วันพุธที่ 5 มกราคม พ.ศ. 2565

บทที่ ๕๐ เด็กตาบอด


เด็กตาบอด

๒๔ กันยายน


ครูของเราป่วยหนัก  ครูชั้นปีที่ ๔ ได้มาทำการสอนแทน  ครูผู้นี้ได้เคยเป็นครูสอนอยู่ที่โรงเรียนเด็กตาบอด  เป็นครูที่มีอายุมากที่สุดในโรงเรียน  ผมขาวเหมือนกับผมปลอมที่ทำด้วยสำลี  พูดเสียงเพราะมากเหมือนกับร้องเพลง  เวลาพูดก็น่าฟังและรู้เรื่องต่าง ๆ กว้างขวางด้วย  พอเข้าห้องเรียนเห็นเด็กคนหนึ่งเอาผ้าพันแผลผูกปิดตาไว้ข้างหนึ่ง  ก็เดินเข้าไปใกล้และถามเขาว่าเป็นอะไร

    "ตาของเขาเป็นสิ่งสำคัญ ต้องระวังให้ดี"  ครูพูด

    ทันใดนั้นประดิษฐ์ได้ยืนขึ้นถามครูว่า

    "ได้ทราบว่าคุณครูเคยเป็นครูอยู่ที่โรงเรียนเด็กตาบอดนั้นจริงหรือครับ?"

    "จริง  ฉันเป็นครูอยู่ ๔-๕ ปี"

    "ครูจะกรุณาเล่าเรื่องของโรงเรียนให้พวกผมฟังบ้างได้ไหมครับ?"  ประดิษฐ์ถามด้วยเสียงเบา ๆ 

    ครูกลับไปนั่งยังที่  แล้วก็เริ่มบรรยาย

    "พวกเธอเรียกพวกเขาว่า "เด็กตาบอด  เด็กตาบอด"  เหมือนเป็นเรื่องธรรมดา  แต่พวกเธอเข้าใจคำว่า "บอด" ดีแล้วหรือ  เราลองนึก ๆ ดู คนตาบอดนั้นไม่รู้ว่าเป็นเวลากลางวันหรือกลางคืน  สีของท้องฟ้า แสงของดวงอาทิตย์  หน้าตาของพ่อแม่ของตนตลอดจนสิ่งต่าง ๆ ที่อยู่รอบข้าง  สิ่งที่มือตนไปกระทบแตะต้องนั้นล้วนแต่ไม่แลเห็น  จะเปรียบก็เหมือนกับว่า  ตั้งแต่เกิดก็ถูกขังอยู่ในห้องทึบ  อยู่ในความมืดตลอดมา  พวกเธอจงลองหลับตานึกดูสักพักหนึ่งแล้วนึกถึงว่า  ถ้าตลอดชีวิตของตนมองไม่เห็นอะไรเช่นนั้น  ในใจของเธอก็คงจะไม่เป็นปกติสุข  และจะรู้สึกว่าเป็นการน่ากลัว  และจะรู้สึกว่าถึงอย่างไรก็ตามคงจะทนไปไม่ได้  แล้วเธอจะต้องร้องไห้ออกมาเป็นบ้าจนตายไป  แม้แต่จะเป็นเช่นนี้ก็ดี  ถ้าพวกเธอได้ไปเที่ยวโรงเรียนเด็กตาบอด  ในเวลาโรงเรียนหยุดพัก  จะได้เห็นเด็กเหล่านั้นเล่นไวโอลิน  เป่าขลุ่ย  ก้าวขึ้นบันไดทีละหลาย ๆ ขั้น  วิ่งเล่นตามระเบียง  หรือห้องนอนก็มี  คุยกันด้วยเสียงอันดัง  และพวกเราก็เลยอาจรู้สึกว่า  สภาพความเป็นอยู่แท้จริงนั้น  ถ้าวิเคราะห์ด้วยความตั้งใจแล้ว  ก็จะไม่เข้าใจได้เลย  พวกเขามีอายุอยู่ในวัย ๑๖ - ๑๗ ปีทั้งนั้น  เป็นเด็กหนุ่มที่กระตือรือร้น  ดูเหมือนไม่รู้สึกว่าการเป็นผู้ทุพพลภาพนั้นเป็นเคราะห์อันร้ายแรง  แต่เมื่อเราเห็นความหยิ่งความถือตัวของเขา  ก็จะยิ่งรู้ว่า ต่อไปถ้าเขาได้  บังเกิดความรู้สึกในความเคราะห์ร้ายของเขานั้น  เขาจะต้องนึกลำบากใจเพียงไร  บางคนทำหน้าซีดอย่างน่าสงสาร  เหมือนกับรู้สึกตัวว่าเป็นคนเคราะห์ร้าย  พวกเขาแม้จะรู้สึกตัว ก็ยังไม่วายทำหน้าเศร้าโศกอยู่เสมอ  ซึ่งพวกเราพอจะคิดได้ว่า  คงมีเวลาหนึ่งที่เขาต้องนอนร้องไห้อยู่คนเดียว  เธอทั้งหลาย  ในจำพวกเด็กเหล่านี้  บางคนป่วยเป็นโรคตาเพียง ๒-๓ วัน  แล้วตาบอดก็มี  บางคนเป็นตั้งหลายปี  ได้รับการผ่าตัดจากหมอที่ไม่มีความชำนาญ  แล้วจึงบอดไปก็มี  มันเหมือนกับการเกิดอยู่ในโลกแห่งเวลากลางคืน  ความเป็นอยู่ของเขาเหมือนกับอยู่ในที่ฝังศพใหญ่  พวกเขาไม่เคยเห็นหน้าคนว่าเป็นอย่างไร  พวกเราลองนึกดูซิว่า  เมื่อพวกเขาคิดถึงความแตกต่างในระหว่างตนและคนอื่น  เขาถามตนเองว่า "เหตุใดจึงมีความแตกต่างกัน?  โธ่  ถ้าเรามองเห็น...." ในขณะนั้นเขาจะกลุ่มเพียงไร  เขาจะต้องคิดไปจนตาย"

    "ครูได้ผ่านความเป็นอยู่ในโรงเรียนเด็กตาบอดมาตั้งหลายปี  ย่อมทรงจำพวกเด็กซึ่งนัยน์ตาถูกปิดอยู่  ไม่พบกับความสว่างและไม่มีความสุขนั้นได้  บัดนี้มาเห็นพวกเธอไม่ว่าจะเป็นใครก็ตาม  จะว่าเป็นผู้่ที่เคราะห์ร้ายไม่ได้เลย  เราลองคิดดูว่า  ทั่วประเทศไทยมีเด็กตาบอดอยู่กี่พันคน  เด็กจำพวกนี้ไม่มีโอกาสได้เห็นความสว่างเลย"

    เมื่อครูพูดถึงตอนนี้แล้วก็หยุด  ในห้องเรียนเงียบกริบไปหมด  ประดิษฐ์ได้ถามขึ้นว่า

    "เขาว่า  ความรู้สึกของคนตาบอดว่องไวกว่าคนธรรมดานั้นจริงหรือขอรับ?"

    ครูกล่าวต่อไป

    "เป็นความจริง  นอกจากตาแล้ว  ความรู้สึกในส่วนอื่นว่องไวทั้งนั้น  เพราะเนื่องด้วยไม่มีตาจะใช้  จึงเอาความรู้สึกอย่างอื่นมาแทน  ก็ย่อมเป็นธรรมดาที่เขาจะฝึกหัดให้ดีขึ้นได้  พอสว่างขึ้น  เด็กตาบอดในห้องนอนคนหนึ่งก็ถามขึ้นว่า  "วันนี้มีแดดไหม?"  คนที่แต่งตัวเสร็จก่อนก็ไปกลางแจ้ง  เอามือสอบดูว่าวันนี้มีแสงอาทิตย์หรือไม่แล้วก็เข้ามาตอบคำถามนั้นว่า "มีแดด"  เด็กตาบอดสามารถฟังเสียงคนแล้วบอกได้ว่าคนนั้นสูงหรือเตี้ย  ตามปกติเราทายใจของคนอื่นได้ด้วยนัยน์ตาของเรา  แต่เด็กตาบอดพอได้ยินเสียงเข้าเขาก็ทายได้เหมือนกัน  พวกเขาสามารถจำเสียงคน ๆ หนึ่งได้ตั้งหลาย ๆ ปี  ภายในห้อง  ๆ หนึ่ง  แม้มีคนพูดอยู่คนเดียวและคนอื่น ๆ นั่งนิ่งอยู่  เขาก็สามารถรู้ได้ว่ามีคนที่นั่งอยู่ในห้องนั้นมากกว่าคนเดียว  เมื่อพวกเขาจับช้อน  เขาก็สามารถรู้ได้ว่าเส้นด้ายย้อมสีแล้วหรือยัง  ในเวลาที่เดินเรียงสองไปตามถนนนั้น  เขาสามารถบอกได้ว่ามีร้านขายอะไรบ้าง  โดยใช้วิธีดมกลิ่นเอาเท่านั้น  ลูกข่างที่หมุนดังอยู่ที่พื้นดินนั้น  พอเขาได้ยินเสียงก็สามารถเข้าไปจับได้ทันที  พวกเขาสามารถเล่นกระโดดเชือก  เอาก้อนหินเล็กมากองเป็นบ้าน  เก็บดอกไม้  เก็บหญ้ต่าง ๆ มาสานเป็นเสื่อ  หรือตะกร้าที่สวย ๆ ความรู้สึกในทางสัมผัสเขาว่องไวเช่นนี้

