู่ในเมืองนั้นใคร ๆ ก็รู้จัก เอาจดหมายฉบับนี้ให้เขา เขาก็จะพาเธอไปยังโรสาริโอ และเขาจะได้ช่วยเหลือให้เธอไปจนถึงเมืองคอร์โดวา เธอจะได้พบกับเมคคิวเนสและแม่ของเธอ และเงินจำนวนนี้ฉันให้เอาไปใช้กลางทาง" พูดแล้วก็ส่งเงินจำนวนหนึ่งให้มาร์โค และกล่าวต่อไปว่
"ไปเถิด ทำใจให้กล้าหน่อย ไม่ว่าจะไปที่ไหน เธอจะพบผู้ที่เป็นมิตรกับเธอทุกแห่ง อย่ากลัวอะไรเลย แล้วพบกันใหม่"
มาร์โคไม่รู้จะแสดงความขอบคุณอย่างใดถูก ได้แต่พูดว่า "ขอบพระคุณ" แล้วลาเจ้าของบ้านถือห่อผ้าออกไป ลาเด็กที่พาตนมา แล้วก็ออกเดินมุ่งตรงไปยังเมืองโบคา ในใจเขาเต็มไปด้วยความเศร้าโศกและความตื่นใจขณะที่เดินไปตามถนนที่กว้างใหญ่ และพลุกพล่านด้วยยวดยาน
นับแต่เวลานั้นไปจนกระทั่งกลางคืน เหตุการณ์ที่ได้เกิดขึ้นในวันนั้นเลอะเลือนไปหมด เหมือนกับคนเป็นไข้ ฝันยุ่งไปจนจำไม่ได้ เขาเหนื่อยอ่อนเพลีย กลัดกลุ้มและหมดหวังเสียเป็นที่สุดแล้ว เมื่อได้สืบถามบ้านของสุภาพบุรุษที่มีชื่อตามจ่าหน้าซองจดหมายจนพบ และได้มอบจดหมายของชายชราผู้มีใจอารีให้แล้ว ก็ให้รับจดหมายสำหรับถือไปหาสุภาพบุรุษอีกคนหนึ่งที่เมืองโรสาริโอ เพื่อการเดินทางไปยังคอร์ดดวา ในคืนนั้นได้นอนพักกับคนงานในโรงแรมเล็ก ๆ แห่งหนึ่งในเมืองโบคา รุ่งขึ้นก็ไปนั่งอยู่ที่บนกองไม้รอเรือที่จะมาจนกระทั่งกลางคืน จึงมีเรือบรรทุกผลไม้ไปยังโรสาริโอ เรือลำนี้มีคนเดินเรือเป็นชาวเมืองเวนัวสามคน หน้าตาถูกแดดเผาจนเหมือนกับทองแดง เนื่องด้วยเขาทั้งสามเป็นชาวอิตาเลียนด้วยกัน มาร์โคจึงค่อยรู้สึกสบายใจขึ้น
เรือจะต้องเดินทางตั้งสามวันสี่คืน สำหรับผู้เดินทางน้อย ๆ ผู้นี้ก็ได้แต่นึกแปลกใจเท่านั้น แม่น้ำพรานาใครเห็นเข้าก็ตกใจ ถ้าเอาแม่น้ำโปของอิตาลีที่ว่าเป็นแม่น้ำใหญ่มาเทียบกันเข้า จะเท่ากับท้องร่องเล็ก ๆ เท่านั้น ถ้าจะขยายประเทศอิตาลีให้ยาวออกไปอีก ๔ เท่า ก็ยังไม่ยาวเท่าแม่น้ำนี้
เรือได้แล่นทวนน้ำไปเรื่อย ๆ ตลอดคืนตลอดวันบางครั้งเลี้ยวไปตามเกาะยาว ๆ ซึ่งเกาะเหล่านี้ เมื่อครั้งก่อนเป็นที่อยู่ของงูและเสือ แต่บัดนี้มีต้นส้มและต้นสนขึ้นคลื้ม ดูเหมือนเป็นสวนบนพื้นน้ำ บางครั้งเรือผ่านไปตามคลอดขุดแคบ ๆ บางครั้งก็ผ่านไปบนพื้นน้ำอันเงียบสงบเหมือนกับทะเลสาบ แล้วก็อ้อมเลี้ยวตามเกาะอีกผ่านไปตามป่าไม้ที่ใหญ่โต ชั่วขณะเดียวความเงียบก็เข้ามาครอบงำทั่วบริเวณ บางแห่งมีเนื้อที่ตั้งหลายไมล์
ยิ่งลึกเข้าไป ก็รู้สึกว่าแม่น้ำนี้เหมือนแม่น้ำปิศาจที่ใครเข้ามาเป็นไม่มีหวังรอด แต่เม่ของมาร์โคอยู่สุดลำน้ำนี้ เรือจะเดินไปอีกกี่ปี มาร์โคเป็นไม่หวาดหวั่น เขากับกลาสีกินขนมปังกับเนื้อเค็มวันละ ๒ เวลา กลาสีเห็นหน้าเขาเศร้าโศกจึงไม่ค่อยรบกวนหรือชวนเขาสนทนาด้วย
เวลากลางคืนเขานอนอยู่ที่ปากเรือ ทุกครั้งที่ลืมตาขึ้นมา เห็นแสงจันทร์ซึ่งส่องลงต้องพื้นน้ำ แล้วสะท้อนกลับเป็นสีเงิน แล้วใจคอก็หดหู่ลวไปทันที ใจเขามุ่งอยู่คอร์โดวาเท่านั้น นึก ๆ ไปก็เหมือนเป็นปีศาจที่ตนเคยได้ฟังเมื่อแเวลาเด็ก และเมื่อคิดไปถึงว่า "แม่ก็ได้เคยผ่านที่เหล่านี้ และได้เคยเห็เกาะและฝั่งเหล่านี้เหมือนกัน" เลยทำให้รู้ว่าภาพวิวในแถบนี้ ไม่ผิดกับภูมิลำเนาเดิมของเขาเลย ก็ค่อยคลายความเปล่าเปลี่ยว คืนหนึ่งกลาสีคนหนึ่งร้องเพลงขึ้น เสียงเพลงนี้ทำให้เขาคิดถึงเสียงเพลงที่แม่กล่อมให้นอนในคืนสุดท้าย เขาได้ยินเสียงเพลงนั้นแล้วก็ร้องไห้
กลาสีจึงหยุดร้อง แล้วพูดว่า
"ระวัง ระวัง เป็นอะไรไป ลูกผู้ชายชาวเมืองเยนัวนั้น เมื่อไปตกอยู่ต่างประเทศ ก็ร้องไห้ด้วยหรือ ลูกผู้ชายชาวเมืองเยนัว จะต้องเดินทางได้ทั่วโลก และไม่ว่าจะไปถิ่นที่ใด ต้ององอาจอยู่เสมอ"
ได้ยินคำพูดเช่นนี้ ตัวเขาสั่นไปหมด น้ำใจของชาวเยนัวกลับคืนมาหาเขา เขาเงยหน้าขึ้นและใช้กำปั้นทุบที่หางเสือแล้วพูดว่า
"ดีแล้ว ไม่ว่าจะเดินทางไปไกลอีกสักเท่าใดเราก็ไม่ต้องกลัว และแม้จะเดินทางไปกี่ร้อยไมล์ก็ไม่สำคัญ จะต้องหาแม่ให้พบจนได้ ไป ไป แม้จะตายก็ไม่ต้องกลัว ขอให้ได้ตายอยู่ข้างเท้าของแม่ก็แล้วกัน ขอให้ได้เห็นแม่ก็ใช้ได้ ไป ไป"
เขาตกลงใจดังนี้แล้ว ในตอนเช้ารุ่งขึ้นก็ถึงเมืองโรสาริโอ วันนั้นอากาศหนาวมาก ดวงอาทิตย์ซึ่งกำลังขึ้นทางทิศตะวันออกดูสุกแดงเหมือนกับเลือด เมืองนี้ตั้งอยู่ริมแม่น้ำพรานา ที่ปากอ่าวมีเรือจอดอยู่หลายลำซึ่งเป็นของชาวต่างประเทศ เงาธงกระจายปะปนอยู่บนพื้นน้ำ
พอขึ้นบก เขาก็หิ้วกระเป๋าตรงไปเที่ยวหาท่านสุภาพบุรุษ คนที่สุภาพบุรุษในโบคาแนะนำ เมืองโรสาริโอก็เหมือนเมืองอื่น ๆ ที่เขาผ่านมาแล้ว ถนเป็นเส้นครงและกว้าง ทั้งสองข้างถนนเป็นบ้านเตี้ย ๆ ทาสีขาว หลังติดต่อกันเป็นพืด สายไฟฟ้าบนหลังคาบ้านถี่เหมือนกับใบแมลงมุม เสียงผู้คนและยานพาหนะหนวกหูจนปวดศีรษะ เหมือนกับว่าเขาได้กลับมายังเมืองเบียวโนส์แอร์อีก ดูไม่ผิดกับคราวไปเที่ยวหาอาของเขาเลย เขาเดินทื่อ ๆ ไปตั้งชั่วโมง เลี้ยงไปกี่ครั้ง ๆ แล้ว ก็ดูเหมือนยังคงอยู่ที่เก่านั่นเอง เขาถามทางจากคนอื่นตั้งหลายครั้งหลายคราว ที่สุดก็หาบ้านของสุภาพบุรุษนั้นได้ พอกดกระดิ่งก็มีคนใช้อ้วนหัวโตหน้าดุออกมาคนหนึ่ง ใช้ภาษาเป็นสำเนียงชาวต่างประเทศถามว่ามาธุระอะไร และเมื่อมาร์โคบอกว่าต้องการจะพบกับเจ้าของบ้าน เขาก็ตอบว่า
"เจ้าของบ้านยังไม่อยู่บ้าน เขาไปเมือ่งเบียวโนส์แอร์พร้อมกับครอบครัวตั้งแต่เมื่อวานนี้เองแล้ว"
มาร์โคก็ไม่รู้จักภาษาดี ได้ยายามพูดว่า
"แต่ผม นอกจากที่นี่แล้ว ที่อื่นก็ไม่มีใครชอบพอกันเลย ผมมาแต่คนเดียวเท่านั้น!" พูดแล้วยื่นใบแนะนำซึ่งได้ติดตัวมานั้นส่งให้ คนใช้นั้นได้พูดอย่างหยาบคายว่า
"ข้าไม่รับ อีกเดือนหนึ่งเจ้าของบ้านจะมาจัดการส่งให้เขาเองก็แล้วกัน"
"แต่ผมมาคนเดียวจะให้ผมทำอย่างไรดีเล่า" มาร์โคได้กล่าวในทำนองอ้อนวอน
"เอ๊ะ ยังพูอยู่อีก คนชาติเดียวกับแกที่นี่ก็มีมากไม่ใช่หรือ ไม่ให้พ้น ไปเร็ว ๆ ถ้าต้องการจะขอทานก็ไปขอทานชาวอิตาลีซิ"
พูดแล้วก็ปิดประตู
มาร์โคยืนนิ่งอยู่ที่หน้าบ้านนั้นเหมือนกับตุ๊กตาหิน ไม่มีวิธีใดอีกแล้ว เขาถือห่อเสื้อผ้าออกมา รู้สึกเศร้าโศกเป็นอย่างยิ่ง ใจคอเหมือนกับลมบ้าหมู จะทำอย่างไรดี จะไปที่ไหนดี จากโรสาริโอไปถึงคอร์โดวาจะต้องนั่งรถไปตั้งวัน ทั้งเนื้อทั้งตัวเขามีเงินอยู่เพียงเหรียญเดียว แล้ววันนี้เล่า จะหาอาหารได้จากที่ไหน นอกจากจะใช้เงินจำนวนที่เหลืออยู่ซื้อ ทำงานหรือ? แต่จะไปหางานกับใคร ขอท่านเขากินหรือ? ไม่ไหว จะให้เขาขับไล่พร้อมกับด่าว่า และดูหมิ่นดังที่เป็นมาเมื่อสักครู่นี้หรือ? ไม่ไหว ตายเสียยังจะดีกว่า เขานึกไปพลางเดินไปตามถนนอันยาวยืดนั้นไปพลาง ความมานะของเขาเสื่อมหายไปเกือบหมด เขาวางห่อเสื้อผ้าลงข้างถนน เอามือทั้งสองกุมศีรษะไว้ แสดงลักษณะของคนหมดหวังเสียแล้ว
ทันใดนั้นรู้สึกเหมือนมีเท้าของคนเดินถนนมากระทบตัวเขา เสียงรถแล่นไปมาดังโครมคราม มีพวกเด็ก ๆ ยืนมุงดูเขาอยู่ข้าง ๆ โดยรอบ แต่เขาทำเฉยเสีย แล้วก็มีเสียงถามด้วยภาษชาวพื้นเมืองเยนัวว่า
"เป็นอะไรไป ทำมมานั่งอยู่ที่นี่?" มาร์โคตกใจมาก แหงนหน้าขึ้นมองดูผู้ถามแล้วร้องขึ้นว่า
"ท่านหรือนี่?"
ชายนั้นคือผู้เฒ่าชาวเมืองลอมบาร์ดี ซึ่งเป็นผู้ที่ชอบพอกับเขาในระหว่างการเดินทางกลางทะเลนั่นเอง
ความตกตะลึงของชายแก่นั้น ไม่น้อยไปกว่ามาร์โคเลย มาร์โคไม่ทันรอให้ชายแก่นั้นถามซ้ำอีก ก็เล่าเรื่องให้ฟังโดยตลอด
"เวลานี้ผมไม่มีเงินติดตัวเลย จำเป็นจะต้องหางานทำ ขอให้หางานอะไรให้ผมทำพอที่จะได้เงินใช้บ้าง ไม่ว่างานอะไรผมยอมทำทั้งนั้น ขนขยะ กวาดถนน งานรับใช้ หรือทำนาผมไม่เลือก เพียงแต่มีขนมปังดำให้กิน และให้ได้ค่าเดินทางไปหาแม่ก็พอ โปรดหาให้ผมทีเถิด เพราะนอกจากนี้ก็ไม่มีทางอะไรที่ดีกว่าแล้ว"
ชายแก่มองดูรอบข้างแล้วเกาหัว
"มันลำบากเหลือเกิน งานการ ใช่ว่าจะหาได้ง่าย ๆ หาวิธีใหม่ดีกว่า มีชาวประเทศเดียวกันอยู่ที่นี่มาก เงินจำนวนเล็กน้อยเท่านั้น คงพอหาวิธีที่จะหาได้ ตามฉันมาซิ" แล้วแกก็ออกเดินนำหน้าไป
ความหวังนี้ทำให้มาร์โครู้สึกเหมือนได้รับคำปลอยโยนอย่างดี ถือห่อผ้าเดินตามหลังชายแก่ เขาทั้งสองเดินไปตามถนนสายยาวเงียบ ๆ พอถึงที่พักคนเดินทางแห่งหนึ่ง ชายแก่ก็หยุดที่บนป้ายของที่พักนั้นข้างบนเขียนเป็นรูปดาว แล้วข้างล่างเขียนเป็นภาษาอิตาลีว่า "ดาราแห่งอิตาลี" ชายแก่มองดูภายในทั่วแล้ว ก็หันกลับมาพูดกับมาร์โคว่า "กำลังเหาะทีเดียว"
เมื่อเข้าไปถึงห้องใหญ่ห้องหนึ่ง ข้างในมีโต๊ะเก้าอี้ตั้งอยู่เกะกะ มีคนนั่งดื่มสุราอยู่หลายคน ชายแก่ชาวลอมบาร์ดิได้เดินไปยังโต๊ะตัวหนึ่ง ตามลักษณะที่แกเข้าไปร่วมสนทนากับคนทั้งหกซึ่งนั่งประโต๊ะอยู่ก่อนแล้วนั้น ดูเหมือนว่าก่อนหน้านี้ไม่นานนัก ชายแก่ผู้นี้คงได้คุยสนุกเฮฮาและดื่มสุรากันอยู่กับเขาทั้งหก และเพิ่งละจากวงเมื่อไปพบกับเขานี่เอง
ชายแก่มิได้กล่าวคำนำอะไร ได้พามาร์โคไปแนะนำให้พวกเขารู้จักว่า
"ท่านทั้งหลาย เด็กคนนี้เป็นชาวประเทศเดียวกันกับเรา เนื่องด้วยต้องการจะมาหาแม่ ได้เดินทางจากเมืองเยนัวมายังเมืองเบียวโนส์แอร์ และเมื่อมาถึงที่นั่นแล้ว ได้ทราบว่าแม่ได้ย้ายที่อยู่ที่คอร์โดวาเสียก่อนหน้าแล้ว และเมื่อได้รับการแนะนำจากคนอื่น ได้โดยสารเรือบรรทุกสินค้า เดินทางาสามวันสามคืนจึงได้มาถึงที่นี่ แต่เมื่อได้เอาจดหมายนำตัวไปแสดงต่อผู้มีชื่อคนหนึ่งที่บ้าน คนใช้ในบ้านได้ไล่เขาออกมาเสีย ไม่รับรู้ในการทั้งปวง นอกจากไม่มีเงินแล้ว ในเมืองนี้เขายังไม่รู้จักกับใครด้วย และกำลังได้รับความลำบากอยู่ เราจะมีวิธีอะไรช่วยเหลือเขาบ้าง เพียงแต่มีค่ารถไปถึงคอร์โดวา ไปพบแม่เขาได้ก็ดีแล้ว พวกเราจะไม่คิดช่วยเหลือเขาบ้างเทียวหรือ การที่จะทอดทิ้งเขาเหมือนกับสุนัขนั้น เป็นการไม่สมควรอย่างยิ่ง"
"ปล่อยให้เป็นอย่างนั้นได้หรือ? ไม่ได้ พวกเราต้องช่วยเหลือตามสติกำลังของเรา" ทั้งหกคนนั้นร้องขึ้นและใช้มือทุบโต๊ะพร้อมกัน
"พวกเราล้วนเป็นเพื่อนร่วมชาติ พวกเราทำงานอยู่ที่นี่ทุกคน หนูมานี่ น่ารักเสียด้วย ใครมีเงินเอาออกมา เก่งเหลือเกิน มาคนเดียวก็ได้ กล้าเหลือเกิน ดื่มนี่เสียแก้วหนึ่งก่อน ไม่ต้องเป็นทุกข์ พวกเราจะส่งเธอไปหาแม่เธอให้ได้ ไม่ต้องเป็นทุกข์"
คนหนึ่งลูบศีรษะมาร์โค อีกคนหนึ่งตบไหล่ อีกคนหนึ่งฉวยห่อผ้าจากมือเขามาถือไว้ คนงานที่โต๊ะอื่น ๆ ก็เข้ามารวมด้วย ในห้องข้าง ๆ มีชาวอาร์เยนไตน์สามคนได้ยินเสียงเอะอะก็ออกมาดู ชายแก่ได้ถือหมวกเดินไปเที่ยวเรี่ยไรจากคนที่อยู่นั้นเพียง ๑๐ นาทีก็ได้เงินตั้ง ๘ เหรียญ ๔๐ เซนต์ เมื่อรวบรวมเงินได้พอแล้วนำมามอบให้กับมาณืโค พร้อมกับพูดว่า
"ดูซิ เมื่อมาถึงอเมริกา ไม่ว่าอะไรมันง่ายทั้งนั้น"
อีกคนหนึ่งยื่นแก้วให้มาร์โคแล้ว่า
"ดื่มแก้วนี้ให้หมด เพื่ออวยพรในความแข็งแรงของแม่เธอ" แล้วทุกคนพร้อมกันยกถ้วยขึ้น มาร์โคกล่าวทวนคำพูด
"ขอให้แม่ผมแข็งแรง......"
