ครูของคุณพ่อ
๑๑ พฤศจิกายน
วันนี้ พ่อได้พาข้าพเจ้าไปเที่ยวดอำเมือง สนุกเหลือเกิน เรื่องมีดังนี้
ตอนเย็นเมื่อวานนี้ พ่อกำลังอ่านหนังสือพิมพ์อยู่ได้ร้องอุทานขึ้น จนข้าพเจ้าซึ่งกำลังอ่านหนังสืออยู่ข้าง ๆ ท่านสะดุ้ง
"แหม! เรานึกว่าคงตายไปเสียแล้ว แปลกเหลือเกิน ครูทรงที่เคยสอนเราเมื่ออยู่ชั้นปีที่ ๑ ยังอยู่อีกหรือนี่ ปีนี้ท่านก็อายุตั้ง ๘๔ ปีแล้วน่ะซี เป็นครูมาตั้ง ๖๐ ปีแล้ว บัดนี้ได้รับเหรียญรางวัลจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงธรรมการ โอ้โฮ ๖๐ ปี ได้ข่าวเมื่อสองปีก่อนยังสอนอยู่ที่โรงเรียน น่าสงสารเหลือกเกิน เวลานี้ท่านอยู่ที่ดอนเมือง ซึ่งถ้านั่งรถไฟจากที่นี่ไปประมาณครึ่งชั่วโมงก็ถึง ประเสริฐ พรุ่งนี้เราไปเยี่ยมท่านด้วยกัน"
"ครูทรงคนนี้ เมื่อเวลาที่สองพ่ออยู่นั้น อายุก็ตั้ง ๔๐ ปีแล้ว หน้าตาของครูจนบัดนี้ก็ยังจำได้ เป็นคนรูปร่างเตี้ยหลังค่อมเล็กน้อย โกนหนวดเกลี้ยงเกลา แม้จะเป็นครูที่เข้มงวด แต่ก็เป็นครูที่ดี ท่านรักพวกเราเหมือนกับรักลูก มักจะอภัยในความผิดของเราเสมอ ท่านเป็นลูกของชาวนา และเป็นครูได้เพราะความมานะของท่านเอง ท่านเป็นผู้ที่น่าสรรเสริญเหลือเกิน ยายของเจ้านับถือท่านมาก แต่นี่ไม่รู้ว่าเพราะเหตุใดท่านจึงมาอยู่ที่ดอนเมือง เดี๋ยวนี้แม้จะพบกันอีก ก็น่ากลัวว่าจะจำพ่อไม่ได้เสียแล้ว แต่ไม่เป็นไร พ่อยังจำท่านได้อยู่ไม่เคยพบกันตั้ง ๔๔ ปีแล้ว ๔๔ ปีเจียวนะประเสริฐ พรุ่งนี้ไปกับพ่อนะลูก"
เช้า ๙ นาฬิกา เราได้นั่งรถไฟไป เดิมคิดจะชวนเสนาะไปด้วย แต่เนื่องด้วยแม่ของเสนาะป่วยเลยไปไม่ได้ อากาศสดชื่นดีเหลือเกิน ดอกไม้เต็มสะพรั่งอยู่บนต้นเมื่อรถไฟผ่านไป ลมพัดพากลิ่นหอมเข้ามาในรถเป็นระยะ ๆ คุณพ่อมองออกไปนอกหน้าต่างตาเบิกบานร่าเริง แล้วเอามือโอบคอข้าพเจ้า สนทนากับข้าพเจ้าเหมือนคุยกับเพื่อนว่า
"ครูทรงคนนี้น่ะ นอกจากปู่ของเจ้าแล้ว รักพ่อและเอาใจใส่พ่อมากที่สุด โอวาทของครูที่ให้นั้น จนบัดนี้พ่อก็ยังจำได้ และบางครั้งพ่อประพฤติตนไม่ดี ถูกครูดุจนเสียใจกลับบ้าน พ่อก็ยังจำได้ มือของครูใหญ่เหลือเกิน ท่วงทีของครูในเวลานั้นยังคงติดตาพ่ออยู่จนบัดนี้ ตามปกติเมื่อครูมาถึงโรงเรียน มักเอาไม้เท้าพิงไว้นอกห้อง แล้วเดินเข้าไปในห้องเรียนเงียบ ๆ เวลาสอน ก็สอนอย่างตั้งอกตั้งใจ ไม่ว่าจะทำอะไร ทำด้วยความพยายามอย่างเต็มที่ นับแต่วันเปิดภาคเรียนเป็นต้นไป จนกระทั่งปิดภาคเรียน เมื่อพูดถึงท่านขึ้นแล้ว ดูเหมือนยังได้ยินเสียงคำพูดของครูแว่วอยู่ในหูว่า"
"ประสงค์ ประสงค์ ต้องเอานิ้วชี้และนิ้วกลางจับปากกาอย่างนี้ซิ"
"แต่นี่เป็นเวลาตั้ง ๔๔ ปีแล้ว น่ากลัวว่าครูจะไม่เหมือนกับเมื่อก่อนเสียละกระมัง"
พอถึงดอกเมือง เราลงจากรถแล้วไปถามหาบ้านของครูทรงจากชาวบ้าน ก็รู้เรื่องทันที เพราะในที่นี้ไม่ว่าใครรู้จักท่านทั้งนั้น
เราเลี้ยวตามทางเล็ก ๆ ที่ติดกับถนนตามที่ชาวบ้านบอก คุณพ่อดูเหมือนกำลังหวนคิดไปถึงเรื่องเก่า ๆ มักยิ้มและสั่นศีรษะบ่อย ๆ
เดินไปสักครู่หนึ่งคุณพ่อก็หยุดชะงักยืนนิ่ง แล้วกล่าวว่า "นี่แหละครู" เมื่อหันไปมอง ก็เห็นชายแก่คนหนึ่งสวมหมวกสานใหญ่ ถือไม้เท้าเดินลงจากสะพาน มือสั่นอยู่ตลอดเวลา
"ครูจริงแหละ" พ่อพูดแล้วก็รีบเดินเข้าไป ชายแก่นั้นก็หยุดยืนจ้องมองดูหน้าพ่อ พ่อได้ถอดหมวกแล้ว่า
"ท่านคือคุณครูทรงใช่ไหมขอรับ?"
ชายแก่นั้นได้ถอดหมวกออก
"ถูกแล้ว" ท่านตอบเสียงสั่นและดัง
"โอ ถ้าเช่นนั้น" พ่อเข้าจับมือครูแล้วพูดต่อไปว่า
"ขอโทษ ผมคือนักเรียนเก่าของคุณครู คุณครูสบายดีหรือครับ? ผมมาเยี่ยมคุณครู"
ชายแก่นั้นมองดูคุณพ่อด้วยความประหลาดใจ
"แหม นึกไม่ออกเลย ไม่รู้ว่าเธอเป็นักเรียนรุ่นไหนของฉัน ขอโทษ ชื่อของเธอ..."
คุณพ่อได้บอกชื่อแก่ท่าน และบอกถึงสมัยที่ได้เข้าโรงเรียน แล้วก็กล่าวต่อไปอีกว่า
"ไม่เป็นการแปลกที่คุณครูจำผมไม่ได้ แต่สำหรับผม ผมจำคุณครูได้เสมอ"
ชายแก่ก้มศีรษะลง แล้วนึกอยู่พักหนึ่ง ท่องชื่อของพ่ออยู่ ๓-๔ ครั้ง คุณพ่อยิ้มมองดูครูเฉยอยู่
แล้วชายแก่นั้นก็เงยหน้าขึ้นทำตาโต ค่อย ๆ พูดว่า
"เธอคือ นายประสงค์ รักเรียน ลูกของนายช่างสถาปนิก ซึ่งเคยอยู่ที่บางรักใช่ไหม?"
"ถูกแล้วครับ" พ่อพูแล้วก็ยื่นมืออกไป
"โอ ขอโทษ" ชายแก่ได้ก้าวเข้ามากอดพ่อไว้ หนวดขาวของท่านปรกอยู่บนผมของพ่อ พ่อเอาแก้มของท่านแนบลงกับคอของครู
"เชิญตามฉันมาทางนี้"
ท่านพาเราเดินไปทางบ้านของท่าน ไม่นานนักก็ถึงบ้านหลังหนึ่ง หน้าบ้านมีสวนเล็ก ๆ ชายแก่นั้นได้เปิดประตู แล้วก็พาเราเข้าไปในบ้าน ภายในบ้านทาสีขาวสะอาด มุมหนึ่งของห้องตั้งเตียงไว้เตียงหนึ่ง อีกมุมหนึ่งตั้งโต๊ะและชั้นหนังสือพร้อมด้วยเก้าอี้ ๔ ตัว ที่ฝาผนังแขวนแผนที่เก่า ๆ หลายแผ่น ในบ้านเต็มไปด้วยกลิ่นหอมของดอกไม้
"นายประสงค์"
คุณครูมองดูพื้นที่ต้องแสงแดดแล้วว่า
"ฉันยังจำเธอได้ คุณแม่ของเธอเป็นคนที่ดีมาก ในเวลาที่เธออยู่ในชั้นปีที่ ๑ เธอนั่งอยู่ข้างซ้ายของหน้าต่าง เดี๋ยวก่อน อ้อ ถูกแล้ว ถูกแล้ว ผมหยักโศกของเธอดูเหมือนยังติดตาฉันอยู่เลย"
ครูได้หวนคิดไปสักครู่หนึ่งแล้วก็พูดต่อไปอีก
"เธอเป็นคนที่เฉียบแหลมว่องไวมาก ใช่ไหม ในปีที่เธอเรียนอยู่ชั้นปีที่ ๒ นั้น เคยลาหยุดเรียนเพราะเป็นโรคคอเจ็บ เมื่อเวลากลับมาเข้าเรียนผอมลงไปมาก บัดนี้เป็นเวลาถึง ๔๐ ปีแล้ว ก็ยังไม่ลืมฉัน หาได้ยกาเหลือเกิน นักเรียนเก่าเคยมาเยี่ยมฉันบ่อย ๆ บ้างเป็นนายพันเอกก็มี และที่เป็นผู้พิพากษาก็ตั้งหลายคน นอกนั้นเป็นข้าราชการอื่น ๆ ก็มีมากมาย"
ครูได้ถามถึงอาชีพของคุณพ่อ แล้วพูดต่อไปว่า
"ฉันสบายดี ขอบใจเธอ หมู่นี้ไม่ใคร่มีใครมาหามาเยี่ยมฉัน เธอเห็นจะเป็นคนสุดท้ายที่มาหาฉัน"
"โอ้ คงไม่เป็นเช่นนั้น คุณครูยังแข็งแรงดี คุณครูอย่าพูดอย่างนั้น" คุณพ่อพูด
"เปล่าเลย ไม่จริง เธอดูซิ มือมันสั่นอยู่เช่นนี้เสมอ เห็นไหม ไม่ไหวแล้ว ฉันเริ่มเป็นโรคนี้เมื่อสามปีก่อน ซึ่งเวลานั้นฉันยังเป็นครูอยู่ที่โรงเรียน ในชั้นต้นก็ไม่ระวังอะไรนักหนา เพราะเข้าใจว่ามันคงจะหายในไม่ช้า แต่หารู้ไม่ว่ามันค่อย ๆ กำเริบขึ้นทุกวัน ที่สุดก็ถึงแก่เขียนหนังสือไม่ได้ และในวันนั้นเอง เป็นครั้งแรกที่ฉันได้ทำน้ำหมึกรดสมุดของนักเรียน ฉันรู้สึกเสียใจเหมือนกับมีอะไรมาเสียดในอก แต่กระนั้นก็ดี ฉันก็ยังคงพยายามสอนนักเรียนเรื่อยมา ต่อมากำลังมันได้หมดไปจริง ๆ ที่สุดก็เลยต้องจากกับโรงเรียนของฉัน นักเรียนของฉันและกิจการของฉัน ซึ่งได้เป็นครูมาตั้ง ๖๐ ปี ทำให้ฉันรู้สึกลำบากใจเหลือเกิน ในวันสุดท้ายของการสอนหนังสือนั้น นักเรียนได้มาส่งฉันถึงที่บ้าน และก็ยังไม่ยอมกลับง่าย ๆ ฉันเศร้าใจเป็นกำลัง ซึ่งฉันเองก็คิดว่า ชีวิตของฉันได้ลิ้นไปตั้งแต่เวลานั้นแล้ว ต่อมาเมื่อปีก่อน ภรรยาของฉันก็ได้เสียไปและลูกคนเดียวของฉัน