    ความรู้สึกในทางสัมผัสก็คือ ความรู้สึกในทางดูของเขา  พวกเขาลูบคลำลักษณะของต่าง ๆ ในเวลาที่พาพวกเขาไปเที่ยวตามสถานที่ประกวดอุตสาหกรรมของต่าง ๆ นั้น ถ้าที่ใดยอมให้เขาเข้าไปลูบคลำได้แล้ว  พวกเขาก็เข้าไปลูบคลำด้วยความพอใจ  จะเป็นรูปเหลี่ยมรูปป้าน หรือเครท่องดนตรีก็ตาม  เขาจะลูบคลำในส่วนมุมต่าง ๆ หรือพลิกของนั้นกลับไปกลับมา  เพื่อคะเนการประกอบของมันด้วยความดีใจและแปลกใจระคนกัน  เขาถือกันว่าเหมือนกับการดูของเราเหมือนกัน"

    พนิชได้ถามสวนขึ้นมาว่า

    "เขาว่าคนตาบอดสามารถในการคำนวณกว่าคนตาดีนั้นจริงหรือขอรับ?"

    "เป็นความจริง  พวกเขาก็เรียนเลขเรียนเขียนเหมือนกัน  ตัวหนังสือที่เขาเรียนนั้นนูนขึ้นจากแผ่นกระดาษ  พวกเขาใช้มือคลำ ๆ  ดูแล้วก็อ่าน  เขาอ่านได้เร็วมาก  และพวกเขาก็เขียนได้  แต่เขาไม่ใช้น้ำหมึก  เขาเอาเข็มแทงเป็นรูเล็ก ๆ ลงบนกระดาษ  เมื่อพลิกเอากระดาษกลับขึ้นมา  รูเล็ก ๆ นั้นก็นูนขึ้น  เมื่อใช้มือคลำดูก๋อ่านได้  พวกเขาได้ใช้รูนูนนี้ทำการเรียงความ   เขียนจดหมาย  คิดเลข และก็ใช้วิธีนี้มาเขียนและคำนวณ  พวกเขาคิดเลขในใจไว้นัก  ทั้งนี้เนื่องด้วยตามองไม่เห็นอะไร  ใจเขาก็เลยไม่ฟุ้งซ่านนั่นเอง  เด็กตาบอดอ่านหนังสือด้วยความตั้งใมาก  ท่องได้อย่างแม่นยำ  แม้นักเรียนเล็ก ๆ ก็สามารถนำกิจการตามประวัติศาสตร์  และในแบบเรียนมาคุยกันได้อย่างสนุกสนาน  พวกเรา ๔-๕ คนนั่งอยู่ที่เก้าอี้ยาวตัวเดียวกัน  ต่างมองไม่เห็นคนที่สนทนากัน  คนที่ ๑ กับคนที่ ๓ คุยกันเรื่องหนึ่ง  และคนที่ ๒ กับ ๔ อีกเรื่องหนึ่ง  ต่างสนทนากันด้วยเสียงอันดังในเวลาเดียวกัน  แต่ไม่มีคำใดที่ฟังผิดไปเลย

