วันเสาร์ที่ 8 มกราคม พ.ศ. 2565

บทที่ ๕๓ โรงเรียนกลางคืน




โรงเรียนกลางคืน

๒ ตุลาคม


เมื่อคืนนี้  พ่อพาไปดูโรงเรียนกลางคืน  ในโรงเรียนจุดไฟฟ้าสว่าง  พวกกรรมกร  จากที่ต่าง ๆ มารวมกันอยู่ที่นี่ขณะที่เข้าไป  ครูใหญ่และครูน้อยหลายคนกำลังหัวเสียกันใหญ่  เพราะเมื่อก่อนหน้านี้สักครู่  มีคนเอาก้อนหินขว้างเข้ามาถูกกระจกหน้าต่างแตก  ภารโรงวิ่งออกไปข้างนอกจับเด็กเข้ามาคนหนึ่ง  ในทันใดนั้น  เดชซึ่งอยู่บ้านตรงข้ามกับโรงเรียน  ได้วิ่งเข้ามาแล้วบอกว่า

    "ไม่ใช่เด็กคนนี้หรอกขอรับ  ผมแลเห็นแก่น  แก่นเป็นคนขว้างก้อนหิน  เขายังขู่ผมเลยว่า  "ถ้าแกไปบอกเขาละก็ ข้าเป็นไม่ไว้หน้าทีเดียว"  แต่ผมไม่กลัวเขาหรอก"

    ครูใหญ่ว่า  "แก่นนี่ควรจะต้องถูกไล่ออกเหลือเกิน"

    ในขณะนั้น  พวกกรรมกรรวมกันอยู่ในห้องเรียนสองสามร้อยคนแล้ว  รู้สึกว่าโรงเรียนกลางคืนข่างน่าสนุกเหลือเกิน  นับแต่เด็กอายุ ๑๒ ปีขึ้นไป  ผู้ใหญ่ที่เพิ่งกลับจากโรงงานหนวดครื้ม ๆ หอบหนังสือมาเป็นปึก ๆ มีช่างไม้  ช่างไฟ  หน้าตามอมแมม  ช่างปูนมือยังเปื้อนปูนขาว  เด็กที่บนหัวเต็มไปด้วยผงแป้งก็มี  กลิ่นน้ำมีน  กลิ่นปลา  และกลิ่นนต่าง ๆ  ที่ติดตัวมาจากงานตอนกลางวัน  ตระหลบไปหมด  นอกนี้ยังมีคนงานในโรงงานช่างแสงสวมเครื่องแบบคล้ายทหารมากันเป็นหมู่ มีนายสิบโทเป็นหัวหน้าควบคุม  ทุกคนต่างนั่งอยู่กับม้านั่ง  ก้มหน้าก้มตาเรียนกันอย่างจริง ๆ จัง ๆ  บ้างก็กางหนังสือไปขอให้ครูอธิบาย  เราได้เห็นครูคนที่สวมเครื่องแต่งตัวสวย ๆ ซึ่งมีนามสมญาว่า "ทนายความน้อย" นั้น  กำลังถูกกรรมกรล้อมอยู่  ๔-๕ คน  และกำลังเขียนอะไรอยู่  มีคนในโรงย้อมผ้าคนหนึ่ง ทาสมุดด้วยสีย้อมผ้าสีแดง  สีเขียวเสียสวยงามจนทำให้ครูขาเป๋หัวเราะ  ครูของเราหายป่วยแล้ว  พรุ่งนี้จะมาทำการสอนพวกเราได้  คืนนี้ก็มาที่โรงเรียนด้วย  ประตูห้องเรียนเปิดอยู่ทุกบาน  มองจากภายนอกเห็นได้ทุกอย่าง  เมื่อเข้าเรียนแล้ว  นัยน์ตาของคนพวกนี้  ไม่คลาดจากหนังสือเลย  ความตั้งใจของเขาเหล่านั้น  ทำให้เรารู้สึกนับถือเหลือเกิน  ครูใหญ่บอกว่า พวกเขาบางคนกลัวจะมาโรงเรียนช้าไป  ส่วนมากไม่ได้กินอาหารเย็น  มาเรียนทั้งที่ท้องยังว่างอยู่

    พวกเด็กที่มีอายุน้อยหน่อย  พอเวลาล่วงไปได้สักครึ่งชั่วโมง  ก็นั่งฟุบหลับอยู่กับโต๊ะ  เอาด้ามปากกาไปเขี่ยหู  เป็นการปลุกให้ตื่นขึ้น  พวกคนโต ๆ ไม่ง่วงเลย  นั่งฟังครูสอนโดยไม่กระพริบตาและบางคนอ้าปากด้วยเมื่อได้เห็นคนที่โตจนมีหนวดแล้วมานั่งเรียนอยู่บนเก้าอี้ที่เราเรียนอยู่เช่นกัน ทำให้เรารู้สึกอย่างไรพิกล

    เราได้เดินขึ้นไปชั้นบน  ข้าพเจ้ารีบวิ่งไปที่หน้าประตูห้องเรียนที่เราเรียนตอนกบลางวัน  เห็นที่นั่งของข้าพเจ้ามีชายคนหนึ่งหน้าดกดำ  และที่มือมีผ้าพันแผลพันอยู่  เห็นจะถูกบาดเจ็บจากเครื่องจักรในโรงงานเข้ากระมัง  แต่เขาก็พยายามเขียหนังสืออย่างช้า ๆ 

    ที่น่าขันที่สุดก็คือ  พ่อของ "ช่างปูนน้อย"  เขานั่งอยู่ที่ ๆ นั่งของช่างปูนน้อย  เอามือยันคางดูหนังสืออยู่ด้วยความตั้งใจ  ทั้งนี้ไม่ใช่เป็นไปโดยบังเอิญ  กล่าวกันว่า ในคืนแรกที่เขามาโรงเรียนนั้น  เขาได้บอกกับครูใหญ่ว่า

    "คุณครูครับ  ขอได้โปรดให้ผมนั่งที่ ๆ นั่งของเจ้า "หน้ากระต่าย" ของผมเถิด"  เขาเรียกลูกเขาว่า "หน้ากระต่าย" เสมอจนติดปาก

    คุณพ่อกับข้าพเจ้านั่งดูเขาเรียนหนังสือจนโรงเรียนเลิกจึงกลับ  ที่ถนนเห็นพวกผู้หญิงอุ้มลูกมายืนรอสามีของตนอยู่หน้าโรงเรียนเต็มไปหมด  สามีต่างก็รับลูกของตนจากมือภรรยา  เอาสมุดหนังสือส่งให้เมียแล้วก็พากันกลับบ้านเป็นคู่ ๆ  ตามถนนในขณะนั้นเอะอะไปด้วยเสียงคน  แล้วค่อยเบาลงสักครู่ก็เงียบ  ในที่สุดเงาอันสูงผอมของครูใหญ่ก็ลับหายไปข้างหน้า


(อ่านต่อบทที่ ๕๔ "เหตุวิวาท")

 

ไม่มีความคิดเห็น: