วันอังคารที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2565

บทที่ ๗๔ อัคคีภัย




อัคคีภัย

๑๓ ธันวาคม


เช้าวันนี้ เมื่อได้คัดเรื่อง "การเดินทางไปหาแม่" แล้ว  ขณะที่กำลังคิดหาเรื่องที่เรียงความใหม่ก็พอดีได้ยินเสียงคนขึ้นบันไดมา  สักครู่หนึ่ง  ก็มีตำรวจแผนกดับเพลิงเข้ามาสองคนพูดกันกับคุณพ่อว่า ต้องการตรวจดูครัวไฟในบ้าน เพราะย่างเข้าฤดูแล้งแล้ว  อาจจะเกิดอัคคีภัยขึ้นได้ง่าย ๆ

    "ได้  เชิญท่านตรวจดู"  คุณพ่อพูด

    ความจริง  ในบ้านเราระวังและกวดขันในเรื่องนี้มาก  แต่ตำรวจแผนกดับเพลิงก็คงตรวจเสียจนทั่ว

    ในขณะที่เข้าทั้งสองกำลังตรวจตรากันอยู่นั้น  คุณพ่อได้พูดกับข้าพเจ้าว่า

    "เอ้า  เอาเรื่องนี้แหละเป็นหัวข้อเรื่องสำหรับเรียงความ  ให้ชื่อว่า "คนดับเพลิง"  พ่อจะอธิบายให้และเจ้าเขียนไป"

    แล้วพ่อก็เล่าว่า

    "เมื่อสองปีก่อน  คืนหนึ่งดึกมากแล้ว  พ่อกำลังเดินกลับจากโรงละครจะมาบ้าน  ในระหว่างทางได้ยินเสียงเอะอะกันว่าไฟกำลังไหม้  พ่อจีงเดินตามเขาไปก็ได้เห็นแสงไฟแดงจ้าจับท้องฟ้า  มีคนเป็นจำนวนมากรวมกันเป็นกลุ่ม  บ้านหลังหนึ่งกำลังถูกไฟไหม้  เปลวไฟอันเหมือนกับลิ้นและควันไฟอันเหมือนกับก้อนเมฆนั้นได้พ่นออกมาทางหน้าต่างและทางหลังคา  หญิงชายในบ้านได้โผล่หน้าออกมาร้องขอความช่วยเหลือ  แต่แล้วก็หายเข้าไปในบ้าน  ที่หน้าประตูเต็มไปด้วยผู้คน  พร้อมกันร้องว่า

    "ไฟจะคลอกตายหมดแล้ว  ช่วยชีวิตเขาเร็ว ๆ ตำรวจ ๆ "

    ขณะนั้น  มีรถดับเพลิงแล่นมาคันหนึ่งตำรวจดับเพลิงโดดลงมา ๔ คน  คนที่มาถึงก่อนนั้น  พอลงจากรถก็วิ่งเข้าไปในบ้าน  อีกสามคนก็ตามเข้าไป   พอพวกเขาวิ่งเข้าไปหมดแล้ว  ก็มีเรื่องที่น่าตกใจเกิดขึ้น  คือสตรีคนหนึ่งได้โผล่หน้าออกมาจากหน้าต่างตึกชั้นสามร้องเรียกให้คนช่วย  แล้วเอามือจับลูกกรงหันหลังออกมาข้างนอกปล่อยตัวโหนมาแขวนอยู่กลางอากาศ  เปลวไปพลุ่งออกมาทางหน้าต่าง  ซึ่งเกือบจะไหม้ผมของเธอทีเดียว  ผู้คนต่างร้องขึ้นด้วยความตกใจ  ตำรวจดับเพลิงที่ขึ้นไปนั้นได้ทำลายฝากั้นห้องของชั้นสองจนพังเพื่อเข้าไปช่วยเหลือ  แต่เข้าห้องผิด  ในเวลานั้นผู้ดูต่างได้ร้องตะโกนบอกขึ้นพร้อมกันว่า

    "อยู่ชั้นสาม  อยู่ชั้นสาม"