ในไม่ช้านานนักก็ตายตามแม่เขาไป เวลานี้คงมีแต่หลานสองคนที่ทำนาอยู่ ได้อาศัยเงินบำนาญใช้บ้างเท่านั้น วันหนึ่ง ๆ ไม่มีงานอะไรทำ รู้สึกว่าช่างยาวเหมือนกับไม่มีเวลากลางคืน งานประจำวันของฉันทุกวันนี้ ก็คืออ่านหนังสือที่เคยสอนอยู่ในเวลาโน้นบ้าง อ่านสมุดบันทึกเหตุการณ์ประจำวันบ้าง ไม่ก็อ่านหนังสือที่คนอื่นส่งมาให้ฉัน ซึ่งกองอยู่ที่นั่น"
ครูพูดแล้วชี้ไปทางชั้นหนังสือ
"นี่เป็นบันทึกของฉัน ชีวิตของฉันอยู่ที่นี่หมดนอกจากนี้แล้วก็ไม่มีอะไรเหลืออยู่ในโลกนี้เลย"
เมื่อกล่าวถึงตอนนี้ ครูได้เปลี่ยนเป็นสำเนียงร่าเริงว่า "เดี๋ยวก่อนฉันจะให้เธอดูอะไรสักหน่อยเธอจะต้องตกใจแน่"
พูดแล้วครูก็เดินไปที่โต๊ะหนังสือ ดึงลิ้นชักออกมา ในนั้นมีกระดาษม้วน ๆ ผูกด้วยเชือกเส้นเล็ก ๆ ข้างบนจดวันเดือนปีไว้ ครูได้เลือกพลิกอยู่เป็นนานแล้วก็หยิบออกมามัดหนึ่ง แก้เอากระดาษสีเหลืองเก่าคร่ำออกมาให้พ่อแผ่นหนึ่ง นี่คือการเรียนของพ่อเมื่อ ๔๐ ปีก่อน
บนกระดาษนั้นเขียนว่า "เขียนคำบอกวันที่ ๓ เมาษายน พ.ศ.๒๔๓๘ ชื่อประสงค์ รักเรียน"
พ่อได้เอาแผ่นกระดาษที่เขียนลายมือตัวโต ๆ ของเด็กมาอ่านแล้วก็ยิ้ม แต่นัยน์ตามีต้ำตาคลอดอยู่ ข้าพเจ้ายืนขึ้นถามว่าอะไร พ่อกอดข้าพเจ้าแล้วพูดว่า
"เจ้าดูกระดาษนี่ซิ นี่คุณแม่ของพ่อได้แก้ไว้ให้ คุณแม่มักจะแก้คำผิดให้พ่อเสมอ บรรทัดสุดท้ายที่สุดนั้น คุณแม่เป็นผู้เขียนทั้งหมด คือพอพ่อเหนื่อยจนกลับไปแล้ว ย่าของเจ้าก็คัดให้พ่อโดยเลียนลายมือของพ่อ"
พ่อได้จูบกระดาษนั้นครั้งหนึ่ง แล้วครูก็เอากระดาษออกมาอีกมัดหนึ่ง
"เธอดูซิ นี่เป็นของที่ระลึกของฉันทั้งนั้น ฉันได้เก็บผลการเรียนวิชาต่าง ๆ ของนักเรียนทุกคนไว้อย่างละแผ่น ในนั้่นได้จดวันเดือนปีไว้ เรียงกันไปตามลำดับเวลา เมื่อเอากระดาษเหล่านี้ออกมาดูแล้ว ก็ทำให้หวนคิดถึงเหตุการณ์ที่ล่วงมาแล้ว ดูเหมือนได้กลับไปสู่สมัยครั้งกระโน้นอีก แม้จะเป็นเวลาช้านานแล้ว แต่พอหลับตาลง ก็ดูเหมือนกับมีเด็กเป็นจำนวนมากและชั้นเรียนต่าง ๆ เป็นจำนวนมากอยู่ต่อหน้า ซึ่งเด็กเหล่านั้นบางคนที่ตายไปแล้วก็มี เรื่องของเด็กเหล่านี้ฉันจำได้ทั้งนั้น เฉพาะที่ดีที่สุดและที่เลวที่สุดนั้น ยิ่งจำได้เด่นชัด และเด็กที่ทำให้ฉันร่าเริงที่สุด และเด็กที่ทำให้ฉันเศร้าใจที่สุดนั้น ยิ่งทำให้ฉันลืมไม่ได้เลย เด็กเหล่านี้มีที่ไม่ดีก็มาก แต่ฉันดูเหมือนอยู่ในโลกอีกโลกหนึ่งโดยไม่ว่าดีหรือเลว สำหรับฉันนั้น ฉันรักเขาเหมือนกันทุกคน"
ครูพูดแล้วก็นั่งลง และจับมือข้าพเจ้าดึงเข้าไปหา
"จำได้ไหมครับ ความซนของผมในเวลานั้นเป็นอย่างไรบ้าง?"
