เหรียญราชนิยม
(การสนทนาประจำเดือน)
ตอนบ่าย ๑๓.๐๐ น. ครูได้พาเราไปยังศาลากลาง เพื่อดูพิธีการให้เหรียญกล้าหาญแก่เด็ก ที่ได้ช่วยเหลือเด็กขึ้นจากแม่น้ำ
หน้าประตูติดธงชาติใหญ่ พวกเราเดินเข้าไปข้างในก็เห็นในนั้นมีผู้คนเต็มไปหมดแล้ว ข้างหน้ามีโต๊ะตัวหนึ่งตั้งอยู่ปูด้วยผ้าแดง บนโต๊ะมีม้วนเอกสารวางอยู่ ข้างหลังเป็นที่นั่งของข้าหลวงประจำจังหวัด และสมาชิกสภาพจังหวัด มีเก้าอี้ที่สวยงามตั้งอยู่มาก ข้าพราชการที่มาเข้าร่วมพิธีแต่งตัวเต็มยศทุกคน ต่อไปก็มีตำรวจ ทหารม้า ทหารราบ ทหารปืนใหญ่ และทหารสื่อสาร ตลอดจนพ่อค้าประชาชนทั้งชายหญิง และเด็กยืนอยู่แน่นขนัด พวกเรากับนักเรียนโรงเรียนอื่น ๆ ยืนรวมกันอยู่มุมหนึ่งที่ข้าง ๆ เรามีเด็กอายุประมาณ ๑๐ ขวบกว่า ๆ หมู่หนึ่งสนทนาและหัวเราะกันอย่างสนุกสนาน พวกเด็กเหล่านี้ก็คือเพื่อนของเด็กที่จะได้รับเหรียญในวันนี้ ตามประตูหน้าต่างชานชาลา ล้วนมีคนยืนพิงลูกกรงกันแน่นไปหมด ตรงประตูใหญ่เข้าไปมองเห็นนักเรียนหญิงและสุภาพสตรีมากหน้าหลายตา ลักษณะทั่วไปเหมือนกับโรงละคร ต่างสนทนากันอย่างร่าเริง กองแตรวงทำเพลงอยู่ที่มุมสนาม แสงแดดส่องจับกำแพงสะท้อนมาสว่างจ้าไปทั่วห้องโถง
ในขณะนั้น เสียงปรบมือได้ดังสนั่นขึ้นจากกลางสนาม จากหน้าต่างและชานชาลา
ข้าพเจ้าเขย่งขึ้นมองดู เห็นผู้คนที่ยืนอยู่ข้างหลังโต๊ะแดงนั้นแยกออกเป็นสองแถว และมีชายหญิงสองคนเดินเข้ามา ชายนั้นได้จูงมือเด็กชายคนหนึ่งเข้ามาด้วย
เด็กนั้น คือเด็กคนที่ช่วยเพื่อนขึ้นมาจากจมน้ำอย่างกล้าหาญ ชายคนนั้นเป็นพ่อของเด็ก เป็นช่างปูนคนหนึ่ง วันนี้เขาแต่งตัวอย่างเรียบร้อย หญิงนั้นเป็นแม่ของเขา รูปร่างเล็ก ๆ ขาว ๆ สวมเครื่องแต่งตัวสีดำ เด็กนั้นก็ขาวแต่งตัวเรียบร้อย
เมื่อคนทั้งสามเห็นคนมากมาย และได้ยินเสียงปรบมือดังกราวใหญ่ ก็เลยยืนนิ่งอยู่ นัยน์ตาไม่มองไปทางอื่น พนักงานพิธีได้พาเขามายังข้างขวาของโต๊ะ
สักครู่หนึ่งเสียงปรมมือได้ดังขึ้นอีก เด็กนั้นมองไปทางหน้าต่าง และมองดูทางที่สุภาพสตรียืนอยู่ ดูเหมือนไม่รู้สึกว่าตนเองอยู่ที่ไหน ใบหน้าของเด็กนั้นค่อนข้างเหมือนกับอรรถ แต่แก้มแดงกว่าอรรถ พ่อแม่ของเขามองไปทางเวทีชั้นบน
ในขณะนั้น พวกเพื่อนของเด็กนั้นได้กวักมือและร้องเรียกเบา ๆ ว่า
"พิน พิน พิน"
เพื่อให้เด็กนั้นใจชื้นขึ้น เด็กนั้นก็ดูเหมือนได้ยินเสียงนั้น จึงมองมาทางพวกเขา ใบหน้าซึ่งตื่น ๆ อยู่นั้นได้ปรากฎรอยยิ้มขึ้น
สักครู่หนึ่ง ทหารรักษาการณ์ได้ระวังตรง แล้วข้าหลวงประจำจังหวัดกับข้าราชการก็เดินเข้ามา
ท่านข้าหลวงประจำจังหวัด สวมเครื่องแต่งตัวขาวสะอาดติดเหรียญตราเกือบเต็มหน้าอก เข้ามายืนอยู่ที่หน้าโต๊ะ สุภาพบุรุษนอกนั้นได้นั่งอยู่ข้าง ๆ และข้างหลัง
แตรวงหยุดบรรเลง และโดยคำสั่งของท่านข้าหลวง ได้สงบเงียบกันทั่วไปหมด
ท่านข้าหลวงประจำจังหวัดได้เริ่มแสดงปราฐกถาในชั้นต้นได้กล่าวถึงคุณความดีของเด็กผู้นี้ ฟังไม่ใคร่ได้ยินถนัด ต่อมาเสียงนั้นได้ค่อย ๆ ดังขึ้น เสียงดังทั่วสถานที่แม้แต่คำเดียวก็ไม่บกพร่อง มีใจความดังนี้
"เด็กคนนี้ เมื่อได้เห็นเพื่อนของตนกำลังจะจมน้ำก็ถอดเสื้อผ้าออกกระโจนลงน้ำว่ายไปช่วยโดยปราศจากการรีรอ เด็กที่ยืนอยู่ข้าง ๆ ได้ห้ามเขาโดยกล่าวว่า "เธอจะต้องจมลงไปพร้อมกับเขา" แต่เขาก็มิได้ฟัง ขณะนั้นน้ำในแม่น้ำกำลังเต็มและไหลเชี่ยว แม้แต่ผู้ใหญ่กระโดดลงไปก็ยังอาจจะเป็นอันตรายได้ เขาได้พยายามแหวกว่ายกระแสน้ำอันไหลเชี่ยว ที่สุดก็ได้ฉุดเอาเพื่อนที่จวนเจียนจะจมน้ำตายนั้นขึ้นมา และหลายครั้งที่เกือบจะจมลงไปทั้งสองคน แต่เขาก็ได้ใช้ความมานะและกล้าหาญของเขาถีบขึ้นเหนือน้ำได้ หัวใจอันอดทนและความยอมเสียสละนั้น เกือบจะไม่ใช่การกระทำของเด็กเลย และเหมือนหนึ่งอาการที่ผู้ใหญ่ช่วยเหลือลูกของตนดังนั้น
ด้วยอำนาจของพระรัตนตรัยจีงบันดาลให้การกระทำอันกล้าหาญของเด็กผู้นี้ช่วยเหลือได้เป็นผลสำเร็จ ช่วยเหลือเพื่อซึ่งจวนเจียนจะตายนั้นรอดมาได้ และเมื่อได้รับความช่วยเหลือจากผู้อื่นอีกด้วยแล้ว ที่สุดก็พ้นอันตรายมาได้ทั้งสองคน เมื่อเสร็จกิจอันน่าชมนี้แล้ว เขาก็ได้กลับไปบ้านอย่างปกติ แล้วบอกให้คนที่บ้านรู้โดยปราศจากความตื่นใจ
ท่านทั้งหลาย ความกล้าหาญนี้ สำหรับผู้ใหญ่ก็เป็นศิลธรรมอันดีงามที่หาได้ยากอยู่แล้ว เฉพาะเด็กผู้ซึ่งไม่ได้หวังประโยชน์และชื่อเสียง กำลังกายอ่อนแอ ทำอะไรมักจะทำด้วยความกระตือรือร้น เด็กไม่มีหน้าที่รับผิดชอบอะไร แม้เขาจะไม่ทำอะไรเสียเลย เพียงเข้าใจคำพูดของผู้อื่น ไม่ลืมบุญคุณของผู้อื่น ก็เป็นที่น่ารักใคร่อยู่แล้ว ฉะนั้น การกระทำอันกล้าหาญนี้ ย่อมนับว่าเป็นการกระทำอันประเสริฐยิ่ง
ท่านทั้งหลาย ข้าพเจ้าไม่อยากจะพูดอะไรอีก การกระทำอันประเสริฐนี้ ข้าพเจ้าไม่อยากกล่าวชมเชยโดยไม่เป็นสาระ บัดนี้ผู้ที่อยู่ข้างหน้าของท่านทั้งหลายนี้ คือเด็กผู้กล้าหาญนั้น ท่านผู้เป็นทหารทั้งหลายขอได้นับเขาเป็นน้องและสตรีที่มีบุตรแล้ว ก็ขอได้นับเขาเป็นบุตร และขอได้รักใคร่เอ็นดูเขาเหมือนกับบุตรของตน ส่วนเด็กทั้งหลายก็จงจำชื่อของเขาไว้ จำตัวอย่างการกระทำของเขาจารึกไว้ในหัวใจ อย่าได้ลืมเสีย"