    พวกเขาก็เลยวิ่งขึ้นไปยังชั้นสามโดยเร็ว  ในทันใดนั้น  ก็ได้ยินเสียงล้มฟาดดังสนั่นเกิดจากขื่อไม้ได้หล่นลงมาจากหลังคา  ควันพลุ่งออกมาทางประตูเป็นกลุ่มใหญ่  การที่จะเข้าไปยังห้องที่หญิงนั้นติดอยู่  นอกจากจะเข้าไปทางหลังคาแล้วก็ไม่มีทางอื่นเลย  พวกเขาต่างพากันขึ้นไปบนหลังคาอย่างรวดเร็ว  ชั่วเวลาไม่นาน บนหลังคากระเบื้อง  ในกลุ่มควันไฟได้ปรากฎมีเงาดำ ๆ ของชายคนหนึ่งโผล่ออกมา  เป็นร่างของหัวหน้าหมู่ที่วิ่งเข้าไปในบ้านเป็นคนแรก  แต่การที่จะไต่จากหลังคาไปยังที่ที่หญิงนั้นถูกไฟล้อมอยู่  จะต้องผ่านช่องแคบที่ข้างหน้าต่างหลังคาและลูกกรง  เพราะที่อื่น ๆ ได้ถูกเปลวไฟล้อมไว้หมดแล้ว  แต่ที่นั้นก็ไม่มีที่จะปีนป่ายไปได้

    "เห็นจะข้ามไปไม่ได้"  ประชาชนที่ดูอยู่ข้างล่างพูดขึ้นพร้อมกันด้วยความหมดหวัง  แต่แล้วก็ต้องอ้าปากค้าง  และสังเกตการเคลื่อนไหวอันจะเกิดขึ้นต่อไป

    "หัวหน้าหมู่ได้ไปตามชายคาบ้าน  ซึ่งเป็นทางจะอาศัยข้ามไปช่วยหญิงคนนั้นได้  ประชาชนดูเขาด้วยความหวาดเสียว  ที่สุดก็หายใจด้วยความโล่งอก  เมื่อเขาได้ผ่านช่องแคบเล็กนั้นไปได้โดยสวัสดิภาพ  พร้อมกันนั้นต่างก็เปล่งเสียงร้องไชโยดังสนั่นก้องไปหมด  เมื่อหัวหน้าหมู่ถึงตัวหญิงที่ห้อยแขวนอยู่แล้ว  ก็ได้ใช้ขวานฟันขื่อขาดเป็นช่องพอที่จะรอดเข้าไปข้างในได้

    "ในขณะนั้น  สตรีผู้นั้น  ก็ยังคงแขวนตัวอยู่นอกหน้าต่าง  เปลวไฟแลบมาจวนเจียนจะเผาผมเธอ  และอ่นเพลียจนเกือบจะต้องปล่อยมือตกลงเบื้องล่างอยู่แล้ว    

    "หัวหน้าหมู่แหวกช่องนั้นออก  แล้วกระโดดเข้าไปในบ้าน  ต่อนั้นตำรวจดับเพลิงคนอื่นก็กระโดดตามเข้าไป

    "ในเวลานั้น  รถดับเพลิงได้ทอดบันไดขึ้นไปทางหน้าตึก  ควันได้พลุ่งออกมาทางหน้าต่างอย่างหนาทึบ เสียงประทุดังขึ้นอย่างน่าหวาดเสียว

    "แย่แล้ว ๆ ตำรวจดับเพลิงก็จะต้องถูกเพลิงคลอกไปด้วย  คงถูกคลอดหมด!  ไม่รอดแน่"

    ประชาชนต่างร้องขึ้นจนฟังไม่ได้ศัพท์

    "ในขณะเดียวกันนั้น  เงนดำของหัวหน้าหมู่ได้ปรากฎขึ้นตรงหน้าต่างที่มีลูกกรง  แสงไฟส่องถูกหัวเขาดูแดงไปหมด  เขาโน้มตัวลงมาฉัดหญิงผู้เคราะห์ร้ายขึ้นมาด้วยความลำบาก  แล้วอุ้มไว้ในวงแขน  พาเข้าไปในห้อง

    "เสียงโห่ร้องของประชาชนดังสนั่นอยู่ท่ามกลางเสียงไฟ"

    "แล้วคนที่ติดอยู่ในห้องจะลงมาได้อย่างไร  บันไดนั้นห่างจากหน้าต่างมาก  ทำอย่างไรจึงจะพาดเข้าไปถึงได้เล่า"