พ่อกล่าวแล้วหัวเราะขึ้น
"เธอหรือ" ชายแก่พูดแล้วก็หัวเราะ
"ก็จำอะไรไม่ใคร่ได้ เธอก็เป็นเด็กซนเหมือนกัน หากแต่เธอเป็นเด็กฉลาด และเทียบตามส่วนของอายุก็รู้สึกว่าโตกว่าคนอื่น ฉันจำได้ว่าคุณแม่เธอรักเธอมาก แต่อย่าไปพูดถึงเลย การที่เธอมาวันนี้รู้สึกยินดีมาก ขอขอบใจเธอในการอุตส่าห์ปลีกตัวมาหาครูผู้แก่เฒ่าในเวลาที่เธอมีงานมากเช่นนี้"
"คุณครู" คุณพ่อเรียกด้วยเสียงอันดัง
"ผมยังจำได้ว่าในวันแรก ที่คุณแม่ผมได้พาผมไปที่โรงเรียน ซึ่งแม่และผมต้องห่างกันเป็นเวลาตั้งสองสามชั่วโมงนั้น นับแต่วันนั้นเป็นต้นไป นับได้ว่าท่านได้นำตัวผมไปมอบไว้ให้แก่คนอื่นแล้ว และแม่ลูกก็จากกันแต่บัดนั้น จึงรู้สึกเศร้าใจมาก และผมเองก็ไม่สบายใจ เมื่อเวลาที่พูดกับคุณแม่ว่า "พบกันใหม่" ที่หน้าต่างนั้น ตาผมเต็มไปด้วยน้ำตาในเวลานั้น ครูได้กวักมือเรียกผม ท่าทางท่วงที นัยน์ตาของครูในเวลานั้นแสดงอาการเป็นเชิงว่า "ไม่เป็นไร" เมื่อผมมองดูลักษณะของครูในเวลานั้น ก็รู้ได้ชัดว่า ครูจะเป็นผู้อารักขาผมและอภัยให้ผม ลักษณะของครูในเวลานั้นผมจะไม่มีวันลืมได้เลย และจะสลักอยู่ในใจผมโดยไม่มีวันสิ้นสุด การที่ผมได้มาถึงที่นี่ในวันนี้ ก็เพราะความทรงจำอันนี้ดึงมานั่นเอง ตั้งแต่จากกับครูมาก็ถึง ๔๔ ปีแล้ว อยากจะได้พบกับครูอีก เพื่อจะแสดงความขอบพระคุณต่อครูจึงได้มา"
ครูไม่ได้พูดอะไร เพียงแต่ใช้มือที่สั่นอยู่เสมอนั้นลูบคลำศีรษะข้าพเจ้า จากศีรษะลงมาถึงหน้าผากและเรื่อยลงมาหยุดอยู่บนบ่า
พ่อมองดูรองบ้าน ฝาผนังอันหยาบ ที่นอนที่ไม่เรียบร้อย มีผลไม้อยู่บนหิ้ง ๒-๓ ผล และที่หน้าต่างมีตะเกียงน้ำมันตั้งอยู่ เมื่อพ่อได้เห็นสิ่งเหล่านี้แล้ว ก็แสดงอาการเหมือนกับจะคิดว่า "โธ่ คุณครูที่น่าสงสาร ผลแห่งความขยันมาตั้ง ๖๐ ปีนั้น สนองคุณครูด้วยสิ่งเหล่านี้เท่านั้นหรือ"
แต่สำหรับครูผู้เฒ่าดูท่านพอใจแล้ว ได้สนทนากันถึงกิจการต่าง ๆ อย่างสนุกร่าเริง ตลอดจนสภาพการณ์ของครู และเพื่อนนักเรียนของคุณพ่อในสมัยก่อน ๆ พูดกันไม่รู้จักจบ คุณพ่อเลยตัดคำพูดของครูดดยเชิญครูไปรับประทานอาหาร ครูเพียงแต่แสดงความขอบใจ และแสดงอาการลังเลไม่อยากจะไป แต่พ่อได้เข้าจับมือครูและเร่งให้ไปครูจึงบอกว่า
"แต่ฉันจะกินอาหารอย่างไรได้ มือมันสั่นอยู่ดังนี้ จะเป็นการขัดความสำราญคนอื่นเขาเปล่า ๆ "
"ไม่เป็นไรหรอกครับคุณครู มีคนช่วยครูอยู่แล้ว"
เมื่อครูเห็นพ่อพูดดังนั้น ก็เลยยอมไปและยิ้ม ๆ
"วันนี้อากาศดีเหลือเกิน" ท่านพูดพลางปิดประตูพลาง แล้วกล่าวต่อไปอีกว่า
"วันนี้อากาศดีเหลือเกิน นายประสงค์ ในชีวิตของฉันจะไม่ลืมวันนี้เลย"
คุณพ่อจูงมือคุณครูและจูงมือข้าพเจ้า เดินก้นไปเรื่อย ๆ ในระหว่างทางได้พบหญิงสาวสองคนเดินสวนไป และพบเด็กชายหาบฟางมา ครูบอกว่า เป็นนักเรียนอยู่ในชั้นปีที่ ๓ ตอนเช้าไปโรงเรียน พอโรงเรียนเลิกก็มาช่วยพ่อแม่ทำงานในนา
เวลานั้นราว ๆ เที่ยงวัน เราได้เข้าไปในร้านขายอาหารร้านหนึ่ง ครูร่าเริงมาก และเนื่องด้วยความร่าเริงนั้น มือท่านจึงยิ่งสั่นใหญ่ เกือบจะรับประทานอะไรไม่ได้เลย พ่อได้ตัดเนื้อให้ครู ตักข้าวให้ครูและปรุงน้ำแกงให้ครู เมื่อครูเอาช้อนตักน้ำแกงซดเข้าปากนั้น ช้อนกระทบฟันอยู่เสมอ ครูได้เล่าถึงเรื่องต่าง ๆ ให้เราฟัง เช่นการเรียนในสมัยหนุ่ม ข่าวต่าง ๆ ในทางชุมนุมชน สิ่งที่ผู้ใหญ่เคยชมเชยและระบอบการปกครองในปัจจุบัน สนทนากันอย่างสนุกสนานเหมือนกับเด็กหนุ่ม พ่อก็มองดูครูด้วยความเคารพ ท่วงทีเหมือนกับอยู่ในบ้านตามปกติ นั่งคิดอะไรพลางและมองเราพลาง
ตอนหนึ่งครูทำถ้วยน้ำหก คุณพ่อรีบลุกขึ้นเอาผ้าเช็ดจนแห้ง ครูหัวเราะแล้วพูดว่า "โอ โอ ขอโทษ"
ในที่สุด ครูก็ยกถ้วยขึ้นด้วยมือที่สั่นอยู่นั้น แล้วกล่าวว่า
"ประสงค์ เพื่อความเจริญของเธอและลูกของเธอ เพื่อเป็นการระลึกถึงคุณแม่ของเธอ ขอให้ดื่มให้หมด"
"ขอให้คุณครูจงเจริญและเข็งแรงเสมอ"
พ่อตอบคุณครู เมื่อดื่มให้พรกันเสร็จแล้ว คุณพ่อก็จับมือครูมากุมไว้ เจ้าของร้านขายอาหารและคนเดินโต๊ะต่างหันมามองดูพวกเรา เมื่อพวกเขาได้เห็นความรักใคร่ใรระหว่างศิษย์อาจารย์ดังนี้แล้ว ก็เกิดความสะเทือนใจเหมือนกัน
ต่อจากนั้นสองชั่วโมง พวกเราก็ออกจากร้านอาหารนั้น ครูว่าจะไปส่งเราที่สถานีรถไฟ พ่อได้เข้าไปจูงมือครูอีก ข้าพเจ้าถือไม้เท้าให้ครูแล้วพากันเดินไปตามถนนซึ่งมีคนมองดูเราตลอดทาง และชาวบ้านบางคนที่รู้จักก็ได้ทักทายกับครู
ในขณะที่เดินไปตามถนนนั้น บางแห่งได้ยินเสียงอ่านหนังสือของเด็กลอดออกมาจากหน้าต่างของบ้านที่อยู่ข้างถนน ครูได้หยุดชะงักยืนนิ่งอยู่แล้วกล่าวด้วยความเศร้าโสกว่า
"นายประสงค์ นี่แหละทำให้ฉันเศร้าใจที่สุด เมื่อได้ยินเสียงเด็กนักเรียนอ่านหนังสือ ก็คิดถึงว่าฉันไม่ได้อยู่ในโรงเรียนแล้ว และมีคนอยู่แทนเราที่นั่น ความเศร้าใจก็เกิดขึ้น นั่น นั่นมันเป็นเสียงดนตรีที่เราได้ฟังมาอย่างเคยชินตั้ง ๖๐ ปี เราได้เคยพอใจมันมาแล้ว บัดนี้ ฉันก็เหมือนกับผู้ที่ได้แยกออกจากครอบครัวไปแล้ว เป็นผู้ที่ไม่มีเด็กอีกแล้ว"
"ไม่ใช่เช่นั้นหรอกครับ คุณครู" คุณพ่อกล่าวแล้วก็เดินต่อไป "คุณครูมีลูกอยู่มาก และเด็กเหล่านั้นได้กระจายไปอยู่ทั่วทุกมุมโลก เช่นผมเป็นตัวอย่าง ผมเป็นลูกของครูและคิดถึงคุณครูอยู่เสมอ"
ครูได้กล่าวอย่างเศร้าใจว่า
"ไม่ใช่ ไม่ใช่ ฉันเองไม่มีโรงเรียน ไม่มีเด็กแล้วการไม่มีเด็กทำให้ชีวิตของฉันทรงอยู่ไม่ได้ ไม่ได้จริง ๆ วันสุดท้ายของฉัน คงเกือบจะมาถึงแล้ว"
"คุณครูอย่าพูดดังนั้น คุณครูได้เคยประกอบการกุศลมามากต่อมากแล้ว ได้ใช้ชีวิตของครูในกิจการที่นับว่าประเสริฐ เกินที่มนุษย์คนหนึ่ง ๆ ในโลกจะทำได้"
คุณครูโคลงศีรษะทำหน้าละห้อย และจับมือข้าพเจ้าไว้แน่น พอมาถึงสถานี รถไฟก็จะออกพอดี
"พบกันใหม่ คุณครู" คุณพ่อพูพลางยกมือขึ้นทำความเคารพครูผู้เฒ่า
"พบกันใหม่ ขอบใจเธอ พบกันใหม่" พูดแล้วก็ดึงมือของพ่อด้วยมือที่สั่นทั้งสองข้างของตนเข้ามากอดที่หน้าอก
เมื่อเวลาที่ข้าพเจ้าเข้าไปกราบคุณครูนั้น หน้าคุณครูนองไปด้วยน้ำตา
คุณพ่อได้ผลักข้าพเจ้าเข้าไปในรถ ขณะที่รถจวนจะออกนั้น คุณพ่อได้ขอไม้เท้าจากมือคุณครู แล้วเอาไม้เท้าของท่านเองที่หุ้มเงิน และสลักชื่อไว้อย่างสวยงามไว้ให้แล้วกล่าวว่า
"ขอให้คุณครูเอาอันนี้ไว้เป็นที่ระลึกของลูกศิษย์เก่าของคุณครูคนหนึ่งเถิด"
ครูทำท่าจะปฏิเสธ แต่คุณพ่อได้กระโดดเข้ามาในรถแล้วก็ปิดประตูรถ
"พบกันใหม่ คุณครู" คุณพ่อว่า
"พบกันใหม่ เธอได้สละเวลาอันมีค่าของเธอมาเยี่ยมเยียนผู้ที่รอความตายเช่นฉัน และได้ปลอบโยนให้เกิดความชุ่มชื่นขึ้นเช่นนี้ ขอให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์จงอารักขาเะอ" ครูได้กล่าวขึ้นเมื่อเวลารถไฟจะออก
"พบกันใหม่" คุณพ่อพูด
ครูสั่นศีรษะ ดูเหมือนจะกล่าวว่า "เห็นจะไม่ได้พบกันอีกแล้ว"
"คงจะได้พบกันใหม่ คงจะได้พบกันใหม่" คุณพ่อกล่าว
คุณครูได้ยกมือขึ้นสูง ชี้ไปยังบนท้องฟ้าแล้วกล่าวต่อคุณพ่อว่า "สุดแต่ข้างบนโน้น"
แล้วเงาของครูก็หายไปในขณะที่ชูมือนั้น
(อ่านต่อบทที่ ๖๖ "ความเจ็บป่วย")
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น