เลือดแห่งความกล้าหาญ
(การสนทนาประจำเดือน)
คืนวันนั้นในบ้านของจิตเงียบเหงามาก พ่อของเขาซึ่งเป็นพ่อค้าขายของเบ็ดเตล็ด ได้ไปซื้อของที่ในเมือง แม่ก็ไปกับพ่อ เพื่อหาหมอรักษาตาน้องคนเล็กของจิต รุ่งขึ้นจึงจะกลับ ในชณะนั้นเป็นเวลาเที่ยงคืนแล้ว หญิงคนใช้ที่ทำงานในบ้านก็กลับไปเสียตั้งแต่ตอนหัวค่ำ ในบ้านเหลือแต่ยายซึ่งขาพิการ กับจิตซึ่งมีอายุเพียง ๑๓ ปีเท่านั้น บ้านของเขาอยู่ห่างจากถนนเข้าไปเล็กน้อย เป็นบ้านเล็ก ๆ ตั้งอยู่โดดเดี่ยว ข้างหลังบ้านมีสวนเล็ก ๆ ออกถนนใหญ่ รอบข้างเต็มไปด้วยสวนผลไม้ที่เงียบสงัด
เวลาดึก ฝนตกใหญ่ จิตออกไปเที่ยวเล่นที่ข้างนอกตั้งแต่หัวค่ำ กลับเอาเมื่อเวลา ๒๓.๐๐ น. ล่วงแล้ว ยายเป็นห่วงเขามาก นั่งคอยเขาอยู่บนเก้าอี้โยก แกต้องผ่านชีวิตไปด้วยอาการเช่นนี้ทุกวัน บางคาวก็นั่งหลับอยู่กับเก้าอี้ตลอดคืน ทั้งนี้เพราะแกเป็นหืด หายใจไม่ค่อยสะดวก นอนไม่ได้นั่นเอง
ฝนกระหน่ำลงมาหนักขึ้น ลมพัดเอาน้ำฝนสาดเข้ามาทางหน้าต่าง เป็นคืนที่มืดสนิทไม่มีแสงแม้แต่นิดเดียว จิตกลับมาบ้านด้วยอาการอ่อนเพลีย เนื้อตัวเต็มไปด้วยโคลน และเครื่องนุ่งห่มขาดเป็นบางแห่ง ที่หน้าผากมีแผลช้ำ เพราะเขาเกิดต่อยกับเพื่อนอันเป็นธรรมดาของเขา ในคืนนั้นเขาก็ได้ไปมีเรื่องอย่างที่เคยเป็นมาแล้วอีก
ในห้องมีแต่ตะเกียงน้ำมันดวงเล็ก ๆ จุดตั้งอยู่บนโต๊ะ ยายเห็นหลานมีลักษณะเช่นนั้น ก็เดารู้เรื่องได้ตลอด แต่ก็ยังคงถามเขาเพื่อให้เขาเล่าความเลวของเขาออกมา
ยายของจิตรักหลานของแกมาก เมื่อถามจนได้ความแล้วก็ร้องไห้พลางกล่าวว่า
"โธ่ เจ้าไม่คิดถึงของเจ้าเสียเลย หลานอกตัญญู รู้แล้วว่าพ่อแม่ของเจ้าไม่อยู่ ก็ยังหาเรื่องให้ยายเดือดร้อนอีก เจ้าได้ทิ้งให้ยายอยู่บ้านคนเดียวตลอดวัน ไม่ได้เหลียวแลเป็นห่วงยายบ้างเลย จงระวังให้ดีเถิด เจ้ากำลังเดินทางผิด ถ้าเจ้าทำตัวของเจ้าให้เป็นดังนี้เสมอแล้ว ต่อไปเจ้าจะต้องลำบาก คนที่เวลาเป็นเด็กประพฤติตัวอย่างเจ้าโตขึ้นจะต้องกลายเป็นคนข้างถนน แต่ลเ็ก ๆ อย่างนี้ยังเอาแต่เที่ยวเตร่ตลอดวัน เที่ยวต่อยกับเด็กอื่น ๆ ใช้เงินไปในทางฉิบหาย เมื่อเจ้าโตขึ้นแล้วก็จะกลายเป็นนักการพนัน เป็นอ้ายโจรไปอย่างแน่นอนทีเดียว"
จิต ยืนพิงอยู่ที่ตู้ ก้มหน้า ดูเหมือนความโกรธในการวิวาทยังไม่หาย ผมของเขายุ่งปรกอยู่บนหน้าผากขอบตาปรากฎรอยเขียวช้ำยังใหม่อยู่
"โตขึ้นเจ้าจะต้องเป็นอ้ายโจร"
ยายร้องไห้และกล่าวซ้ำ ๆ อยู่อย่างนั้น
"เจ้าลองคิดดูซิ จิต ดูเจ้าพัตร์เป็นตัวอย่างเห็นไหม ต้องเที่ยวตุรัดตุเหร่ไปทั่วทุกหนทุกแห่ง เวลานี้มีอายุเพียง ๒๔ ปีเท่านั้น แต่ก็ได้ชิมรสตะรางมาแล้วถึงสอครั้ง แม่ของมันตายเพราะความกลุ้มใจและเสียใจ ยายรู้จักแม่ของมันดี จงคอยดูอ้ายโจรคนนี้เถิด เวลานี้มันเที่ยวมั่วสุมกับพรรคพวกของมัน ต่อไปมันคงจะไม่สามารถรักษาหัวของมันไว้ได้หรอก ยายรู้จักมันตั้งแต่มันยังเป็นเด็ก ในเวลานั้นมันก็เหมือนกับเจ้าเดี๋ยวนี้แหละ เจ้าต้องมีความคิดบ้าง เจ้าจะให้แม่และพ่อของเจ้าได้รับทุกข์ดังนั้นหรือ"
จิตยืนฟังคำสอนของยายอยู่ด้วยความสงบ ไม่มีความรู้สึกเสียใจประการใด การกระทำของเขาเกิดขึ้นโดยบันดาลโทสะ มิใช่ด้วยเจตนาชั่วร้าย บางเวลาพ่อได้ปล่อยตามใจเขามากเกินไป เพราะรู้อยู่ว่าลูกของตนมีนิสัยดี ฉะนั้นจึงปล่อยเขาไปตามเรื่องเพื่อให้เขารู้สึกตัวเอาเอง ความจริงเด็กคนนี้ไม่ใช่เด็กเลว หากแต่มีนิสัยแข็งกระด้าง แม้เขาจะคิดเสียใจในการที่เขาได้ทำความผิดลงไป แต่การที่จะให้เขาพูดออกมาว่า "ฉันผิดแล้วต่อไปจะไม่ทำดังนี้อีก ขอได้โปรดยกโทษให้ฉันเถิด" นั้นเป็นการที่ทำได้ด้วยยากอย่างยิ่ง บางครั้งในใจเขาเต็มไปด้วยความอ่อนโยน แต่ความทรนงตนของเขา ทำให้เขาไม่แสดงความอ่อนโยนออกมา
"เจ้าจิต"
ยายเห็นหลานนิ่งอยู่ไม่พูด เลยกล่าวต่อไปว่า
"เจ้าจิต เจ้าจะรับผิดสักคำก็ไม่มี ยายเจ็บหนักจนถึงเพียงนี้แล้ว เจ้าอย่าทรมานยายให้มากกว่านี้อีกเลย ยายเป็นแม่ของแม่เจ้า อย่ากระทำสิ่งที่ไม่สมควรต่อผู้ที่จวนเจียนจะตายอย่างยายนี้ เมื่อก่อนยายเคยรักเจ้าเพียงไร เวลานี้ก็ยังคงรักอยู่อย่างนั้น ในเวลาที่เจ้ายังเล็กอยู่ ยายต้องอดหลับอดนอนไกวเปลให้เจ้า อุตส่าห์ฟูมฟักเจ้ามา แม้แต่กำลังกินถ้าเจ้าร้อง ยายก็ต้องวางชามข้าวมาปลอบเจ้า ทั้งนี้เจ้าอาจจะไม่นึกถึงเลย ยายเคยพูดอยู่เสมอว่า เด็กคนนี้ต่อไปจะเป็นที่พึ่งของเรา