    ในระหว่างเสียงโห่ร้องของประชาชนนั้น  ตำรวจดับเพลิงที่อยู่ข้างล่างก้ได้ปีนขึ้นไปตามบันได  และหยุดเรียงกันลงมาจนถึงพื้น  คนที่ขึ้นไปก่อนใช้เท้าขวาเหยียบขอบหน้าต่าง  อีกเท้าหนึ่งเหยียบบันไดไว้  คล้ายกับยืนอยู่กลางอากาศ  และตำรวจดับเพลิงในบ้าน ก็อุ้มผู้ต้องภัยส่งออกมาให้เขาทีละคน  และเขาส่งต่อให้คนที่อยู่ข้างล่าง และคนที่อยู่ต่อไปก็ส่งไปให้คนที่อยู่ข้างล่างต่อ ๆ กันไป

    "คนที่ถูกส่งลงมาก่อนที่สุด  คือหญิงที่แขวนอยู่กับลูกกรงหน้าต่าง  ต่อจากนั้นเป็นเด็กเล็ก ๆ คนที่สามเป็นหญิงเหมือนกัน  และคนแก่คนหนึ่งเป็นคนสุดท้าย  เมื่อผู้ต้องภัยลงมาหมดแล้ว  ตำรวจดับเพลิงในบ้านนั้นก็ลงมา  คนที่ลงมาหลังสุดคือหัวหน้าหมู่ที่ขึ้นไปก่อนที่สุด  ในเวลาที่พวกเขาลงมานั้น  ประชาชนได้โห่ร้องต้อนรับจนหัวหน้าหมู่ที่ยอมเสียสละอย่างกล้าหาญ  ท่านผู้ขึ้นไปก่อนเพื่อนและลงมาทีหลังเพื่อน  ได้ลงมาถึงพื้นดิน  เสียงโห่ร้อง ต่างกางมือออกเหมือนกับต้อนรับนายพลที่รบศึกชนะกลับมาเช่นนั้น  และชั่วประเดี๋ยวเดียว  ชื่อนายสิบตำรวจเอกหาญ ผจญเพลิง ก็แพร่หลายอู่ตามริมฝีปากของบุคคลตั้งหลายพันคน

    "รู้ไว้เถิด  นี่แหละคือความกล้าหาญละ"

    "ความกล้าหาญนั้น  ไม่จำเป็นต้องคำนึงเหตุผลและปราศจากการลังเล  เมื่อเห็นผู้ตกอยู่ในระหว่างอันตราย ก็ะต้องรีบเข้าทำการช่วยเหลือย่างไม่ต้องหวาดหวั่นต่ออันตราย  อีกสักหน่อยพ่อจะพาเจ้าไปดูการฝึกซ้อมดับเพลิง   ผู้กล้าหาญอย่างนายสิบตำรวจเอก หาญ ผจญเพลิง  เจ้าอยากจะรู้จักกับเขาบ้างไหม?"

    ข้าพเจ้าตอบว่า "ผมอยากรู้จักเหลือเกิน"

    "ท่านผู้นี้อย่างไรเล่า"

    ได้ฟังพ่อพูดดังนี้  ข้าพเจ้ารีบหันไปดู  ก็เห็นตำรวจดับเพลิงทั้งสองซึ่งทำการตรวจเสร็จแล้วกำลังจะออกไป

    "ไปจับมือกับนายสิบตำรวจเอก หาญ ผจญเพลิง หัวหน้าหมู่โดยเร็ว"

    พ่อชี้ไปยังนที่เตี้ยและร่างเล็ก

    หัวหน้าหมู่ก็หยุดยืนอยู่  ข้าพเจ้าได้เข้าไปจับมือเขาด้วยความรู้สึกเคารพและเลื่อมใสในความกล้าหาญของเขา แล้วหัวหน้าหมู่ก็ลาไป

    คุณพ่อว่า

    "จำเรื่องนี้ไว้ให้ดี  ในชีวิตของเจ้า  คนที่เจ้าได้จับมือกับเขานั้น  อาจจะมีตั้งหลายพันคน  แต่คนที่กล้าหาญเช่นนี้  เจ้าเห็จะได้สัมผัสมือไม่ถึงสิบคนเป็นแน่"

(อ่านต่อบทที่ ๗๕ "การเดินทางไปหาแม่") 

ไม่มีความคิดเห็น: