อัคคีภัย
๑๓ ธันวาคม
เช้าวันนี้ เมื่อได้คัดเรื่อง "การเดินทางไปหาแม่" แล้ว ขณะที่กำลังคิดหาเรื่องที่เรียงความใหม่ก็พอดีได้ยินเสียงคนขึ้นบันไดมา สักครู่หนึ่ง ก็มีตำรวจแผนกดับเพลิงเข้ามาสองคนพูดกันกับคุณพ่อว่า ต้องการตรวจดูครัวไฟในบ้าน เพราะย่างเข้าฤดูแล้งแล้ว อาจจะเกิดอัคคีภัยขึ้นได้ง่าย ๆ
"ได้ เชิญท่านตรวจดู" คุณพ่อพูด
ความจริง ในบ้านเราระวังและกวดขันในเรื่องนี้มาก แต่ตำรวจแผนกดับเพลิงก็คงตรวจเสียจนทั่ว
ในขณะที่เข้าทั้งสองกำลังตรวจตรากันอยู่นั้น คุณพ่อได้พูดกับข้าพเจ้าว่า
"เอ้า เอาเรื่องนี้แหละเป็นหัวข้อเรื่องสำหรับเรียงความ ให้ชื่อว่า "คนดับเพลิง" พ่อจะอธิบายให้และเจ้าเขียนไป"
แล้วพ่อก็เล่าว่า
"เมื่อสองปีก่อน คืนหนึ่งดึกมากแล้ว พ่อกำลังเดินกลับจากโรงละครจะมาบ้าน ในระหว่างทางได้ยินเสียงเอะอะกันว่าไฟกำลังไหม้ พ่อจีงเดินตามเขาไปก็ได้เห็นแสงไฟแดงจ้าจับท้องฟ้า มีคนเป็นจำนวนมากรวมกันเป็นกลุ่ม บ้านหลังหนึ่งกำลังถูกไฟไหม้ เปลวไฟอันเหมือนกับลิ้นและควันไฟอันเหมือนกับก้อนเมฆนั้นได้พ่นออกมาทางหน้าต่างและทางหลังคา หญิงชายในบ้านได้โผล่หน้าออกมาร้องขอความช่วยเหลือ แต่แล้วก็หายเข้าไปในบ้าน ที่หน้าประตูเต็มไปด้วยผู้คน พร้อมกันร้องว่า
"ไฟจะคลอกตายหมดแล้ว ช่วยชีวิตเขาเร็ว ๆ ตำรวจ ๆ "
ขณะนั้น มีรถดับเพลิงแล่นมาคันหนึ่งตำรวจดับเพลิงโดดลงมา ๔ คน คนที่มาถึงก่อนนั้น พอลงจากรถก็วิ่งเข้าไปในบ้าน อีกสามคนก็ตามเข้าไป พอพวกเขาวิ่งเข้าไปหมดแล้ว ก็มีเรื่องที่น่าตกใจเกิดขึ้น คือสตรีคนหนึ่งได้โผล่หน้าออกมาจากหน้าต่างตึกชั้นสามร้องเรียกให้คนช่วย แล้วเอามือจับลูกกรงหันหลังออกมาข้างนอกปล่อยตัวโหนมาแขวนอยู่กลางอากาศ เปลวไปพลุ่งออกมาทางหน้าต่าง ซึ่งเกือบจะไหม้ผมของเธอทีเดียว ผู้คนต่างร้องขึ้นด้วยความตกใจ ตำรวจดับเพลิงที่ขึ้นไปนั้นได้ทำลายฝากั้นห้องของชั้นสองจนพังเพื่อเข้าไปช่วยเหลือ แต่เข้าห้องผิด ในเวลานั้นผู้ดูต่างได้ร้องตะโกนบอกขึ้นพร้อมกันว่า
"อยู่ชั้นสาม อยู่ชั้นสาม"
พวกเขาก็เลยวิ่งขึ้นไปยังชั้นสามโดยเร็ว ในทันใดนั้น ก็ได้ยินเสียงล้มฟาดดังสนั่นเกิดจากขื่อไม้ได้หล่นลงมาจากหลังคา ควันพลุ่งออกมาทางประตูเป็นกลุ่มใหญ่ การที่จะเข้าไปยังห้องที่หญิงนั้นติดอยู่ นอกจากจะเข้าไปทางหลังคาแล้วก็ไม่มีทางอื่นเลย พวกเขาต่างพากันขึ้นไปบนหลังคาอย่างรวดเร็ว ชั่วเวลาไม่นาน บนหลังคากระเบื้อง ในกลุ่มควันไฟได้ปรากฎมีเงาดำ ๆ ของชายคนหนึ่งโผล่ออกมา เป็นร่างของหัวหน้าหมู่ที่วิ่งเข้าไปในบ้านเป็นคนแรก แต่การที่จะไต่จากหลังคาไปยังที่ที่หญิงนั้นถูกไฟล้อมอยู่ จะต้องผ่านช่องแคบที่ข้างหน้าต่างหลังคาและลูกกรง เพราะที่อื่น ๆ ได้ถูกเปลวไฟล้อมไว้หมดแล้ว แต่ที่นั้นก็ไม่มีที่จะปีนป่ายไปได้
"เห็นจะข้ามไปไม่ได้" ประชาชนที่ดูอยู่ข้างล่างพูดขึ้นพร้อมกันด้วยความหมดหวัง แต่แล้วก็ต้องอ้าปากค้าง และสังเกตการเคลื่อนไหวอันจะเกิดขึ้นต่อไป
"หัวหน้าหมู่ได้ไปตามชายคาบ้าน ซึ่งเป็นทางจะอาศัยข้ามไปช่วยหญิงคนนั้นได้ ประชาชนดูเขาด้วยความหวาดเสียว ที่สุดก็หายใจด้วยความโล่งอก เมื่อเขาได้ผ่านช่องแคบเล็กนั้นไปได้โดยสวัสดิภาพ พร้อมกันนั้นต่างก็เปล่งเสียงร้องไชโยดังสนั่นก้องไปหมด เมื่อหัวหน้าหมู่ถึงตัวหญิงที่ห้อยแขวนอยู่แล้ว ก็ได้ใช้ขวานฟันขื่อขาดเป็นช่องพอที่จะรอดเข้าไปข้างในได้
"ในขณะนั้น สตรีผู้นั้น ก็ยังคงแขวนตัวอยู่นอกหน้าต่าง เปลวไฟแลบมาจวนเจียนจะเผาผมเธอ และอ่นเพลียจนเกือบจะต้องปล่อยมือตกลงเบื้องล่างอยู่แล้ว
"หัวหน้าหมู่แหวกช่องนั้นออก แล้วกระโดดเข้าไปในบ้าน ต่อนั้นตำรวจดับเพลิงคนอื่นก็กระโดดตามเข้าไป
"ในเวลานั้น รถดับเพลิงได้ทอดบันไดขึ้นไปทางหน้าตึก ควันได้พลุ่งออกมาทางหน้าต่างอย่างหนาทึบ เสียงประทุดังขึ้นอย่างน่าหวาดเสียว
"แย่แล้ว ๆ ตำรวจดับเพลิงก็จะต้องถูกเพลิงคลอกไปด้วย คงถูกคลอดหมด! ไม่รอดแน่"
ประชาชนต่างร้องขึ้นจนฟังไม่ได้ศัพท์
"ในขณะเดียวกันนั้น เงนดำของหัวหน้าหมู่ได้ปรากฎขึ้นตรงหน้าต่างที่มีลูกกรง แสงไฟส่องถูกหัวเขาดูแดงไปหมด เขาโน้มตัวลงมาฉัดหญิงผู้เคราะห์ร้ายขึ้นมาด้วยความลำบาก แล้วอุ้มไว้ในวงแขน พาเข้าไปในห้อง
"เสียงโห่ร้องของประชาชนดังสนั่นอยู่ท่ามกลางเสียงไฟ"
"แล้วคนที่ติดอยู่ในห้องจะลงมาได้อย่างไร บันไดนั้นห่างจากหน้าต่างมาก ทำอย่างไรจึงจะพาดเข้าไปถึงได้เล่า"