แต่บัดนี้ เจ้ากลับกลายเป็นคนที่จะมาฆ่ายายเสีแล้ว แต่ถึงกระนั้นก็ดี เจ้าจะฆ่ายายก็ไม่สำคัญเพราะยายจะมีชีวิตอยู่ต่อไปอีกไม่กี่วันแล้ว แต่ขอให้เจ้ากลับตัวเป็นเด็กดีก็แล้วกัน ให้เจ้ากลายเป็นเด็กอ่อนโยนเหมือนกับขณะที่ยายเคยพาเจ้าไปวัด เจ้ายังจำได้ไหม เจ้าจิต เวลานั้น เจ้าเที่ยวเก็บก้อนกรวดเล็ก ๆ และดอกหญ้ายัดใส่กระเป๋าของเจ้าจนเต็ม เที่ยววิ่งซุกซน แล้วก็มานอนหลับอยู่ข้าง ๆ ยาย ยายฟังเทศน์จบแล้วก็ต้องอุ้มเจ้ากลับบ้าน ในเวลานั้นเจ้ารักยายมาก แต่เดี๋ยวนี้ แม้ยายแก่จนจวนจะตายแล้ว ก็ยังคิดว่าเจ้าคงรักยายอยู่ นอกจากเจ้าแล้วในโลกนี้ ไม่มีใครที่ยายหวังที่จะพึ่งพาได้อีก"
"โธ่! เท้าของยายข้างหนึ่งได้เหยียบลงที่หลุมฝังศพแล้ว"
ในหัวใจของจิต เต็มไปด้วยความเศร้าโศก กำลังคิดจะฟุบตัวลงบนตักยาย แล้วร้องไห้ระบายความเสียใจออกเสียให้หมด มีเสียงดังขึ้นที่ข้างห้อง ฟังไม่รู้ว่าเป็นเสียงลมตีหน้าต่าง หรือเป็นเสียงอะไรแน่
จิตตะแคงหูฟังด้วยความเอาใจใส่
ฝนตกเหมือนกับเทน้ำ เสียงดังได้ปรากฎขึ้นอีก ยายก็ได้ยินด้วย
"นั่นเสียงอะไร?" ยายถามขึ้นด้วยความเป็นห่ววง
"เสียงฝนครับ" จิตตอบ
ยายเช็ดน้ำตา
"จิต ต่อไปเจ้าจะต้องทำตัวให้เรียบร้อย อย่าให้ยายของเจ้าต้องร้องไห้อีก"
เสียงนั้นได้ดังขึ้นอีก ยายพูดว่า
"ไม่ใช่เสียงฝน เจ้าลองออกไปดูทีไป๊" แต่แล้วแกกลับดึงมือหลานไว้แล้วพูดว่า
"อย่าไปเลย อยู่ที่นี่แหละ"
สองคนยายหลานนั่งสงบฟังอยู่ ฝนยังตกไม่ขาดสาย ทันใดนั้นก็ต้องตกใจ เพราะได้ยินเหมือนเสียงคนเดินอยู่ในบ้าน
"ใคร?" จิตร้องถาม
ไม่มีเสียงตอบ
"นั่นใคร?" จิตร้องถามออกไปอีก
พอขาดเสียงของจิต มีชายสองคนกระโดดเข้ามาในห้อง คนหนึ่งจับจิต เอามืออุดปากไว้ อีกคนหนึ่งตรงเข้าค้ำคอยาย
"ถ้าแกร้องขึ้น แกจะต้องตาย" คนที่หนึ่งพูด
"นิ่ง ๆ " อีกคนหนึ่งเงื้อมีดสั้นขึ้นขู่
สองคนนั้นใช้ผ้าดำคลุมหน้าไว้ เห็นแต่นัยน์ตาไม่รู้ว่าเป็นใคร ในห้องนอกจากเสียงหายใจของคนทั้งสี่และเสียงฝนแล้วไม่ได้ยินเสียงอะไรอีก ยายถูกบีบคอจนนัยน์ตาเกือบทะเล้นออกมา
คนที่จับจิต ถามที่ข้างหูจิตเบา ๆ ว่า
"พ่อเจ้าเก็บเงินไว้ที่ไหน?"
จิตปากสั่น ตอบด้วยเสียงแผ่วว่า
"อยู่ที่....ในตู้"
"ตามเรามา" ชายนั้นพูดแล้วจับคอเขาไว้แน่นและฉุดไปกลางห้อง แสงตะเกียงในห้องริบหรี่เต็มที
"ตู้อยู่ที่ไหน?" ชายนั้นถาม
จิตชี้ไปทางตู้ด้วยความเหนื่อยอ่อน
เกรงว่าจิตจะหนี ผู้ร้ายจึงเอาขาทั้งสองหนีบหัวเขาไว้ และขู่ว่า ถ้าร้องขึ้น ก็จะบีบคอให้ตาย แล้วเขาก็ใช้ปากคาบมีดไว้ ถือตะเกียงมือหนึ่ง อีกมือหนึ่งเอาลวดแข็งเส้นหนึ่งแหย่เข้าไปในรูกุญแจ เขี่ยไปเขี่ยมาอยู่สักครู่ประตูตู้ก็เปิดออก แล้วก็ค้นหาอะไรจนทั่ว หยิบเงินมายัดลงในกระเป๋า ปิดประตูตู้แล้ว ก็เปิดออกใหม่ ค้นดูอีกครั้งหนึ่ง เมื่อเห็นไม่มีอะไรควรเอาติดมือไปอีกแล้ว ก็จับคอจิตลากมายังชายคนที่จับยายไว้ ยายนั้นนอนหงายอ้าปากกว้างอยู่
"ได้แล้วหรือ?" อีกคนหนึ่งถามเบา ๆ
"ได้แล้ว" คนหนึ่งตอบ "เอ็งไปดูทางที่เข้ามาซี"
คนที่จับยาย ปล่อยยาย แล้ววิ่งไปดูที่หน้าประตู เมื่อเห็นไม่มีคน ก็บอกเพื่อนเบา ๆ ว่า "เฮ้ย! มาเถอะ"
ชายคนที่จับจิต ปล่อยจิตแล้วเดินตามเพื่อนไป แต่ยังหันมาชูมีดสั้นให้ยายหลานเห็นแล้วขู่สำทับว่า
"ถ้าแกร้องโวยวาย ข้าจะกลับมาเฉืยนคอแก" พูดแล้วก็จ้องมองดูคนทั้งสองอยู่ประเดี๋ยวหนึ่ง
ขณะนั้น ได้ยินเสียคนหลายคนเดินมาตามถนน จิตพยุงยายลุกขึ้นยืน
อ้ายโจรหันไปมองที่ประตูโดยเร็ว ทันใดนั้นผ้าปิดหน้าของมันก็หล่นลง
"อ้ายพัตร์" ยายร้องขึ้น
"ยายบ้านี่ ตายเสียเถอะ"
เมื่ออ้ายโจรรู้ว่า มีคนรู้จักตัว ก็ร้องขึ้นด้วยความโกรธ ชูมีดสั้นวิ่งเข้าไปจะแทงยาย ยายตกใจเลยเป็นลมล้มลง เมื่อจิตเห็นเช่นนั้นก็ร้องขึ้นด้วยความตกใจ แล้วโถมเข้าไปนอนทับตัวยายไว้ พอดีกับอ้ายโจรชนโต๊ะที่ตั้งตะเกียงล้มลง ตะเกียงเลยตกลงมาดับมืดหมด ความเงียบเข้าครอบงำในห้องนั้นอีกครั้งหนึ่ง
จิตค่อย ๆ เลื่อนตัวลงจากตัวของยาย เขาคุกเข่าลงกับพื้น กอดร่างของยายไว้ซบหัวอยู่ตัก ในห้องยังปกคลุมด้วยความมืด ครู่หนึ่งต่อมา เสียงฝีเท้าของคนเดินถนน ได้ค่อย ๆ หายไปในท่ามกลางเสียงสายฝน
"จิต" ยายฟื้นได้สติขึ้น เรียกหลานด้วยเสียงสั่นแผ่ว ๆ เกือบไม่ได้ยิน
"ผมอยู่นี่" จิตขานรับ
ยายอยากจะพูดต่อไปอีก แต่ความตกใจทำให้แกพูดอะไรไม่ออก ตัวยังคงสั่นสะท้าน เงียบอยู่ครู่หนึ่งจึงได้ถามอีกว่า
"อ้ายพวกนั้นหนีไปหมดแล้วหรือ"
"ครับ"
"มันไม่ได้ฆ่ายายตายหรอกหรือ?" ยายถามอย่างเหนี่อยหอบ
"ครับ ยายไม่ได้เป็นอะไรหรอก" จิตตอบ แล้วกล่าวต่อไปด้วยเสียงอันแผ่วเบาว่า
"พวกมันเก็บเงินในตู้ไป แต่เงินส่วนมากพ่อได้เอาติดตัวไปหมด"
ยายถอนหายใจใหญ่ด้วยความโล่งอก
"ยาย" จิตยังคงคุกเข่ากอดยายไว้แน่น แล้วถามยายของเขาว่า
"ยาย ยายรักหลานไหม?"