"เชิญมาทางนี้ พ่อหนูน้อย บัดนี้ข้าพเจ้าจะได้ให้เหรียญนี้แก่เธอ ในพระนามแห่งพระมหากษัตริย์แห่งประเทศไทย"
ข้าหลวงเดินไปหยิบเอาเหรียญที่บนโต๊ะกลัดติดกับหน้าอกเสื้อเด็กหนุ่ม แม่ของเขาได้ยกมือขึ้นปิดตา และพ่อของเขาก้มลงจนคางจรดหน้าอก
ท่านข้าหลวงจับมือกับพ่อและแม่ของเด็กนั้นแล้ว ส่งประกาศนียบัตรวางวัลซึ่งผูกด้วยแพรให้แม่ของเขาแล้วก็หันไปกล่าวกับเด็กนั้นว่า
"วันนี้เป็นวันที่เธอได้รับเกียรติยศอันสูงสุดและสำหรับพ่อแม่ของเธอก็เป็นวัน ที่มีเกียรติยศที่สุดเหมือนกันในชีวิตของเธอ จงอย่าได้ลืมวันนี้เสีย จงเดินสู่ทางแห่งศีลธรรมและชื่อเสียงอันดีงามตลอดไป"
เมื่อท่านข้าหลวงกล่าวจบแล้วก็ถอยออกไป แตรวงได้บรรเลงเพลงอีก พวกเราคิดว่า พิธีคงเสร็จเรียบร้อยแล้ว ในขณะนั้น ได้มีเด็กอายุประมาณ ๗-๘ ปี คนหนึ่งเดินออกมาจากข้างซ้าย วิ่งตรงเข้าไปยังเด็กที่ได้รับเหรียญนั้นแล้วกอดไว้
เสียงปรบมือได้ดังขึ้นอีก เด็กผู้นั้นคือเด็กที่ได้รับการช่วยเหลือขึ้นมาจากแม่น้ำ การที่เขาออกมาครั้งนี้ ก็เพื่อจะแสดงความขอบคุณต่อผู้ที่ได้ช่วยชีวิตเขาไว้
เด็กที่ได้รับความช่วยเหลือ ได้เข้าไปหาผู้มีบุญคุณของเขา แล้วก็จูงมือออกไป พ่อและแม่ของเด็กนั้นก็เดินตามไปข้างหลัง ได้พยายามเบียดประชาชนไปจนถึงประตูใหญ่ ตำรวจ เด็กเล็ก ทหาร และผู้หญิง ล้วนหันศีรษะไปทางเดียวกันหมด เขย่งเท้าเพื่อมองดูเด็กผู้นั้น คนที่อยู่ใกล้ บ้างก็เอามือไปจับเขา เมื่อผ่านไปทางหมู่นักเรียน นักเรียนก็ชูหมวกขึ้น ส่วนเด็กที่เป็นชาวตำบลเดียวกัน ต่างก็จับมือจับแขนเขา บ้างฉุดเสื้อไว้ แล้วพร้อมกันร้องขึ้น "พิน พิน ไชโย ไชโย"
เมื่อเขาเดินผ่านมาทางเรา เราได้เห็นใบหน้าเขาแดงดูเหมือนปลื้มใจมาก ที่เหรียญนั้นมีแถบแพรสีธงชาติ ผู้เป็นพ่อใช้มืออันสั่นลูบคลำหนวดอยู่เสมอ คนที่อยู่ตามหน้าต่างและชานชาลาต่างเปล่งเสียงไชโย เมื่อพวกเราเดินผ่านประตูใหญ่ พวกสตรีก็โยดอกไม้ลงมาบนศีรษะ เด็กนั้นและพ่อแม่ของเขา แล้วหล่นมาที่ดิน คนที่ยืนอยู่ข้าง ๆ ต่างก้มลงไปเก็บแล้วมอบให้แม่เขา ในขณะนั้น แตรวงได้บรรเลงเพลงช้า ๆ และหยดย้อย เหมือนหนึ่งเสียงเดินของประชาชนหมู่ใหญ่ และค่อย ๆ เบาลงจนจบ
(อ่านต่อบทที่ ๗๑ "เด็กพิการ")

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น