ในระหว่างเสียงโห่ร้องของประชาชนนั้น ตำรวจดับเพลิงที่อยู่ข้างล่างก้ได้ปีนขึ้นไปตามบันได และหยุดเรียงกันลงมาจนถึงพื้น คนที่ขึ้นไปก่อนใช้เท้าขวาเหยียบขอบหน้าต่าง อีกเท้าหนึ่งเหยียบบันไดไว้ คล้ายกับยืนอยู่กลางอากาศ และตำรวจดับเพลิงในบ้าน ก็อุ้มผู้ต้องภัยส่งออกมาให้เขาทีละคน และเขาส่งต่อให้คนที่อยู่ข้างล่าง และคนที่อยู่ต่อไปก็ส่งไปให้คนที่อยู่ข้างล่างต่อ ๆ กันไป
"คนที่ถูกส่งลงมาก่อนที่สุด คือหญิงที่แขวนอยู่กับลูกกรงหน้าต่าง ต่อจากนั้นเป็นเด็กเล็ก ๆ คนที่สามเป็นหญิงเหมือนกัน และคนแก่คนหนึ่งเป็นคนสุดท้าย เมื่อผู้ต้องภัยลงมาหมดแล้ว ตำรวจดับเพลิงในบ้านนั้นก็ลงมา คนที่ลงมาหลังสุดคือหัวหน้าหมู่ที่ขึ้นไปก่อนที่สุด ในเวลาที่พวกเขาลงมานั้น ประชาชนได้โห่ร้องต้อนรับจนหัวหน้าหมู่ที่ยอมเสียสละอย่างกล้าหาญ ท่านผู้ขึ้นไปก่อนเพื่อนและลงมาทีหลังเพื่อน ได้ลงมาถึงพื้นดิน เสียงโห่ร้อง ต่างกางมือออกเหมือนกับต้อนรับนายพลที่รบศึกชนะกลับมาเช่นนั้น และชั่วประเดี๋ยวเดียว ชื่อนายสิบตำรวจเอกหาญ ผจญเพลิง ก็แพร่หลายอู่ตามริมฝีปากของบุคคลตั้งหลายพันคน
"รู้ไว้เถิด นี่แหละคือความกล้าหาญละ"
"ความกล้าหาญนั้น ไม่จำเป็นต้องคำนึงเหตุผลและปราศจากการลังเล เมื่อเห็นผู้ตกอยู่ในระหว่างอันตราย ก็ะต้องรีบเข้าทำการช่วยเหลือย่างไม่ต้องหวาดหวั่นต่ออันตราย อีกสักหน่อยพ่อจะพาเจ้าไปดูการฝึกซ้อมดับเพลิง ผู้กล้าหาญอย่างนายสิบตำรวจเอก หาญ ผจญเพลิง เจ้าอยากจะรู้จักกับเขาบ้างไหม?"
ข้าพเจ้าตอบว่า "ผมอยากรู้จักเหลือเกิน"
"ท่านผู้นี้อย่างไรเล่า"
ได้ฟังพ่อพูดดังนี้ ข้าพเจ้ารีบหันไปดู ก็เห็นตำรวจดับเพลิงทั้งสองซึ่งทำการตรวจเสร็จแล้วกำลังจะออกไป
"ไปจับมือกับนายสิบตำรวจเอก หาญ ผจญเพลิง หัวหน้าหมู่โดยเร็ว"
พ่อชี้ไปยังนที่เตี้ยและร่างเล็ก
หัวหน้าหมู่ก็หยุดยืนอยู่ ข้าพเจ้าได้เข้าไปจับมือเขาด้วยความรู้สึกเคารพและเลื่อมใสในความกล้าหาญของเขา แล้วหัวหน้าหมู่ก็ลาไป
คุณพ่อว่า
"จำเรื่องนี้ไว้ให้ดี ในชีวิตของเจ้า คนที่เจ้าได้จับมือกับเขานั้น อาจจะมีตั้งหลายพันคน แต่คนที่กล้าหาญเช่นนี้ เจ้าเห็จะได้สัมผัสมือไม่ถึงสิบคนเป็นแน่"
(อ่านต่อบทที่ ๗๕ "การเดินทางไปหาแม่")
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น