ในใจเขาเต็มตื้นไปด้วยความขอบคุณ ซึ่งไม่สามารถจะแสดงด้วยวาจาได้ เขาวางถ้วยแก้วลงบนโต๊ะแล้วกอดคอชายแก่ไว้แน่น
เช้าตรู่ของวันรุ่งขึ้น มาร์โคก็ออกเดินทางไปยังคอร์โดวา ความรู้สึกของเขาเวลานั้นเต็มไปด้วยความร่าเริง และซาบซึ้งต่อไมตรีจิตที่ได้รับจากผู้มีพระคุณต่อเขา แต่ที่ราบของอเมริกาทุกแห่งในเวลานั้นมีแต่ป่าร้าง ไม่มีภาพวิวที่น่าชมเลย อากาศก็แห้งแล้ว รถไฟได้แล่นผ่านที่ร้างอันว่างเปล่า ซึ่งนาน ๆ จะเห็นบ้านสักหย่อมหนึ่งอย่างน่าเบื่อหน่าย รถตู้ซึ่งยาวเหยียดมีคนนั่งอยู่คนเดียว ดูเหมือนจะเป็นรถบรรทุกคนเจ็บ มองไปทางซ้ายขวาล้วนเป็นป่าแลไปไม่มีที่สิ้นสุด มีแต่ต้นอไม้ที่มีกิ่งและลำต้นคดงดอย่างน่าหัวเราะขึ้นอยู่ทั่วทุกแห่ง สภาพอันวังเวงที่ไม่เคยชินแก่ตาทำให้รู้สึกเหมือนกำลังเดินทางอยู่ตามป่าช้า
นอนหลับไปสักครึ่งชั่วโมง แล้วตื่นขึ้นมองดูรอบข้าง ภาพที่เห็นก็ยังเหมือนกับที่ผ่านมาแล้ว ตามสถานีรถไฟที่หยุด ระหว่างทางไม่ใคร่มีผู้คนเหมือนกับอยู่ในป่าช้า เมื่อรถขอดก็ได้ยินเสียงมนุษย์พูดกันเพียงไม่กี่คน ซึ่งโดยมากเป็นคนประจำสถานี และพนักงานประจำในรถไฟ
เมื่อถึงสถานีหนึ่ง ๆ รู้สึกว่าภูมิประเทศของมนุษย์ได้หมดไปแล้ว ถ้าขืนไปต่อไปอีกก็คือที่ป่าอันแปลกประหลาดแน่ทีเดียว ลมหนาวพัดมาต้องหน้าจนรู้สึกชาไปหมด การเดินทางในเดือนเมษายนเช่นนี้ ไม่ได้คิดถึงเลยว่าจะต้องประสบกับลมหนาวในอเมริกา มาร์โคยังคงสวมเครื่องนุ่งห่มสำหรับฤดูร้อนอยู่
เวลาล่วงไปอีกหลาย ๆ ชั่วโมงเข้า มาร์โคต้องอดทนต่อความหนาวอย่างน่าสงสาร และไม่แต่หนาวเท่านั้น ความเหนื่อยเพลียซึ่งเนื่องจากการเดินทางมาตั้งหลายวันก็เลยหลับไป จิตใจไม่สบาย ความหวาดหวั่นได้เข้ามาครอบงำจนเกือบหมดสติ ตนเองจะตายเสียในระหว่างกรเดินทางนี้เสียละกระมัง ร่างกายของตนจะถูกทอดทิ้งอยู่ตามป่าเป็นอาหารขอนกและสัตว์ทีเดียวหรือ? ในครั้งกระโน้นได้เคยเห็นสุนัขหรือนกฉีกกินทรากศพวัวและม้าที่ตาย บัดนี้ตนเองจะกลับเป็นสิ่งเหล่านั้นแน่ละหรือ? ในชณะที่อยู่กลางป่าร้างอันเงียบสงัดนี้ ความนึกคิดต่าง ๆ เหล่านี้วนเวียนอยู่ในสมองของเขา ความคิดอันไม่เป็นสาระรบกวนความรู้สึก ทำให้มองเห็นแต่ส่วนมืดของเหตุการณ์เท่านั้น
จะเชื่อได้หรือว่า เมื่อไปถึงคอร์โดวาแล้วก็จะได้พบแม่? และถ้าแม่ไม่อยู่ในคอร์โดวาจะทำอย่างไรต่อไป? และถ้าสุภาพบุรุษผู้นั้นฟังผิดไปแล้วจะทำอย่างไร! มาร์โคได้นอนหลับไปในความคิดอันไม่เป็นสาระนี้ เขารู้สึกเหมือนได้ไปคอร์โดวาในเวลาฝัน ขณะนั้นเป็นเวลากลางคืน ตามประตูและหน้าต่างของบ้านต่าง ๆ ได้ยินแต่เสียงตอบว่า "แม่ของเธอไม่อยู่ที่นี่" เมื่อตกใจตื่นขึ้น ก็เห็นในที่นั่งตรงข้ามตนนั้นมีคนไว้หนวดสามคน สวมเสื้อคลุมยาวพูดกระซิบกระซาบกัน แล้วหันมาจ้องดูเขา โจรผู้ร้ายแน่! จะมาฆ่าเราและชิงเอาของ ๆ เรากระมัง ความสงสัยนี้ได้ปรากฎขึ้นในสมองของเขา จิตใจไม่สบาย ความหนาวประกอบด้วยความกลัว ทำให้ความนึกคิดยิ่งพลาดไปใหญ่ คนทั้งสมได้เดินเข้ามาใกล้ตัวเขา เขาเกือบจะเป็นบ้าชูมือตรงไปหาชายคนนั้น แล้วร้องขึ้นว่า
"ผมไม่มีข้าวของอะไร ผมเป็นเด็กจน ๆ มาจากอิตาลีดดยลำพังคนเดียว เพื่อจะมาตามหาแม่ ขออย่าได้ทำร้ายผมเลย"
ผู้โดยสารทั้งสามเห็นมาร์โคยังเป็นเด็ก ก็เกิดความสงสาร ได้พยายามปลอบโยนเขา และสนทนากับเขาถึงเรื่องต่าง ๆ แต่เขาก็ไม่รู้เรื่อง พวกเขาเห็นมาร์โคหนาวจนปากสั่น ก็เอาผ้าห่ม ๆ ให้แล้วบอกให้นอนลง
มาร์นอนหลับต่อไปอีก และเมื่อผู้โดยสารสามคนปลุกเขาตื่นขึ้นนั้น รถไฟก็ได้มาถึงคอร์โดวาแล้ว
เขาถอนหายใจยาว แล้ววิ่งลงจากรถไฟ เข้าไปถามที่อยู่ของนายช่าวเมคคิวเนสจากพนักงานรถไฟ เจ้าพนักงานได้บอกชื่อโรงสวดแห่งหนึ่ง และบอกว่าบ้านของนายช่างผู้นี้อยู่ที่ข้งโรงสวดนั้น แล้วเขาก็รีบเดินไปโดยเร็ว
ขณะนั้นเป็นเวลากลางคืน เขาเดินเข้าไปในตลาดรู้สึกเหมือนเป็นการเข้าไปในเมืองโรสาริโออีก มีถนนตรงและขวางสลับกัน ทั้งสองข้างเต็มไปด้วยบ้านขาวและเตี้ย แต่มีคนเดินถนนน้อยเหลือเกิน เพียงแต่ได้เห็นผู้คนหน้าแปลก ๆ ใต้แสงไฟโดยบังเอิญเท่านั้น เดินพลางมองดูไปพลาง แล้วก็เห็นโรงสวดแห่งหนึ่ง ซึ่งก่อสร้างเป็นแบบพิเศษ ภายใต้ท้องฟ้าในราตรีกาล แม้ตลาดก็เงียบเหงาและมืดมัว แต่สำหรับนัยน์ตาของผู้ที่เดินทางมาจากป่าร้างอันวังเวงนั้น ก็ยังรู้สึกครึกครื้นมาก เมื่อได้พบกับบาดหลวงคนหนึ่งจึงเข้าไปถามทาง เขาได้ใช้มือซึ่งสั่นอยู่นั้นกดกระดิ่งที่หน้าประตูและอีกมือหนึ่งกดลงตรงหัวใจ ด้วยรู้สึกว่ามันจะกระโดดขึ้นมาถึงคอ
หญิงแก่คนหนึ่งได้ถือตะเกียงลงมาเปิดประตู มาร์โคพูดอะไรไม่ออกอยู่ชั่วขณะ
"เธอมาหาใคร?" หญิงแก่ถามเขา
"ท่านเมคคิวเนส" มาร์โคตอบ
หญิงแก่สั่นศีรษะ
"เธอมาหาท่านเมคคิวเนสหรือ? น่ารำคาญเหลือเกิน ภายในระยะสามเดือนนี้ไม่รู้ว่าได้เสียคำพูดอันไม่เป็นสาระตอบคำถามอย่างนี้ไปเท่าใดแล้ว ในหนังสือพิมพ์ก็ยังลงแจ้งความ ถ้าไม่เห็น ที่หัวเลี้ยวของถนนก็มีแจ้งความของเขาว่าได้ย้ายไปอยู่ที่ตูคูมันแล้ว"
มาร์โคหมดหวังไปทันที ใจคอเหมือนกับด้ายป่านที่กำลังยุ่ง
"มีใครคอยแข่งเราอยู่เสมอ ถ้าไม่ได้เห็นหน้าแม่ก็เห็นจะต้องล้มตายที่ถนนนี้เอง เราจะต้องบ้าแน่ แต่ตายเสียดีกว่า" เขารำพึงในใจ แล้วถามหญิงแก่ว่า "คุณยายกรุณาบอกผมอีกครั้งว่า ที่นั่นเขาเรียกว่าอะไร? อยู่ไหน? จากนี่ไปถึงที่นั่นไกลสักเท่าใด?"
หญิงแก่กล่าวด้วยความสงสารว่า
"โธ่ น่าสงสาร ไม่ไหวแน่ จากนี่ไปถึงที่นั่นอย่างน้อยก็ ๔-๕ ร้อยไมล์"
"เมื่อเช่นนั้น ผมจะทำอย่างไรดี " มาร์โคถาม แล้วร้องไห้
"จะให้ฉันทำอย่างไร? น่าสงสาร เดี๋ยวรอให้ฉันมองหาวิธีดูก่อน"
หญิงแก่พูด แล้วก็นิ่งเป็นทีตรอง
"อ้อ ! ได้แล้ว ! วิธีนี้เธอจะเห็นเป็นอย่างไรบ้าง จากถนนนี้ไปทางขวา หน้าบ้านห้องที่สามนั้นมีที่ว่างอยู่แห่งหนึ่ง ที่นั่นมีคนหนึ่งเป็นหัวหน้าพ่อค้า พรุ่งนี้เขาจะนำเกวียนไปยังตูคูมัน เธอไปช่วยเขาขนของบ้าง แล้วขออาศัยเกวียนเขาไป เขาก็คงไม่ปฏิเสธหรอก ลองดูซี"
มาร์โคหิ้วห่อเสื้อผ้า ไม่ทันได้แสดงความขอบใจก็วิ่งไปยังที่ว่างนั้น เห็นที่นั่นสว่างไปด้วยแสงไฟ มีคนเป็นอันมากกำลังขนกระสอบข้าวสารบรรจุรถ และคนที่มีหนวดสวมเสื้อคลุมและทอปบู๊ตยาวคนหนึ่ง ยืนบัญชาการอยู่ข้าง ๆ
มาร์โคเดินเข้าไปใกล้ชายคนนั้น แสดงความประสงค์ของเขา ด้วยความเคารพอย่างยิ่ง แสดงความประสงค์ของเขา ด้วยความเคารพอย่างยิ่ง และได้อธิบายถึงเหตุที่เขาเดินทางจากอิตาลีมาหาแม่นั้นให้เขาฟัง
"หัวหน้า" ใช้สายตาอันคมองดูมาร์โคตั้งแต่หัวไปจนถึงปลายเท้าอยู่ครู่หนึ่ง แล้วตอบอย่างไม่เอาใจใส่ว่า
"ไม่มีที่ว่าง"
แต่มาร์โคก็คงอ้อนวอนต่อไปอีก
"ผมมีเงินอยู่ ๓ เหรียญ ผมยอมให้ท่านและไปตามทางจะยอมช่วยทำงานให้ท่านอีก ช่วยหาน้ำและหญ้าให้สัตว์ของท่านส่วนขนมปังนั้นขอกินแต่เล็กน้อยเท่านั้น ขอให้หัวหน้าพาผมไปด้วยก็แล้วกัน
"หัวหน้า" ได้มองดูเขาต่อไปอีก แล้วก็เปลี่ยนเป็นลักษณธที่ค่อนข้างสนิทสนมกล่าวว่า
"ความจริงมันไม่มีที่ว่าง อีกประการหนึ่งพวกเราก็ไม่ใช่ไปตูคูมัน แต่จะไปยังซานติเอโกเดลล์เอสเตรโร แม้เธอจะไปด้วย ก็จะต้องลงรถกลางทางแล้วเดินทางต่อไปอีก"
"อ๋อ จะเดินทางต่อไปอีกมากน้อยเท่าใดก็ไม่เป็นไร ผมเดินได้ ขอท่านอย่าได้เป็นห่วงเลย ขอให้ท่านเมตตาต่อผม ช่วยหาที่ว่างให้ผม ผมขอความกรุณาจากท่านอยู่ทิ้งผมไว้ที่นี่เลย"
"นี่ เราจะต้องเดินทางตั้ง ๒๐ วันเจียวนะ"
"ไม่สำคัญหรอกครับ"
"และมันเป็นการเดินทางที่ลำบากยิ่ง"
"ไม่ว่าจะลำบากสักเพียงไหน ผมก็ยอมทั้งนั้น"
"แล้วต่อไปจะต้องเดินทางไปคนเดียวเล่า"
"ขอให้ได้พบกับแม่เท่านั้น ผมยอมอดทนต่อความลำบากทุกอย่าง ขอให้ท่านยอมให้ผมไปด้วยเถิด
"หัวหน้า" ได้ชูตะเกียงขึ้นส่องดูหน้ามาร์โค แล้วพูดว่า "ได้"
มาร์โคได้จูบฝ่ามือเขา
"คืนนี้ เธอนอนอยู่บนเกียนบรรทุกของนี้ก็แล้วกัน พรุ่งนี้ ๐๔.๐๐ น. ก็จะต้องออกเดินทาง"
"หัวหน้า" พูดแล้วก็เดินไป
รุ่งขึ้น ๐๔.๐๐ น. ขบวนเกวียนบรรทุกสินค้าเคลื่อนเดินทางไปโดยอาศัยความสว่างจากแสงดาว เกวียนคันหนึ่งใช้วัวลาก ๖ ตัว และคันสุดท้ายที่สุดนั้นยังผูกวัวเอาไว้สำหรับผลัดเปลี่ยนตามไปอีกเป็นจำนวนมาก
มาร์โคได้ถูกปลุกให้ตื่นขึ้น เขานั่งอยู่บนกระสอบข้าวเปลือกลูกหนึ่ง รถก็ได้มาหยุดอยู่ที่ที่สงัดแห่งหนึ่ง แดดกำลังส่งแสงกล้า พวกพ่อค้าก่อไฟขึ้น ย่างขาวัวเล็ก ๆ แล้วก็นั่งล้อมอยู่รอบกองไฟ ไฟถูกลมพัดโบกอยู่ไปมา เมื่อทุกคนกินอาหารแล้ว ก็นอนพักอยู่ครู่หนึ่ง แล้วเริ่มเดินทางเป็นขบวนต่อไป เป็นระเบียบเรียบร้อยเหมือนทหาร เช้า ๐๕.๐๐ น. ออกเดินทาง ๙.๐๐ น. หยุดพัก ๑๗.๐๐ น. ออกเดินทางอีกและไปพักเอาเมื่อ ๒๒.๐๐ น. มีคนถือหอกขี่ม้าไล่วัวอยู่หลัง มาร์โคเป็นผู้ช่วยก่อไฟย่างเนื้อหาหญ้าให้สัตว์ ขัดตะเกียงน้ำมันและหาน้ำสำหรับดื่ม
ภูมิประเทศแห่งนั้น ได้ปรากฎอยู่ตรงหน้าเขาเหมือนกับเงาในความฝัน มีต้นไม้เล็กสีแดงดำ มีตำบลบ้านที่มีบ้านสีแดงปลูกอยู่เรียงกัน และยังมีนาเกลืออันมองเห็นแต่สีขาวสะอาดเป็นอาณาเขตสุดลูกหูลูกตา ไม่ว่าจะมองไปทางไหน ไม่ว่าจะเดินไปอีกไกลสักเท่าใด ไม่พ้นเขตป่าร้างอันเงียบสงัดวังเวงไปได้เลย บางครั้งก็พบคนขี่ม้าจูงม้าป่ามาเป็นฝูง ๆ วิ่งไปเหมือนกับพายุ วันหนึ่ง ๆ ผ่านไปคล้ายกับอยู่ในทะเล เหนื่อยและอ่อนเพลียจนพูดไม่ถูก มีแต่อากาศซึ่งค่อนข้างสดชื่เพราะสายลมซึ่งพอจะนับว่าเป็นเคราะห์ดีได้ พวกเดินทางได้ค่อย ๆ โหดร้ายต่อมาร์โคยิ่งขึ้น ได้แกล้งใช้ให้เขาขนหย็าจนเขาขนแทบไม่ไหว ให้ไปตักน้ำที่ไกล ๆ และใช้เขาเหมือนหนึ่งทาส มาร์โคเหนื่อยและเพลียมาก กลางคืนก็นอนไม่ใครหลับ ร่างกายโยกไปโยกมาด้วยความขรุขระของทาง เสียงล้อเกวียนดังจนเกือบหูหนวก และลมได้พัดเรื่อยไม่หยุดหย่อน พาฝุ่นเข้าปากและตา ทำให้ตาแทบลืมไม่ขึ้น การหายใจก็อึดอัด ความลำบากเกิดแก่เขาเหลือที่จะบรรยาย เนื่องด้วยความเหน็ดเหนื่อยและได้นอนหลับไม่พอ จึงทำให้ร่างกายเขาอ่อนเพลียมาก เนื้อตัวมีแต่ขึ้ฝุ่น และเช้า ๆ เย็น ๆ ยังถูกด่าและถูกตีอีกด้วย ความมานะของเขาเสื่อมคลายลงทุก ๆ วัน ถ้าหากไม่มีหัวหน้าผู้ที่คอยปลอบโยนเขา แสดงอาการสนิทสนมกับเขาแล้ว กำลังความสามารถของเขาคงไม่มีเหลืออยู่เลย เขาได้แอบซ่อนอยู่ตรงมุมเกวียน เอาห่อผ้ามาบังหน้าร้องไห้ ทุกเช้าที่เขาตื่นขึ้นมา ให้รู้สึกว่าร่างกายได้อ่อนแอลงทุกวัน ๆ เมื่อมองไปทั้งสี่ด้านก็เห็นแต่ป่าร้าง อันไม่สิ้นสุด ซึ่งเหมือนกับมหาสมุทรของพื้นแผ่นดิน
"โธ่เอ๋ย! เราเห็นจะอยู่ต่อไปไม่ได้ถึงคืนนี้แล้ว เห็นจะอยู่ถึงคืนนี้ไม่ได้แล้ว คงจะต้องตายอยู่กลางทางนี้เอง" เขาพูอยู่เช่นนี้เสมอ
ต้องถูกช้ให้ทำงานมากขึ้นทุกวัน ความทารุณยิ่งร้ายแรงขึ้น เช้าวันหนึ่งเมื่อ "หัวหน้า" ไม่อยู่ คนงานคนหนึ่งหาว่าเขาหาน้ำมาช้าเกินไป แล้วก็ตีเขาและให้คนอื่น ๆ ผลัดกันเตะแล้วด่าว่า
"เอาอ้ายนี่แน่อ้ายสัตว์ เอาอ้ายนี่ไปให้แม่เอ็งเถิด"
เขารู้สึกเจ็บใจเป็นอย่างยิ่ง แล้วที่สุดก็ล้มเจ็บเป็นไข้ตัวร้อนตลอดสามวัน เอาอะไรอย่างหนึ่งมาทำต่างผ้าห่มคลุมนอนอยู่ในรถ นอกจขาก "หัวหน้า" ซึ่งบางครั้งเอาน้ำมาให้เขาดื่มหรือจับชีพจรเขาดู แล้วก็ไม่มีใครเหลียวแลดูเขาเลย เขาเข้าใจว่าเขาใกล้ความตายเข้ามาแล้ว จึงได้แต่พรำ่เรียกชื่อแม่ไม่ขาดปาก
"แม่ - แม่ - แม่ มาหาลูกเร็ว ๆ หน่อย ผมจะตายแล้ว แม่ - จะไม่ได้เห็นหน้าแม่อีกแล้ว แม่จ๋า - ผมจะตายอยู่ข้างถนนนี้แล้ว!"