    "เด็กตาบอดถือการทดลองยิ่งไปกว่าพวกเธอและสนิทสนมกับครูมาก   เพียงได้ยินเสียงเดินและได้กลิ่นก็สามารถจำครูได้  เมื่อได้ยินเสียงของครูคำเดียวก็สามารถรู้ได้ว่าครูมีความพอใจหรือโกรธ  ในเวลาที่ครูชมเขานั้น  เขาก็มาเกาะมือของครูแสดงความดีใจและร่าเริงมาก  ในระหว่างหมู่พวกของเขา  ๆ ชอบพอกันมาก มักเล่นกันอยู่ในแห่งเดียวกัน  ถ้าเป็รโรงเรียนหญิงแล้ว  ก็จะแบ่งเป็นหมู่เหล่าตามเครื่องดนตรี  มีหมู่ไวโอลิน  หมู่เปียโน  หมู่ขลุ่ย  ต่างไปรวมอยู่เป็นหมู่กันที่จะให้เขาแยกจากกันนั้น เป็นการลำบากมาก  การตัดสินของเขาก็เที่ยงตรง  ความเข้าใจในทางผิดชอบก็ดี  เมื่อเขาได้ฟังคำพูดที่ดี ๆ แ้ว เขาก็จะแสดงความพอใจออกมาทีเดียว.

    ประยูรถามขึ้นว่า "พวกเขาเล่นดนตรีได้ไหมขอรับ?"

    "เขาชอบดนตรีมาก  การเล่นดนตรีเป็นความสุขของเขา  ดนตรีเป็นชีวิตของเขา  เด็กตาบอดที่มาเข้าโรงเรียนใหม่ ๆ สามารถยืนฟังดนตรีอยู่ได้ตั้ง ๓ ชั่วโมง  เขาหัดได้เร็ว  และเล่นด้วยความตั้งใจ  ถ้าเราไปบอกกับเขาว่า เขาเล่นดนตรีไม่ดี  เขาก็จะเสียใจมาก  แต่ก็เนื่องด้วยเหตุนี้  ที่ทำให้เขายิ่งตั้งใจหัดอย่างจริงจังขึ้นอีก

    "ขณะที่เขาเล่นดนตรีเขามักเงยหน้าขึ้น  ที่ริบฝีปากเต็มไปด้วยรอยยิ้ม  หน้าแดง  อยู่ในท่ามกลางแห่งเสียงดนตรีอันไพเราะ  เมื่อเราได้เห็นสภาพนี้แล้ว  ก็จะรู้ได้ว่าดนตรีนั้นเป็นเครื่องปลอบโยนที่ศักดิ์สิทธิ์เพียงไร  ถ้าเราไปบอกกับเขาว่า "เธอเป็นนักดนตรีได้"  พวกเขาก็จะดีใจและแสดงสีหน้าพอใจออกมาทันที  คนที่เก่งในทางดนตรีนั้น  ได้รับความเคารพเหมือนหนึ่งเจ้านาย  เมื่อมีการวิวาทอะไรกันขึ้น  ก็พากันไปหาเขาเพื่อขอคำตัดสิน  นักเรียนเล็ก ๆ ที่เขาหัดดนตรีให้นั้นจะนับถือเขาอย่างพ่อทีเดียว  ในเวลากลางคืนขณะที่จะไปนอน  ทุกคนจะต้องไปลาเขาเสียก่อน  แล้วจึงไปนอน พวกเขาคุยกันแต่เรื่องดนตรี  ในเวลากลางคืนก็คุยกันบนเตียง  แม้เมื่อตอนกลางวัน  จะเหนื่อยจนง่วงเพียงไรก็คุยกันแต่เรื่องดนตรี  เรื่องของคนที่สามารถในทางดนตรี  เรื่องเครื่องดนตรีหรือเรื่องวงดนตรีเหล่านี้  การห้ามมิให้เขาอ่านหนังสือและห้ามการเล่นดนตรีนั้น  ย่อมเป็นการลงโทษอย่างหนัก  สำหรับเขา  ความเศร้าโศกของเขาในเรื่องนี้  เมื่อใครเห็นเข้าแล้ว  ก็จะไม่กล้าลงโทษแก่เขาดังนี้ได้อีก  ความสว่างจะขาดจากเราไม่ได้ฉันใด  ดนตรีก็จะไม่สามารถขาดจากเขาได้ฉันนั้น

    ประดิษฐ์ถามว่า  "พวกเราจะไปเที่ยวที่โรงเรียนเด็กตาบอดกันบ้างได้ไหมขอรับ?"

    "ไปได้เหมือนกัน  แต่เด็ก ๆ ขนาดเธออย่าไปเสียเลยจะดีกว่า  เมื่อพวกเธอมีอายุมากขึ้น  สามารถตัดสินใจในความเคราะห์ร้ายของเขาเหล่านี้ได้แล้ว  จึงค่อยไปดูดีกว่า  เมื่อไปเห็นสภาพของเขาเข้าแล้ว  เราจะต้องรู้สึกสังเวชใจอย่างยิ่ง  เพียงเดินผ่านหน้าโรงเรียนเด็กตาบอดก็จะได้เห็นเด็กเล็ก ๆ เป็นจำนวนมากนั่งอยู่ที่หน้าต่างรับอากาศอันบริสุทธิ์อยู่อย่างไม่เคลื่อนไหว  ดูไปเผิน ๆ เหมือนกับพวกเขากำลังมองไปยังป่าอันกว้างขวาง  หรือภูเขาอันเขียวสดนั้น  แต่เมื่อคิดถึงว่า  เขาพวกนั้นมองไม่เห็นอะไรตลอดชีวิตของเขา  เขาจะมองไม่เห็นความสวยงามแห่งธรรมชาติเลย  ในขณะนั้นแหละหัวใจเราจะเหมือนกับถูกอะไรบีบไว้  ในจำนวนเด็กตาบอดนั้นบางคนตาบอดมาแต่กำเนิด  และเนื่องด้วยพอเริ่มต้นชีวิตเขาก็มิได้เห็นโลก  ความน้อยใจจึงยังไม่มากอะไร  ส่วนคนที่ตาบอดมาได้ ๒-๓ เดือนนั้น  ในใจของเขายังจำสิ่งต่าง ๆ ที่เคยประสบมาแล้วได้เขารู้ดีแล้วว่า  ต่อจากนี้ไปเขาจะมองอะไรไม่เห็นเลย  และความทรงจำอันน่าเพลิดเพลินของเขานั้นได้ค่อย ๆ เสื่อมไปทุกวัน ๆ ใบหน้าของคนที่เขารักนั้นก็ค่อย ๆ เลือนไปจากความทรงจำ  พร้อมกับความรู้สึกว่าหัวใจของเขาได้มืดลงทุกวัน ๆ วันหนึ่งมีคนหนึ่งในจำนวนนั้นได้กล่าวขึ้นด้วยความเศร้าโศกอย่างยิ่งว่า

    "ขอให้เราตาสว่างอีกหนหนึ่งเถิด  แม้แต่ชั่วขณะเดียวก็ได้  เราจะได้เห็นหน้าแม่ของเรา  เราจำหน้าแม่ของเราไม่ได้แล้ว"

    ในเวลาที่แม่มาเยี่ยมพวกเขานั้น  พวกเขาเอามือไปลูบคลำใบหน้าของแม่  จากหน้าผากลงถึงลูกคางและหู  ลูบคลำไปทั่วทุกแห่ง  แล้วร้องเรียก "แม่ - แม่" เรื่อยไป  เมื่อเห็นภาพเช่นนี้เข้าแล้ว แม้หัวใจจะเข้มแข็งเพียงไร  ก็ต้องร้องไห้  แล้วต้องถอยออกไป เมื่อเราออกมาจากที่นั่นแล้ว  จะรู้สึกว่าที่ตาของตนดูอะไร ๆ เห็นนั้นเป็นโชคอันมหาประเสริฐ  และจะรู้สึกว่าการที่เราได้เห็นหน้าคน  บ้านช่องและท้องฟ้านั้น  เป็นสิทธิพิเศษอันเกินควร  ครูเดาได้ว่า  เมื่อพวกเธอได้เห็นพวกเขาเข้าแล้ว  และถ้าเป็นไปได้  ทุก ๆ คนคงยอมที่จะแบ่งกำลังการดูของตนอุทิศให้แก่เด็กเหล่านั้นส่วนหนึ่ง  เด็กซึ่งไม่ได้พบแสงของดวงอาทิตย์  ไม่ได้เห็นหน้าของมารดาตน  เด็กซึ่งจะต้องพบกับความมืดตลอดชีวิต"


(อ่านต่อบทที่ ๕๑  "ครูป่วย")


ไม่มีความคิดเห็น: