๒๔ กันยายน
ครูของเราป่วยหนัก ครูชั้นปีที่ ๔ ได้มาทำการสอนแทน ครูผู้นี้ได้เคยเป็นครูสอนอยู่ที่โรงเรียนเด็กตาบอด เป็นครูที่มีอายุมากที่สุดในโรงเรียน ผมขาวเหมือนกับผมปลอมที่ทำด้วยสำลี พูดเสียงเพราะมากเหมือนกับร้องเพลง เวลาพูดก็น่าฟังและรู้เรื่องต่าง ๆ กว้างขวางด้วย พอเข้าห้องเรียนเห็นเด็กคนหนึ่งเอาผ้าพันแผลผูกปิดตาไว้ข้างหนึ่ง ก็เดินเข้าไปใกล้และถามเขาว่าเป็นอะไร
"ตาของเขาเป็นสิ่งสำคัญ ต้องระวังให้ดี" ครูพูด
ทันใดนั้นประดิษฐ์ได้ยืนขึ้นถามครูว่า
"ได้ทราบว่าคุณครูเคยเป็นครูอยู่ที่โรงเรียนเด็กตาบอดนั้นจริงหรือครับ?"
"จริง ฉันเป็นครูอยู่ ๔-๕ ปี"
"ครูจะกรุณาเล่าเรื่องของโรงเรียนให้พวกผมฟังบ้างได้ไหมครับ?" ประดิษฐ์ถามด้วยเสียงเบา ๆ
ครูกลับไปนั่งยังที่ แล้วก็เริ่มบรรยาย
"พวกเธอเรียกพวกเขาว่า "เด็กตาบอด เด็กตาบอด" เหมือนเป็นเรื่องธรรมดา แต่พวกเธอเข้าใจคำว่า "บอด" ดีแล้วหรือ เราลองนึก ๆ ดู คนตาบอดนั้นไม่รู้ว่าเป็นเวลากลางวันหรือกลางคืน สีของท้องฟ้า แสงของดวงอาทิตย์ หน้าตาของพ่อแม่ของตนตลอดจนสิ่งต่าง ๆ ที่อยู่รอบข้าง สิ่งที่มือตนไปกระทบแตะต้องนั้นล้วนแต่ไม่แลเห็น จะเปรียบก็เหมือนกับว่า ตั้งแต่เกิดก็ถูกขังอยู่ในห้องทึบ อยู่ในความมืดตลอดมา พวกเธอจงลองหลับตานึกดูสักพักหนึ่งแล้วนึกถึงว่า ถ้าตลอดชีวิตของตนมองไม่เห็นอะไรเช่นนั้น ในใจของเธอก็คงจะไม่เป็นปกติสุข และจะรู้สึกว่าเป็นการน่ากลัว และจะรู้สึกว่าถึงอย่างไรก็ตามคงจะทนไปไม่ได้ แล้วเธอจะต้องร้องไห้ออกมาเป็นบ้าจนตายไป แม้แต่จะเป็นเช่นนี้ก็ดี ถ้าพวกเธอได้ไปเที่ยวโรงเรียนเด็กตาบอด ในเวลาโรงเรียนหยุดพัก จะได้เห็นเด็กเหล่านั้นเล่นไวโอลิน เป่าขลุ่ย ก้าวขึ้นบันไดทีละหลาย ๆ ขั้น วิ่งเล่นตามระเบียง หรือห้องนอนก็มี คุยกันด้วยเสียงอันดัง และพวกเราก็เลยอาจรู้สึกว่า สภาพความเป็นอยู่แท้จริงนั้น ถ้าวิเคราะห์ด้วยความตั้งใจแล้ว ก็จะไม่เข้าใจได้เลย พวกเขามีอายุอยู่ในวัย ๑๖ - ๑๗ ปีทั้งนั้น เป็นเด็กหนุ่มที่กระตือรือร้น ดูเหมือนไม่รู้สึกว่าการเป็นผู้ทุพพลภาพนั้นเป็นเคราะห์อันร้ายแรง แต่เมื่อเราเห็นความหยิ่งความถือตัวของเขา ก็จะยิ่งรู้ว่า ต่อไปถ้าเขาได้ บังเกิดความรู้สึกในความเคราะห์ร้ายของเขานั้น เขาจะต้องนึกลำบากใจเพียงไร บางคนทำหน้าซีดอย่างน่าสงสาร เหมือนกับรู้สึกตัวว่าเป็นคนเคราะห์ร้าย พวกเขาแม้จะรู้สึกตัว ก็ยังไม่วายทำหน้าเศร้าโศกอยู่เสมอ ซึ่งพวกเราพอจะคิดได้ว่า คงมีเวลาหนึ่งที่เขาต้องนอนร้องไห้อยู่คนเดียว เธอทั้งหลาย ในจำพวกเด็กเหล่านี้ บางคนป่วยเป็นโรคตาเพียง ๒-๓ วัน แล้วตาบอดก็มี บางคนเป็นตั้งหลายปี ได้รับการผ่าตัดจากหมอที่ไม่มีความชำนาญ แล้วจึงบอดไปก็มี มันเหมือนกับการเกิดอยู่ในโลกแห่งเวลากลางคืน ความเป็นอยู่ของเขาเหมือนกับอยู่ในที่ฝังศพใหญ่ พวกเขาไม่เคยเห็นหน้าคนว่าเป็นอย่างไร พวกเราลองนึกดูซิว่า เมื่อพวกเขาคิดถึงความแตกต่างในระหว่างตนและคนอื่น เขาถามตนเองว่า "เหตุใดจึงมีความแตกต่างกัน? โธ่ ถ้าเรามองเห็น...." ในขณะนั้นเขาจะกลุ่มเพียงไร เขาจะต้องคิดไปจนตาย"
"ครูได้ผ่านความเป็นอยู่ในโรงเรียนเด็กตาบอดมาตั้งหลายปี ย่อมทรงจำพวกเด็กซึ่งนัยน์ตาถูกปิดอยู่ ไม่พบกับความสว่างและไม่มีความสุขนั้นได้ บัดนี้มาเห็นพวกเธอไม่ว่าจะเป็นใครก็ตาม จะว่าเป็นผู้่ที่เคราะห์ร้ายไม่ได้เลย เราลองคิดดูว่า ทั่วประเทศไทยมีเด็กตาบอดอยู่กี่พันคน เด็กจำพวกนี้ไม่มีโอกาสได้เห็นความสว่างเลย"
เมื่อครูพูดถึงตอนนี้แล้วก็หยุด ในห้องเรียนเงียบกริบไปหมด ประดิษฐ์ได้ถามขึ้นว่า
"เขาว่า ความรู้สึกของคนตาบอดว่องไวกว่าคนธรรมดานั้นจริงหรือขอรับ?"
ครูกล่าวต่อไป
"เป็นความจริง นอกจากตาแล้ว ความรู้สึกในส่วนอื่นว่องไวทั้งนั้น เพราะเนื่องด้วยไม่มีตาจะใช้ จึงเอาความรู้สึกอย่างอื่นมาแทน ก็ย่อมเป็นธรรมดาที่เขาจะฝึกหัดให้ดีขึ้นได้ พอสว่างขึ้น เด็กตาบอดในห้องนอนคนหนึ่งก็ถามขึ้นว่า "วันนี้มีแดดไหม?" คนที่แต่งตัวเสร็จก่อนก็ไปกลางแจ้ง เอามือสอบดูว่าวันนี้มีแสงอาทิตย์หรือไม่แล้วก็เข้ามาตอบคำถามนั้นว่า "มีแดด" เด็กตาบอดสามารถฟังเสียงคนแล้วบอกได้ว่าคนนั้นสูงหรือเตี้ย ตามปกติเราทายใจของคนอื่นได้ด้วยนัยน์ตาของเรา แต่เด็กตาบอดพอได้ยินเสียงเข้าเขาก็ทายได้เหมือนกัน พวกเขาสามารถจำเสียงคน ๆ หนึ่งได้ตั้งหลาย ๆ ปี ภายในห้อง ๆ หนึ่ง แม้มีคนพูดอยู่คนเดียวและคนอื่น ๆ นั่งนิ่งอยู่ เขาก็สามารถรู้ได้ว่ามีคนที่นั่งอยู่ในห้องนั้นมากกว่าคนเดียว เมื่อพวกเขาจับช้อน เขาก็สามารถรู้ได้ว่าเส้นด้ายย้อมสีแล้วหรือยัง ในเวลาที่เดินเรียงสองไปตามถนนนั้น เขาสามารถบอกได้ว่ามีร้านขายอะไรบ้าง โดยใช้วิธีดมกลิ่นเอาเท่านั้น ลูกข่างที่หมุนดังอยู่ที่พื้นดินนั้น พอเขาได้ยินเสียงก็สามารถเข้าไปจับได้ทันที พวกเขาสามารถเล่นกระโดดเชือก เอาก้อนหินเล็กมากองเป็นบ้าน เก็บดอกไม้ เก็บหญ้ต่าง ๆ มาสานเป็นเสื่อ หรือตะกร้าที่สวย ๆ ความรู้สึกในทางสัมผัสเขาว่องไวเช่นนี้
ความรู้สึกในทางสัมผัสก็คือ ความรู้สึกในทางดูของเขา พวกเขาลูบคลำลักษณะของต่าง ๆ ในเวลาที่พาพวกเขาไปเที่ยวตามสถานที่ประกวดอุตสาหกรรมของต่าง ๆ นั้น ถ้าที่ใดยอมให้เขาเข้าไปลูบคลำได้แล้ว พวกเขาก็เข้าไปลูบคลำด้วยความพอใจ จะเป็นรูปเหลี่ยมรูปป้าน หรือเครท่องดนตรีก็ตาม เขาจะลูบคลำในส่วนมุมต่าง ๆ หรือพลิกของนั้นกลับไปกลับมา เพื่อคะเนการประกอบของมันด้วยความดีใจและแปลกใจระคนกัน เขาถือกันว่าเหมือนกับการดูของเราเหมือนกัน"
พนิชได้ถามสวนขึ้นมาว่า
"เขาว่าคนตาบอดสามารถในการคำนวณกว่าคนตาดีนั้นจริงหรือขอรับ?"
"เป็นความจริง พวกเขาก็เรียนเลขเรียนเขียนเหมือนกัน ตัวหนังสือที่เขาเรียนนั้นนูนขึ้นจากแผ่นกระดาษ พวกเขาใช้มือคลำ ๆ ดูแล้วก็อ่าน เขาอ่านได้เร็วมาก และพวกเขาก็เขียนได้ แต่เขาไม่ใช้น้ำหมึก เขาเอาเข็มแทงเป็นรูเล็ก ๆ ลงบนกระดาษ เมื่อพลิกเอากระดาษกลับขึ้นมา รูเล็ก ๆ นั้นก็นูนขึ้น เมื่อใช้มือคลำดูก๋อ่านได้ พวกเขาได้ใช้รูนูนนี้ทำการเรียงความ เขียนจดหมาย คิดเลข และก็ใช้วิธีนี้มาเขียนและคำนวณ พวกเขาคิดเลขในใจไว้นัก ทั้งนี้เนื่องด้วยตามองไม่เห็นอะไร ใจเขาก็เลยไม่ฟุ้งซ่านนั่นเอง เด็กตาบอดอ่านหนังสือด้วยความตั้งใมาก ท่องได้อย่างแม่นยำ แม้นักเรียนเล็ก ๆ ก็สามารถนำกิจการตามประวัติศาสตร์ และในแบบเรียนมาคุยกันได้อย่างสนุกสนาน พวกเรา ๔-๕ คนนั่งอยู่ที่เก้าอี้ยาวตัวเดียวกัน ต่างมองไม่เห็นคนที่สนทนากัน คนที่ ๑ กับคนที่ ๓ คุยกันเรื่องหนึ่ง และคนที่ ๒ กับ ๔ อีกเรื่องหนึ่ง ต่างสนทนากันด้วยเสียงอันดังในเวลาเดียวกัน แต่ไม่มีคำใดที่ฟังผิดไปเลย
"เด็กตาบอดถือการทดลองยิ่งไปกว่าพวกเธอและสนิทสนมกับครูมาก เพียงได้ยินเสียงเดินและได้กลิ่นก็สามารถจำครูได้ เมื่อได้ยินเสียงของครูคำเดียวก็สามารถรู้ได้ว่าครูมีความพอใจหรือโกรธ ในเวลาที่ครูชมเขานั้น เขาก็มาเกาะมือของครูแสดงความดีใจและร่าเริงมาก ในระหว่างหมู่พวกของเขา ๆ ชอบพอกันมาก มักเล่นกันอยู่ในแห่งเดียวกัน ถ้าเป็รโรงเรียนหญิงแล้ว ก็จะแบ่งเป็นหมู่เหล่าตามเครื่องดนตรี มีหมู่ไวโอลิน หมู่เปียโน หมู่ขลุ่ย ต่างไปรวมอยู่เป็นหมู่กันที่จะให้เขาแยกจากกันนั้น เป็นการลำบากมาก การตัดสินของเขาก็เที่ยงตรง ความเข้าใจในทางผิดชอบก็ดี เมื่อเขาได้ฟังคำพูดที่ดี ๆ แ้ว เขาก็จะแสดงความพอใจออกมาทีเดียว.
ประยูรถามขึ้นว่า "พวกเขาเล่นดนตรีได้ไหมขอรับ?"
"เขาชอบดนตรีมาก การเล่นดนตรีเป็นความสุขของเขา ดนตรีเป็นชีวิตของเขา เด็กตาบอดที่มาเข้าโรงเรียนใหม่ ๆ สามารถยืนฟังดนตรีอยู่ได้ตั้ง ๓ ชั่วโมง เขาหัดได้เร็ว และเล่นด้วยความตั้งใจ ถ้าเราไปบอกกับเขาว่า เขาเล่นดนตรีไม่ดี เขาก็จะเสียใจมาก แต่ก็เนื่องด้วยเหตุนี้ ที่ทำให้เขายิ่งตั้งใจหัดอย่างจริงจังขึ้นอีก
"ขณะที่เขาเล่นดนตรีเขามักเงยหน้าขึ้น ที่ริบฝีปากเต็มไปด้วยรอยยิ้ม หน้าแดง อยู่ในท่ามกลางแห่งเสียงดนตรีอันไพเราะ เมื่อเราได้เห็นสภาพนี้แล้ว ก็จะรู้ได้ว่าดนตรีนั้นเป็นเครื่องปลอบโยนที่ศักดิ์สิทธิ์เพียงไร ถ้าเราไปบอกกับเขาว่า "เธอเป็นนักดนตรีได้" พวกเขาก็จะดีใจและแสดงสีหน้าพอใจออกมาทันที คนที่เก่งในทางดนตรีนั้น ได้รับความเคารพเหมือนหนึ่งเจ้านาย เมื่อมีการวิวาทอะไรกันขึ้น ก็พากันไปหาเขาเพื่อขอคำตัดสิน นักเรียนเล็ก ๆ ที่เขาหัดดนตรีให้นั้นจะนับถือเขาอย่างพ่อทีเดียว ในเวลากลางคืนขณะที่จะไปนอน ทุกคนจะต้องไปลาเขาเสียก่อน แล้วจึงไปนอน พวกเขาคุยกันแต่เรื่องดนตรี ในเวลากลางคืนก็คุยกันบนเตียง แม้เมื่อตอนกลางวัน จะเหนื่อยจนง่วงเพียงไรก็คุยกันแต่เรื่องดนตรี เรื่องของคนที่สามารถในทางดนตรี เรื่องเครื่องดนตรีหรือเรื่องวงดนตรีเหล่านี้ การห้ามมิให้เขาอ่านหนังสือและห้ามการเล่นดนตรีนั้น ย่อมเป็นการลงโทษอย่างหนัก สำหรับเขา ความเศร้าโศกของเขาในเรื่องนี้ เมื่อใครเห็นเข้าแล้ว ก็จะไม่กล้าลงโทษแก่เขาดังนี้ได้อีก ความสว่างจะขาดจากเราไม่ได้ฉันใด ดนตรีก็จะไม่สามารถขาดจากเขาได้ฉันนั้น
ประดิษฐ์ถามว่า "พวกเราจะไปเที่ยวที่โรงเรียนเด็กตาบอดกันบ้างได้ไหมขอรับ?"
"ไปได้เหมือนกัน แต่เด็ก ๆ ขนาดเธออย่าไปเสียเลยจะดีกว่า เมื่อพวกเธอมีอายุมากขึ้น สามารถตัดสินใจในความเคราะห์ร้ายของเขาเหล่านี้ได้แล้ว จึงค่อยไปดูดีกว่า เมื่อไปเห็นสภาพของเขาเข้าแล้ว เราจะต้องรู้สึกสังเวชใจอย่างยิ่ง เพียงเดินผ่านหน้าโรงเรียนเด็กตาบอดก็จะได้เห็นเด็กเล็ก ๆ เป็นจำนวนมากนั่งอยู่ที่หน้าต่างรับอากาศอันบริสุทธิ์อยู่อย่างไม่เคลื่อนไหว ดูไปเผิน ๆ เหมือนกับพวกเขากำลังมองไปยังป่าอันกว้างขวาง หรือภูเขาอันเขียวสดนั้น แต่เมื่อคิดถึงว่า เขาพวกนั้นมองไม่เห็นอะไรตลอดชีวิตของเขา เขาจะมองไม่เห็นความสวยงามแห่งธรรมชาติเลย ในขณะนั้นแหละหัวใจเราจะเหมือนกับถูกอะไรบีบไว้ ในจำนวนเด็กตาบอดนั้นบางคนตาบอดมาแต่กำเนิด และเนื่องด้วยพอเริ่มต้นชีวิตเขาก็มิได้เห็นโลก ความน้อยใจจึงยังไม่มากอะไร ส่วนคนที่ตาบอดมาได้ ๒-๓ เดือนนั้น ในใจของเขายังจำสิ่งต่าง ๆ ที่เคยประสบมาแล้วได้เขารู้ดีแล้วว่า ต่อจากนี้ไปเขาจะมองอะไรไม่เห็นเลย และความทรงจำอันน่าเพลิดเพลินของเขานั้นได้ค่อย ๆ เสื่อมไปทุกวัน ๆ ใบหน้าของคนที่เขารักนั้นก็ค่อย ๆ เลือนไปจากความทรงจำ พร้อมกับความรู้สึกว่าหัวใจของเขาได้มืดลงทุกวัน ๆ วันหนึ่งมีคนหนึ่งในจำนวนนั้นได้กล่าวขึ้นด้วยความเศร้าโศกอย่างยิ่งว่า
"ขอให้เราตาสว่างอีกหนหนึ่งเถิด แม้แต่ชั่วขณะเดียวก็ได้ เราจะได้เห็นหน้าแม่ของเรา เราจำหน้าแม่ของเราไม่ได้แล้ว"
ในเวลาที่แม่มาเยี่ยมพวกเขานั้น พวกเขาเอามือไปลูบคลำใบหน้าของแม่ จากหน้าผากลงถึงลูกคางและหู ลูบคลำไปทั่วทุกแห่ง แล้วร้องเรียก "แม่ - แม่" เรื่อยไป เมื่อเห็นภาพเช่นนี้เข้าแล้ว แม้หัวใจจะเข้มแข็งเพียงไร ก็ต้องร้องไห้ แล้วต้องถอยออกไป เมื่อเราออกมาจากที่นั่นแล้ว จะรู้สึกว่าที่ตาของตนดูอะไร ๆ เห็นนั้นเป็นโชคอันมหาประเสริฐ และจะรู้สึกว่าการที่เราได้เห็นหน้าคน บ้านช่องและท้องฟ้านั้น เป็นสิทธิพิเศษอันเกินควร ครูเดาได้ว่า เมื่อพวกเธอได้เห็นพวกเขาเข้าแล้ว และถ้าเป็นไปได้ ทุก ๆ คนคงยอมที่จะแบ่งกำลังการดูของตนอุทิศให้แก่เด็กเหล่านั้นส่วนหนึ่ง เด็กซึ่งไม่ได้พบแสงของดวงอาทิตย์ ไม่ได้เห็นหน้าของมารดาตน เด็กซึ่งจะต้องพบกับความมืดตลอดชีวิต"
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น