เขาพนมมือขึ้นกับหน้าอกอธิษฐาน ขอให้เขาได้พบแม่เสียก่อนแล้วจะตายก็ไม่ว่า ต่อมาอาการเขาก็ค่อยดีขึ้นและประกอบกับได้รับการดูแลจาก "หัวหน้า" เป็นอย่างดี ไม่ช้าก็หายเป็นปกติ
พอเขาหายจากอาการป่วย วันซึ่งลำบากที่สุดในการเดินทางก็มาถึง ขบวนเกวียนได้เดินทางมาเป็นสองอาทิตย์และเวลานี้ถึงทางแยกที่จะไปซานติอาโกเดลล์เอสเตอโรแล้ว มาร์โคจำเป็นต้องแยกทางจากพวกเกวียน เดินทางไปตูคูมันแต่ผู้เดียว "หัวหน้า" พูดกับเขาว่าคงจะได้พบกันใหม่และชี้ทางเดินให้เขา และช่วยยกห่อเสื้อผ้าขึ้นวางลงบนบ่า เพื่อสะดวกแก่การเดินทาง เขารู้สึกสงสารมาร์โค แต่ด้วยความจำเป็นจึงช่วยเหลืออะไรไม่ได้ มาร์โคไม่มีโอกาสได้จูบมือของ "หัวหน้า" เลย การที่จะลาพวกที่ทารุณต่อเขานั้น แม้จะเป็นการกระทำที่ฝืนความเจ็ช้ำน้ำใจอย่างที่สุด แต่กระนั้นเมื่อจะจากไปเช่นนี้ เขาก็ได้ลาพวกเหล่านี้ทุกคน พวกเหล่านี้ได้โบกมือให้แก่เขา มาร์โคมองดูกองเกวียนจนลับหายไปจากสายตา จึงได้เดินทางของตนต่อไปอย่างระโหยโรยแรง
ระหว่างเดินทางเขาค่อยสบายใจขึ้นบ้าง เมื่อได้เดินทางไปตามป่าร้างอันเงียบเหงาและวังเวงตั้งหลายวันแล้ว ได้มาเห็นภูเขาและเขียว ยอดเขามีหิมะขาวปกคลุมอยู่เหมือนกับภูเขาหิมาลัย เห็นภาพเช่นนี้ทำให้รู้สึกเหมือนว่าได้เห็นภูมิประเทศอิตาลี บ้านเกิดเมืองนอนของตน ภูเขาลูกนี้เป็นเทือกของทิวเขาแอนดีส์ เป็นกระดูกสันหลังของทวีปอเมริกา ทางใต้จรดเทียรา เดลพิโก ทางเหนือไปจรดทะเลน้ำแข็งแห่งขั้วโลกเหนือ ติดต่อกันเหือนสายโซ่
การเดินทางมุ่งตรงไปทางเหนือทุกวัน ๆ เช่นนี้ได้ค่อย ๆ ใกล้แถบร้อนเข้าไปทุกที อากาศก็ค่อยอบอุ่นขึ้นทำให้เขาค่อยรู้สึกสบาย ตามระยะทางมีหมู่บ้านเล็ก ๆ ที่พอหาซื้ออาหารได้ บางครั้งพบคนขี่ม้า และบางครั้งก็เห็นผู้หญิง หรือเด็กนั่งอยู่บนมูลดินมองดูเขาผ่านไป หน้าคนเหล่านั้นดำเหมือนดิน ตาแหลมเฉียงกระดูกกรามนูนเป็นชนชาติอินเดียนแดงทั้งสิ้น
วันแรก มาร์โคเดินไปได้อย่างรวดเร็ว กลางคืนนอนพักตามใต้ต้นไม้ วันที่ ๒ กำลังหมดไปบ้าง เดินทางไม่ได้ไกล เท้าก็เจ็บ และเนื่องด้วยกินอาหารไม่เป็นเวลา ธาตุเลยไม่เป็นปกติ จึงต้องพักนอนด้วยความหวาดหวั่นใจเป็นกำลัง
เวลาที่อยู่ในอิตาลี เคยได้ยินว่าในบริเวณนี้มีงูพิษชุกชุม หูจึงมักได้ยินเสียงงูเลื้อยคลานไปมา ในเวลาใดที่ได้ยินเสียงเช่นนี้ เขาหยุดนิ่งแล้วก็รีบวิ่งหนีไปให้พ้นโดยเร็ว ความกลัวของเขาสุดที่จะบรรยายได้ บางครั้งถูกกวนด้วยความเศร้าโศก เดินพลางร้องไห้พลาง ในเวลานั้นเขามักรำพึงว่า "โธ่แม่จ๋า ! ถ้ารู้ว่าฉันเดินทางอยู่คนเดียวและหวาดกลัวเช่นนี้แล้วแม่จะเศร้าโศกสักเพียงไร" แต่แล้วก็กลับปลุกความกล้าหาญ เพื่อขับไล่ความหวาดกลัวให้หายไป โดยนำเอาการกระทำต่างๆ ของแม่ขึ้นมาคำนึง โอวาทที่แม่สั่งสอนไว้ในเวลาที่จะจากไป เมื่อเวลาป่วยแม่เอาผ้าห่มมาห่มให้ ในเวลาที่ยังเป็นเด็กอยู่นั้น แม่ได้อุ้มเขาแนบศีรษะอยู่กับศีรษะของเขาพูดกับเขาว่า "ชื่นใจของแม่" มาร์โคพูดกับตนเองว่า "แม่ ! ผมจะได้เห็นแม่อีกหรือไม่? การเดินทางนี้จะบรรลุผลสมความประสงค์ไหมหนอ?"
คิดพลางเดินไปตามทางที่เป็นป่าไม้ที่แปลกตา และป่าร้างที่มีแต่ต้นไม้สูง ๆ ภูเขาข้างหน้ายังคงสูงอยู่ในเมฆ สี่วันห้าวันผ่านไปแล้วก็อาทิตย์หนึ่ง กำลังของเขาลดน้อยลงเท้าเป็นแผลและมีเลือดไหลออกมาเรื่อยวันหนึ่งในตอนเย็น เขาได้ไปถามทางจากคนที่เขาพบ ได้รับคำตอบว่า
"จากนี่ไปยังตูคูมัน มีระยะทางอีกเพียง ๕๐ ไมล์เท่านั้น"
เมื่อได้ยินเช่นนี้ก็ดีใจ และรีบเดินโดยเร็วแต่เป็นไปชั่วพักเดียวเท่านั้น ในที่สุดเขาอ่อนเพลียจนหมดกำลังล้มลงอยู่ที่ข้างท้องร่อง หัวใจของเขายังคงเต็มไปด้วยความอดทนไม่ย่อท้อ แต่กำลังไม่ยอมให้เขาทำได้ตามชอบใจ ดาวที่กระจายอยู่บนท้องฟ้าในเวลานั้นรู้สึกว่าสวยงามมาก เขานอนเหงาอยู่บนหญ้าแหงนหน้าดูท้องฟ้ารู้สึกว่าคล้ายแม่กำลังก้มมองดูเขาอยู่
"โธ่ ! แม่จ๋า แม่อยู่ที่ไหน? เวลานี้กำลังทำอะไร? แม่คิดถึงผมไหม? เคยคิดถึงผมซึ่งมาอยู่ใกล้ ๆ แม่แล้วนี้บ้างไหม?"
น่าสงสารมาร์โค ถ้าแม้เขารู้สภาพของแม่เขาในเวลานี้เป็นอย่างไรแล้ว เขาคงจะพยายามเดินต่อไปอีกเป็นแน่ ความจรงิแม่ของเขากำลังป่วยอยู่ นอนอยู่ในห้องเล็กของบ้านใหญ่ของท่านเมคคิวเนส ครอบครัวของเมคคิวเนสรักแกมาก พยายามพยาบางแกอย่างเต็มกำลัง เมื่อขณะที่ท่านเมคคิวเนสาจากเมืองเบียวโนส์แอร์นั้น แกก็ได้ป่วยกระเสาะกระแสะอยู่แล้ว อากาศที่สดชื่นในคอร์โดวา ไม่มีประโยชน์อะไรแก่อาการป่วยของแกเลย ข่าวคราวจากสามีและลูกพี่ลูกน้องก็ไม่มีมา เหมือนกับมีเรื่องร้ายอะไรเกิดขึ้นทำให้เป็นห่วงอยู่เสมอ เหตุนี้โรคจึงกำเริบ ในที่สุดก็กลายเป็นโรคที่น่ากลัวมาก ข้างในได้เกิดฝีขึ้น นอนแซ่วอยู่ตั้งสองอาทิตย์แล้วยังไม่ทุเลา ถ้าจะให้รอดก็ต้องทำการผ่าตัด ในขณะที่มาร์โคลงนอนอยู่ถนนเรียกหาแม่เขานั้น เป็นเวลาที่นายผู้ชายและนายผู้หญิงกำลังปลอบโยนแกอยู่ที่หน้าเตียง ไม่ยอมให้แพทย์ทำการผ่าตัด แต่แกก็ปฏเสธอย่าท่าเดียว แพทย์ลืมนามผู้หนึ่งซึ่งอยู่ในเมืองตูคูมัน ได้พยายามอ้อนวอนอยู่ทกุ ๆ วันตลอดสัปดาห์ แต่ก็ไร้ผลเพราะคนไข้ไม่ยอมฟังเสียงใครเลย
"ไม่ต้อง - นาย - ไม่ต้องเป็นห่วงดิฉัน ดิฉันไม่มีกำลังแล้ว ตายในเวลาผ่าตัด สู้ปล่อยให้ตายไปอย่างธรรมดาดังนี้ดีกว่า ดิฉันหมดอาลัยในชีวิตแล้ว เมื่อโชคมันเป็นเช่นนี้ ก็สู้ตายเสียก่อนที่จะได้รับข่าวร้ายทางบ้านดีกว่า"
นายของแกได้คัดค้นความเห็นอันนี้ และตักเตือนไม่ให้ท้อใจ บอกว่าจดหมายที่ฝากตรงไปยังเมืองเยนัวนั้น เขาคงจะได้ตอบมาแล้ว อย่างไรก็ตาม ควรจะให้แพทย์ทำการผ่าตัดเสีย และเพื่อเห็นแก่ลูกผัวซึ่งคอยอยู่ทางบ้านก็ยิ่งควรทำขึ้น นายแพทย์ได้พยายามตักเตื่อนต่าง ๆ ดังนที่กล่าวมานี้ แต่พอพูดถึงลูก แกก็ยิ่งทอดอาลัยหนักขึ้น ความเจ็บก็กำเริบ และที่สุดก็ร้องไห้
"โธ่! ลูกดิฉันหรือ เห็นจะตายเสียแล้ว - ดิฉันควรตายเสียดีกว่า - นายผู้หญิงและนายผู้ชายเจ้าขา ขอบพระคุณมาก ดิฉันไม่เชื่อว่าเมื่อได้ทำการผ่าตัดแล้วจะหายได้ ดิฉันทำให้ท่านต้องเป็นห่วงมาก แต่พรุ่งนี้เป็นต้นไป ไม่ต้องให้แพทย์มาตรวจดิฉันอีกแล้ว ดิฉันไม่คิดจะมีชีวิตอยู่ต่อไปแล้ว มันเป็นเคราะห์ของดิฉันจะต้องตายที่นี่ ดิฉันกำลังเตรียมรับเคราะห์นี้ด้วยควาอดทนและพอใจอยู่แล้ว"
นายทั้งสองได้ปลอบโยนแกอีก จับมือแกไว้และตักเตือนไม่ให้พูดเช่นนั้น
แกอ่อนเพลียจนทนไม่ไหว นอนหลับตาเหมือนคนตาย นายทั้งสองจ้องมองดูหญิงผู้ซื่อสัตย์นี้ภายใต้แสงเทียนสลัว ด้วยความรู้สึกสงสารเป็นอย่างยิ่ง โดยเห็นว่าเพราะแกจะช่วยเหลือครอบครัวของแก จึงต้องพลัดพรากจากประเทศ จากบ้าน มาทำงานอยู่อีกแห่งหนึ่งซึ่งห่างกันตั้งหกพันไมล์ และที่น่าสงสารที่สุดก็คือจะต้องตายด้วยโรคนี้ ผู้ที่ซื่อตรงและมีศีลธรรมดีเช่นนี้ หาได้น้อยนัก
วันรุ่งขึ้น มาร์โคแบกห่อเสื้อผ้าหหลังงอและเดินขาปัดเป๋เข้าไปในเมืองตูคูมัน เมืองนี้เป็นเมืองสร้างใหม่ของอาร์เย็นไตน์ นับว่าเป็นเมืองที่รุ่งเรืองมาก มาร์โครู้สึกเหมือนกับว่าได้กลับไปยังคอร์โดวา โรสาริโอ และเบียวโนส์แอร์อีก ถนนทุกสายตรงและยาว บ้านสีขาวเตี้ย ๆ ติดกันเป็นพืดอย่างแปลประหลาด อากาศอันสดชื่น แสงแดดอันงดงาม ท้องฟ้าอันแจ่มใสเหล่านี้มีอยู่ทุกแห่งหน ซึ่งไม่เคยมีปรากฎในประเทศอิตาลีเลย เมื่อเข้าไปในเมืองความรู้สึกเหมือนคนบ้าอย่างที่เป็นอยู่ในเมืองเบียวโนส์แอร์ได้กลับเข้ามาตรอบงำอีก เมื่อผ่านไปบ้านหนึ่งเขาต้องมองเข้าไปทางประตูคิดว่บางทีจะได้เห็นแม่ เมื่อเห็นหญิงคนใดผ่านมา ก็แหงนหน้าขึ้นมองดูเข้าใจว่าอาจจะเป็นแม่ของตน จะถามใคร ก็ไม่มีความกล้าพอที่จะเรียกคนที่ยืนอยู่ตามหน้าประตูบ้าน พากันมองดูเด็กสวมเส้อผ้าสกปรกขาดกระรุ่งกระริ่งนี้ด้วยความแปลกใจ และมาร์โคนี้ก็กำลังจะหาผู้ที่เชื่อถือได้สักคนหนึ่ง เพื่อถามหาที่อยู่แม่ของเขา ในขณะที่กำลังเดินไปนั้นได้เห็นที่พักแห่งหนึ่งบนป้ายเขียนชื่อและนามสกุลเป็นชาวอิตาลี มีชายสวมแว่นตาคนหนึ่งและหญิงสองคนนั่งอยู่ มาร์โคได้ค่อย ๆ เดินไปยังหน้สประตูช้า ๆ ถามอย่างนอบน้อมว่า
"ท่านขอรับ บ้านของท่านเมคคิวเนาอยู่ที่ไหนไม่ทราบ?"
"ท่านเมคคิวเนสที่เป็นนายช่างน่ะหรือ?" เจ้าของที่พักถาม
"ครับ" มาร์โคตอบเสียงเบาที่สุด
"ท่านเมคคิวเนสไม่อยู่ในเมืองนี้แล้ว" เจ้าของบ้านตอบ
มาร์โคร้องออกมาด้วยเสียงเหมือนถูกแทงด้วยดาบ เมื่อจบเสียงตอบ เจ้าของที่พัก หญิงสองคนและคนอื่น ๆ ที่อยู่ใกล้เคียง รุมกันเข้ามาหาเขาด้วยความตกใจ
"เรื่องอะไรกัน? เป็นอะไรไป?"
เจ้าของที่พัก จูงมือมาร์โคเข้าไปในที่พักแล้วให้เขานั่งลง
"ไม่เห็นจะน่าเสียใจอะไรเลย แม้ท่านเมคคิวเนสจะไม่อยู่ที่นี่ แต่ก็ไปอยู่ในที่ที่ห่างจากที่นี่ไม่ไกลนัก เสียเวลาสัก ๔-๕ ชั่วโมงก็ไปถึงที่นั่นได้
"ที่ไหน? ที่ไหน?" มาร์โคกระโดดขึ้นจากที่นั่งเหมือนกันคนฟื้นจากความตาย
เจ้าของที่พักกล่าวต่อไป
"ต่อจากนี้ไปอีก ๑๕ ไมล์ มีตำบลหนึ่งชื่อซาลาดิลโล อยู่ริมแม่น้ำ ที่นั่นมีโรงน้ำตาลใหญ่ และมีบ้านอยู่หลายหลัง บ้านของท่านเมคคิวเนสอยู่ในหมู่นั้น ในที่นั่นใคร ๆ ก็รู้จักเขา เสียเวลาเดินสัก ๕-๖ ชั่วโมงก็จะถึง
ชายหนุ่มคนหนึ่ง เมื่อเจ้าขจองที่พักพูดดังนั้นก็เดินเข้ามาแล้วว่า
"เมื่อเดือนก่อน ผมก็ได้ไปที่นั่น"
มาร์โคจ้องมองดูเขา แล้วก็รีบถาม หน้าซีดขาวหมดว่า
"ท่านได้เห็นคนใช้หญิงของท่าน เมคคิวเนสไหม? เขาเป็นชาวอิตาลี"
"เป็นชาวเมืองเยนัวใช่ไหม? อ้อ ฉันเห็นอยู่ที่านั่นเหมือนกัน"
มาร์โคสะอื้นและหัวเราะขึ้นพร้อมกัน แล้วก็แสดงความตั้งใจอันเด็ดเดี่ยวมาว่า
"เดินไปทางไหน ขอได้บอกทางเดินให้ผมทีเถิด ผมจะไปเดี๋ยวนี้"
ทุกคนพร้อมกันกล่าวว่า
"มันต้องเดินตั้งวันจึงจะถึง เธออ่อนเพลียมากแล้ว ควรจะนอนพักผ่อนเสียสักวันหนึ่งก่อน พรุ่งนี้จึงค่อยไปจะดีกว่า"
"ไม่ได้ ! ไม่ได้ ! ขอได้โปรดบอกทางให้ผมเถิด ผมจะรอต่อไปไม่ได้แล้ว แม้จะไปล้มตายกลางทางก็ช่างผมเถิด ผมจะต้องไปเดี๋ยวนี้"
เมื่อทุกคนเห็นมาร์โคตั้งใจเด็ดเดี่ยวดังนั้น จึงไม่กล้าห้ามปรามเขาอีก
"พระผู้เป็นเจ้าจงอารักขาเธอ เวลาเดินทางในป่าจงระมัดระวังให้ดี ขอให้เธอจงไปโดยสวัสดิภาพ สหายชาวอิตาลี" ทุกคนได้พร้อมกันพูดขึ้น
คนหนึ่งพาเขาออกมานอกถนน ชี้บอกทางเดินให้เขาตลอดจนสิ่งต่าง ๆ ที่ควรระวัง และมองตามเขาไปไม่กี่นาที ก็เห็นเขาแบกห่อเสื้อผ้าเดินตุปัดตุเป๋หายลับเข้าไปในป่าอันหนาไปด้วยต้นไม้ข้างถนนนั้น
ในคืนนั้น คนไข้มีอาการเจ็บมากขึ้น เนื่องด้วยพิษแผลกำเริบ และร้องไห้อย่างเศร้าใจ จนสลบไปตั้งหลายครั้ง ผู้หญิงที่ทำการพยาบาลอยู่ที่หน้าเตียงไม่กล้าไปไหน เมื่อคนไข้เพ้อขึ้น นายผู้หญิงก็มักวิ่งมาดูเสมอ ทุกคนต่างพากันร้อนใจ และเห็นว่าเวลานี้ แม้แกจะยอมให้ผ่าตัดก็ทำไม่ได้ พรุ่งนี้แพทย์จึงจะมา จะช่วยก็น่าจะช่วยไม่ทันเสียแล้ว ในเวลาที่แกค่อยเป็นปกติขึ้นนั้นก็ยังกลัดกลุ้มมาก ทั้งนี้ไม่ใช่เนื่องจากความเจ็บปวดจากร่างกาย แต่เนื่องจากความคิดถึงครอบครัวที่อยู่ห่างไกลนั่นเอง ความกลัดกลุ้มนี้ทำให้แกผอมลง หน้าตาเปลี่ยนแปลงไปหมด และในบางคราวแกปล่อยผมลงมาปรกหน้าแล้วร้องขึ้นด้วยเสียงดังเหมือนกับคนบ้าว่า
"โธ่เอ๋ย ! จะมาตายเสียในที่ไกลๆ แสนไกลโดยไม่ได้เห็นหน้าลูก น่าสงสารพวกลูก ๆ เหลือเกิน ต่อไปนี้ ลูกจะกำพร้าแม่แล้ว โธ่ ! มาร์โคก็ยังเล็กอยู่ ยังเล็กมากและเป็นเด็กดี โธ่ ! นาย ในขณะที่ฉันจากบ้านมานั้น เขามากอดคอฉันไม่ยอมปล่อย ร้องไห้เอาจริง ๆ ทั้งนี้ก็เพราะเขารู้ว่าเขาจะไม่ได้เห็นหน้าอีกแล้ว จึงร้องอย่างเศร้าโศกเช่นนั้น โธ่ ! น่าสงสาร ในเวลานั้น ใจฉันเกือบจะขาด ถ้าได้ตายเสียเวลานั้น ตยในเวลาที่จากกันแล้วดูจะดีเสียกว่า ฉันได้อุ้มชูเขามา เขาไม่เคยออกห่างจากฉันไปเลย แม้แต่ขณะเดียว ถ้าหากฉันตายเสียแล้ว เขาจะเป็นอย่างไรบ้าง ไม่มีแม่ ทางย้านก็จน เขาเห็นจะต้องกลายเป็นขอทานนอนตายอยู่กลางถนนกระมังมาร์โคลูกของแม่ โธ่ พระผู้เป็นเจ้า ฉันยังไม่ยอมตาย ไมเชิญแพทย์มาเร็ว มาทำการผ่าตัดให้ฉันเร็ว ! ตัดเอาหัวใจฉันออก ฉันอยากเป็นคนบ้า แต่ขอให้เหลือชีวิตของฉันไว้ก็แล้วกัน ฉันอยากจะรักษาชีวิตของฉันไว้ ฉันต้องการมีชีวิต แันต้องการกลับไปยังประเทศของฉันพรุ่งนี้เร็ว ๆ นายแพทย์ ! มาช่วยฉัน มาช่วยฉันหน่อย !"
หญิงคนอยู่ที่หน้าเตียง จับมือคนไข้แล้วปลอบโยนทำให้แกสงบสติลงบ้าง ได้เตือนให้แกระลึกถึงพระผู้เป็นเจ้าและชีวิตในอนาคต เมื่อคนไข้ได้ฟังแล้วก็ยังคงหมดหวัง ทึ้งผมแล้วร้องไห้เหมือนกับเด็ก ๆ ด้วยเสียงดังและว่า
"โอ้ เมืองเยนัวของฉัน บ้านของฉัน ทะเลนั้น โธ่ มาร์โคลูกของแม่เวลานี้เจ้าอยู่ที่ไหน ทำอะไรอยู่ มาร์โคผู้น่าสงสารของแม่"
ขณะนั้นเป็นเวลาเที่ยงคืนแล้ว มาร์โคผู้น่าสงสารได้เดินมาตามริมแม่น้ำเป็นเลหลายชั่วโมง ถึงกำลังของเขาได้หมดไปแล้ว และเวลานี้กำลังเดินปั้วเปี้ยอยู่ในป่า
ต้นไม่ซึ่งลำต้นใหญ่กว่าเสาหินในโบสถ์ ปกคลุมไปด้วยใบไม้ตระหง่านอยู่กลางท้องฟ้า แหงนมองดูแสงจันทร์แพรวพราวเมหือนแสงเงิยน เมื่อมองไปจากป่าอันมืดนั้น ไม่รู่ว่กิ่งก้านสลับซับซ้อนกันอยู่เท่าไร บ้างก็ก็ตรง บ้างก็คด ลักษณะแปลก ๆ ต่าง ๆ กัน บ้างก็ล้มขวางอยู่กับดิน ซึ่งข้างบนยังปกคลุมด้วยกิ่งและใบอันงอกงาม กิ่งไม้เหล่านั้นบ้างก็เหมือนลมเหมือนหอก ตั้งตรงเป็นหมู่พุ่งไปยังเมฆ มีลักษณะต่าง ๆ ซึ่งนับได้ว่าเป็นความแปลกประหลาดที่สุดของเหล่าพืช
แม้มาร์โคบางครั้งจะงงไปหมด แต่ใจของเขาก็ยังคงหันไปทางแม่ของเขา เขาเหนื่อยเพลียจนหมดกำลัง ที่เท้ามีเลือดไหลออกมาซิบ ๆ เดินอยู่ในป่าไม้คนเดียว และเขาดูไปเห็นบ้านที่อยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่เหล่านั้น เหมือนกับหลุมศพ และในบางครั้งก็ได้เห็นวัวป่านอนอยู่ตามถนน
เขาได้ลืมความเหนื่อยเพลีย ลืมความเงียบสงัดวังเวงในเมื่อเขาได้เห็นป่าไม้ใหญ่ ในใจเขาก็คิดว่า แม่เขาคงอยู่ใกล้แค่นี้ แล้วก็เลยเกิดกำลังและความกล้าหาญเหมือนกับผู้ใหญ่ เมื่อหวนคิดไปถึงทะเลใหญ่ที่ได้ผ่านมา ความลำบากความหวาดหวั่นที่ได้รับมานั้น ตลอดจนใจคออันกล้าหาญที่ได้ฝ่าสิ่งเหล่านี้นมาแล้ว ทำให้เขารู้สึกลำพองใจ โลหิตในร่างกายเดือดพล่านอยู่ในอกอันเต็มไปด้วยความกล้าหาญและปีติ มีสิ่งที่แปลกประหลาดที่สุดคือใบหน้าของแม่ ในควาามทรงจำของเขาซึ่งเลอะเลือนจนจำไม่ได้นั้น ครั้งนี้ได้ปรากฎชัดอยู่กับนัยน์ตาเขา ยากนักที่เขาจะได้เห็นใบหน้าของแม่ได้แจ่มชัดดังนี้ แต่ครั้งนี้เห็นได้อย่างถนัด ดูเหมือนแม่ได้มาหัวเราะอยู่ต่อหน้าเขา! นัยน์ตา ริมฝีปาก ตลอดจนอิริยาบถทั่วกายของแม่เหมือนกับภาพที่เห็น เขาก็รู้สึกมีจิตใจกระตือรือร้นยิ่งขึ้น ก้าวเท้าได้เร็วขึ้น ในใจเต็มไปด้วยความดีใจ น้ำตาไหลอาบหน้า !
เขาเดินทางไปในความมืดสลัว พลางท่องคำที่เตรียมไว้ว่า จะพูดกับแม่ในเวลาที่ได้พบว่า
"ผมมาถึงที่นี่แล้ว! แม่! ดูซิ แต่นี้ไปจะไม่จากแม่ไปแล้ว เรากลับประเทศของเราด้วยกันดีกว่า ไม่ว่าจะต้องเผชิญกับสิ่งใด ในชีวิตนี้จะไม่ขอแยกกับแม่อีกแล้ว"
ตอนเช้า ๘.๐๐ น. แพทย์ได้มาจากตูคูมันพร้อมด้วยผู้ช่วย ปลอบโยนคนเจ็บให้ทำการผ่าตัดเป็นครั้งสุดท้าย ท่านเมคคิวเนสผัวเมียได้ช่วยกันอ้อนวอนแต่ก็ไม่ได้ผล แกรู้สึกว่ากำลังกายของแกดีขึ้นแล้ว และไม่เชื่อถือในการผ่าตัดเลย เชื่อว่าถ้ายอมให้ผ่าตัดก็จะต้องตาย และเป็นการตายที่ลำบากยิ่งกว่า แม้แพทย์จะเห็นแกไม่ยอมเช่นนี้ ก็ยังตักเตือนแกอีกครั้งหนึ่งว่า
"การผ่าตัดเป็นการที่เชื่อได้ เพียงแต่อดทนสักเล็กน้อยก็จะเป็นปกติ และถ้าไม่ทำการผ่าตัดแล้วก็ไม่มีทางที่จะช่วยเหลือได้เลย"
คำตักเตือนนี้ไม่เป็นประโยชน์อะไร แกได้กล่าววตอบเสียงเบา ๆ ว่า
"ไม่ต้อง ฉันได้เตรียมตัวจะตายแล้ว ไม่มีกำลังและความกล้าพอที่รับการเจ็บปวดโดยไม่มีประโยชน์นั้นได้ ขอให้ฉันตายโดยปกติเถิด"
นายแพทย์เลยหมดหวังที่จะช่วยเหลือ คนอื่น ๆ ก็ไม่มีใครกล้าจะออกปากแนะนำอีก แกมองไปทางนายผู้หญิง และสั่งเสียด้วยเสียงอันแผ่วเบา
"คุณนาย ขอได้โปรดส่งเงินจำนวนน้อยนี้พร้อมด้วยเข้าของไปที่กงสุลให้เขาจัดการส่งไปยังประเทศของดิฉัน ถ้าหากครอบครัวที่บ้านยังเป็นปกติอยู่แล้วก็นับว่าเป็นการดีมาก ก่อนที่ดิฉันจะตาย ดิฉันหวังว่าที่บ้านคงสบายดีกันทุกคน ขอได้โปรดเขียยจดหมายถึงพวกเขาว่า ดิฉันคิดถึงพวกเขาอยู่เสมอ ได้อดทนทำงานมาแล้วเพื่อลูก ๆ แล้วช่วยบอกเขาว่า ดิฉันเสียใจที่สุดที่ไม่ได้เห็นหน้าพวกเขาอีกสักครั้งหนึ่ง และแม้ดิฉันตาย ก็ได้อดทนมาด้วยความกล้าหาญของตนเอง และได้อธิษฐานเพื่อลูกแล้วจึงตาย ขอฝากมาร์โคแก่สามีและลูกคนโต โปรดบอกด้วยว่าในเวลาที่ดิฉันจวนจะตายนั้น ยังเป็นห่วงมาร์โคอยู่"
พูดยังไม่ทันจบ ลมก็ดันขึ้นมา แกตบมือแล้วร้องไห้ พูดว่า
"โธ่ - มาร์โคของแม่ - มาร์โคของแม่ - ยอดชีวิตของแม่"
ขณะเมื่อแกหันมามองดูข้าง ๆ นั้น นายผู้หญิงไม่อยู่แล้ว มีคนมากระซิบนายผู้หญิงให้ออกไป และแกได้หันมามองนายผู้ชาย นายผู้ชายก็ไม่อยู่ มีแต่นางพยาบาลและนายแพทย์ผู้ช่วยเท่านั้น ที่ข้างห้องมีเสรียงเดินไปมาและเสียงพูด คนไข้จ้องมองดูที่หน้าประตู โดยเข้าใจว่ามีเรื่องอะไรเกิดขึ้น สักครู่หนึ่ง นายแพทย์มีสีหน้าเปลี่ยนแปลงเข้ามา ข้างหลังมีนายผู้หญิงตามมาด้วย ทุกคนใช้สายตาอันแปลกประหลาดมองดูแกแล้วก็กระซิบกัน แกเห็นนายแพทย์พูดกับนายผู้หญิงว่า
"พูดเสียก่อนดีกว่า" แต่แกไม่รู้ว่าเขาจะพูดเรื่องอะไรกับแก
ที่สุดนายผู้หญิงได้พูดออกมาด้วยปากสั่นว่า
"โยเซฟา มีข่าวดีที่จะบอกกับเธออย่าง แล้วเธออย่าตกใจนะ"
คนเจ็บมองดูด้วยความทึ่ง แล้วนายผู้หญิงก็พูดโดยความระมัดระวังว่า
"เป็นเรื่องที่เธอจะต้องดีใจอย่างยิ่ง"
คนไข้ทำตาพอง นายผู้หญิงกล่าวต่อไปเรียบ ๆ ว่า
"เอาไหม จะให้เธอเห็นคนคนหนึ่ง คนที่เธอรักมากที่สุด"
คนไข้ยกศีรษะขึ้น จ้องมองดูนายผู้หญิง แล้วมองไปที่ประตู
นายผู้หญิงหน้าซีดไปหมด
"บัดนี้คนมาที่นี่โดยไม่ได้คาดหมายเลย"
"ใคร?"
คนไข้ถามด้วยความตื่นเต้น อย่างหายใจแทบไม่ทัน แล้วในขณะนั้นก็ทำเสียงดัง ลุกขึ้นนั่งบนเตียง มือทั้งสองจับหัวไว้เหมือนกับเห็นปีศาจฉะนั้น
ในเวลานั้น มาร์โคเสื้อผ้ารุงรังและเนื้อตัวเต็มไปด้วยฝุ่น ได้ปรากฎตนอยู่ที่หน้าประตู แพทย์จับมือเขาไว้ ให้เขาถอยไปข้างหลัง
"พระผู้เป็นเจ้า! พระผู้เป็นเจ้า! พระผู้เป็นเจ้า! มาร์โคของฉัน"
มาร์โควิ่งเข้าไปหาแม่ คนไข้กางมืออันผอมแห้งนั้นออก ใช้กำลังที่มีอยู่ทั้งหมดกอดมาร์โคไว้กับอกแนบแน่น หัวเราะเสียงดัง ร้องไห้โดยไม่มีน้ำตา การหายใจเกือบไม่ทัน ต้องล้มตัวลงนอนกับหมอน
แต่ชั่วขณะเดียวเท่านั้นก็ฟื้นขึ้นมาอีก จูบที่ศีรษะของลูกอย่างดีใจ เหมือนกับคนบ้า แล้วก็ร้องว่า
"เจ้ามาที่นี่ได้อย่างไร - เป็นอย่างไร เจ้าจริงหรือ? แหม! โตขึ้นมากแล้ว ใครเป็นผู้พาเจ้ามา คนเดียวหรือไม่มีใครหรือ? เจ้าคือมาร์โคหรือ? ขออย่าให้เป็นความฝันเลย โอ้ พระผู้เป็นเจ้า! เจ้าพูดอะไรให้แม่ฟังบ้างซิ"
เมื่อพูดจบแล้วก็เปลี่ยนคำพูดต่อไปโดยทันทีว่า
"เดี๋ยว! รอก่อน อย่าเพิ่งพูด รอก่อน" แล้วแกก็หันไปทางแพทย์
"เร็วเข้า ท่านนายแพทย์ เร็ว ๆ บัดนี้ฉันต้องการจะหายแล้ว ยิ่งเร็วยิ่งดี ขอให้มาร์โคไปที่อื่นก่อน อย่าให้เขาได้ยิน มาร์โค ! ไม่มีอะไรดอก ต่อไปแล้วแม่จะเล่าให้ฟัง มาจูบอีกทีหนึ่ง แล้วก็ไปเสีย นายแพทย์เร็ว ๆ"
มาร์โคได้ถูกนำออกมาข้างนอก นายผู้ชายและนายผู้หญิงพร้อมด้วยผู้หญิงอื่น ๆ ก็รีบหนีไปหมด ในห้องนั้นมีแต่แพทย์และผู้ช่วยสองคน แล้วก็ปิดประตูไว้
ท่านเมคคิวเนสชวนมาร์โคไปยังห้องที่อยู่ไกลหน่อย แต่ไม่สำเร็จ มาร์โคได้นั่งอยู่ที่หน้าประตูไม่ไปไหน
"ทำไม? แม่เป็นอะไรไป? ทำอะไรกัน?" เขาถามอย่างหายใจไม่ใคร่ทัน
เพื่อให้เขาสบายใจ ท่านเมคคิวเนสได้กล่าวอย่างใจเย็นว่า
"เธอจงฟัง ฉันจะบอกให้ แม่ของเธอจะต้องทำการผ่าตัด มาทางนี้เร็ว ๆ ฉันจะเล่าให้ฟังโดยละเอียด"
"ผมไม่ไป" มาร์โคคัดค้านไม่ยอมไป แล้วกล่าวต่อไปว่า
"ผมจะต้องอยู่ที่นี่ ขอให้บอกผมที่นี่เถิด"
นายช่างได้ฉุดเขาไป แล้วเล่าเรื่องให้ฟังโดยละเอียดทุกประการ เขาตกใจจนตัวสั่น
ในขณะนั้น ได้มีเสียงอันแหลมดังขึ้นเหมือนเสียงผู้ต้องบาดเจ็บที่จวนจะตาย ดังสนั่นไปทั่วห้อง มาร์โคร้องขึ้นด้วยเสียงอันดังว่า
"แม่ตายแล้ว"
แพทย์เปิดประตูออกมาแล้วกล่าวกับมาร์โคว่า
"แม่ของเธอพ้นอันตรายแล้ว!"
มาร์โค จ้องมองดูนายแพทย์อยู่สักครู่หนึ่งแล้วก็หมอบลงที่เท้าของนายแพทย์ ร้องไห้และกล่าวว่า