"โธ่ จิตยายรักเจ้าซิ" ว่าแล้วก็เอามือวางลงบนหัวของหลาน
"เอ๊ะ เจ้าตกใจมากหรือ ไปจุดตะเกียงเถิด อ้อ มืด ๆ อย่างนี้เห็นจะดีกว่า ไม่รู้ว่าเป็นอย่างไร มันช่างน่ากลัวเหลือเกิน"
"ยาย ผมได้ทำให้ยายเสียใจเสมอ"
"อย่าพูดเช่นนั้น จิต อย่าพูดเช่นนั้นอีกเลย ยายลืมมันหมดแล้ว ยายยังคงรักหลานของยายเหมือนแต่ก่อน"
"ผมทำให้ยายเสียใจเสมอ แต่ยังยังรักยาย ยกโทษให้ผม........ ยกโทษให้ผมเถิดยาย"
จิตพยายามกล่าวคำพูดออกมาด้วยความลำบาก
"ยายยกโทษให้เจ้าหมดแล้ว ลุกขึ้นเถิด ยายจะไม่ด่าเจ้าอีกแล้ว เจ้าเป็นเด็กกตัญญู จุดตะเกียงเสีย ไม่ต้องกลัวแล้ว ลุกขึ้นมาเถิด จิต"
"ขอบพระคุณขอรับ ยาย" เสียงของเด็กได้ค่อย ๆ เบาลงและขาดเป็นห้วง ๆ
"ผมสบาย..... ใจแล้ว ยายไม่ลืมผมแน่..... ใช่ไหม ยายคงไม่ลืม จิต.....หลานของยาย"
"โธ่ จิต"
ยายรู้สึกตกใจ เมื่อสังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงของจิต แกใช้มือลูบคลำตามตัวของหลานจ้องมองดูหน้าเขาในท่ามกลางความมืด
"โปรดอย่าลืมหลาน.... นะยาย.... คุณแม่..... คุณพ่อ.... น้อง..... จิต ลาละ.... ยายจ๋า....." เสียงนั้นแผ่วเบาลงในที่สุดขาดหายไป
"เอ๊ะ จิต เจ้าเป็นอะไรไป" ยายลูบคลำหลานที่ฟุบอยู่กับตัก แล้วร้องเรียก ในที่สุดร้องตะเบงขึ้นอย่างเต็มเสียง
"โธ่ จิต จิต หลานของยาย โธ่"
แต่จิต ไม่ตอบว่ากระไร วีระบุรุษน้อยผู้นี้ได้เอาตัวเป็นโล่กันยาย เขาได้ถูกมีดสั้นที่อ้ายพัตร์ตั้งใจแทงยายของเขาที่กลางหลังจนทะลุอก วิญญาณอันกล้าหาญและซึ้งควาดีงาม ได้กลับคืนสู่สวรรค์แล้ว จิตผู้น่าสงสาร
(อ่านต่อบทที่ ๖๓ "โรงเลี้ยงเด็ก")
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น