การออกกำลังกาย
๕ พฤศจิกายน
หลายวันมานี้อากาศดีมาก เราได้เลิกการออกกำลังกายในห้องเรียน เปลี่ยนเป็นออกไปออกกำลังด้วยเครื่องมือกลางแจ้งในสนามของโรงเรียน
เมื่อวานนี้แม่ของหวัง คือ หญิงคนที่สวมเครื่องแต่งตัวดำอยู่เสมอนั้นได้มาที่ห้องครูใหญ่ ขอร้องให้ยกเว้นการออกกำลังกายด้วยเครื่องมือให้หวัง ดูพูดไม่ค่อยจะออก ได้แต่ลูบคลำศีรษะของลูกแล้วว่า
"เพราะเด็กคนนี้ทำไม่ได้"
แต่ส่วนหวังนั้นเขาเห็นว่า หากไม่สมัครเข้าออกกำลังกายด้วยเครื่องมือกับคนอื่นแล้ว ก็จะเป็นการน่าอับอายมาก จึงไม่ยอมรับรองคำพูดนั้นแย้งว่า
"แม่ ไม่ต้องกลัว ผมทำได้"
แม่มองดูเขาเนือย ๆ สักครู่หนึ่ง จึงพูดด้วยความลังเลว่า
"เกรงว่าคนอื่นจะ..."
แต่พูดไม่ทันจบก็หยุดพูด แกคงตั้งใจจะพูดว่า
"เกรงว่าคนอื่นจะรังแกหรือล้อเล่นได้ ไม่วางใจเลย" แต่หวังได้พูดสวนขึ้นมาว่า
"ไม่มีอะไรหรอกแม่ และยังมีเสนาะอยู่ด้วยทั้งคน เพราะมีเสนาะอยู่ด้วยแล้ว ใคร ๆ ก็ไม่กล้วมาหัวเราเยาะผมได้"
ที่สุด หวังก็สมัครเข้าสมทบในการออกกำลังกายด้วยเครื่องมือกับเขาด้วย ครูหัดกายบริหารเคยเป็นนายทหารมาแล้ว แกพาเราลงไปในสนามซึ่งมีเสาตรงตั้งอยู่ วันนี้ต้องปีนป่ายขึ้นไปให้ถึงยอดบน ที่บนยอดนั้นมีแป้นราบติดอยู่ ประดิษฐ์และอรรถได้ปีนขึ้นไปเหมือนกับลิง อั๋นก็ปีนขึ้นไปได้อย่างว่องไว เขาปีนขึ้นไปอย่างไม่รู้สึกลำบาก ทุกคนนึกอยากจะหัวเราะเขา เขาได้แต่ใช้คำว่า "ขอโทษ ขอโทษ" ซึ่งเขาเคยใช้อยู่เสมอไม่หยุดปาก ในเวลาที่เดชปีนขึ้นไปนั้นหน้าแดงเหมือนกับไก่งวง ขบฟังไว้แน่นเหมือนกับหมาบ้า สุนทรซึ่งขึ้นไปยืนอยู่บนแป้นแล้วนั้น มองดูรอบข้าง ด้วยความเย่อหยิ่งเหมือนกับเป็นวีรบุรุษ ประยูรสวมกางเกงออกกำลังกายลายเส้นที่ตัดใหม่ แต่เขาได้ลื่นลงมาตั้งแต่กลางเสาตั้งสองครั้ง
ต่างคนคิดว่าจะปีนขึ้นได้ง่าย ๆ ทุกคนเอายางลบมาถูมือ ผู้ซึ่งเตรียมมาขายนั้น ไม่ต้องพูดก็ว่า คือพนิชผู้เป็นพ่อค้า เขาได้เอายางลบมาทำเป็นผงบรรจุเข้าไปในถุงกระดาษ ถุงหนึ่งขายหนึ่งสตางค์ทำให้เขาได้กำไรมาก
ที่สุดก็ได้มาถึงเสนาะ ดูเหมือนเขาไม่รู้สึกว่าเป็นกิจธุระสำคัญอะไร เคี้ยวขนมพลางปีนขึ้นไปพลางทำเอาการเหมือนกับว่า แม้เขาจะพาคนอีกคนหนึ่งขึ้นไปด้วยแล้ว ก็คงจะไปได้เหมือนกัน ดูเขามีแรงอย่างกับลูกวัวทีเดียว
ต่อจากนั้นก็ถึงหวัง ในขณะที่เขาเอามือผอมเล็กเข้าไปกอพเสาอันตรงดิ่งนั้น มีคนหัวเราะกันมาก เสนาะยืนกอดอกจ้องมองดูคนที่หัวเราะ ท่าทางท่วงทีดูเหมือนจะเป็นเชิงว่า "ระวังข้าจะขว้างเจ้า" จนทุกคนหยุดการหัวเราะแล้วหวังก็เร่ิมปีนขึ้นไป ดูเหมือนกับเป็นการเอาชีวิตเข้าเผชิญทีเดียว หน้าแดง หายใจฮึดฮัด เหงื่อไหลลงมาทางหน้าผากเหมือนกับฝน ครูได้ร้องเรียกว่า "ลงมาเถิด" แต่เขาไม่ท้อถอย จะอย่างไรก็ตาม เขายังคงคิดจะปีนขึ้นไปให้ได้ ข้าพเจ้ารู้สึกเป็นห่วงเขามาก เกรงว่าเขาจะต้องลงเสียกลางทางเป็นแน่ ถ้าเราเป็นหวังแล้วเราจะเป็นอย่างไรบ้าง และในขณะนั้น ถ้าแม่หวังมาเห็นเข้าแล้วในใจจะคิดอย่างไรบ้าง เมื่อคิดถึงตอนนี้ก็ยิ่งรู้สึกสงสารมากและอยากจะเข้าไปช่วยดันเขาขึ้นไปทีเดียว
"ขึ้นมาเถิด - ขึ้นมาเถิด - หวัง ออกแรงเข้า - ออกแรงเข้า - อีกก้าวเดียวเท่านั้น"
เสนาะ ประดิษฐ์ และอรรถ ได้พร้อมกันร้องขึ้น หวังได้ใช้กำลังทั้งหมดปีนขึ้นไปด้วยความเหนื่อยยาก และขึ้นไปถึงที่ห่างแป้นราบประมาณ ๑ ศอกเท่านั้น
"ดีแล้ว อีกก้าวเดียว ออกแรงมาก ๆ "
ทุกคนได้พร้อมกันร้องขึ้น หวังเกาะแป้นราบได้แล้ว ทุกคนต่างปรบมือ ครูกล่าวว่า
"ปีนได้แล้ว ดีแล้ว ใช้ได้แล้ว ลงมาเถิด"
แต่หวังยังต้องการให้เหมือนกับคนอื่น คือขึ้นไปให้ถึงบนแป้นนั้น เขาได้พยายามอยู่พักหนึ่ง แล้วก็ค่อย ๆ เอาเข่ายันขึ้นไป ที่สุดเขาก็ขึ้นไปยืนอยู่บนแป่นจนได้ หอบและยิ้มมองดูพวกเราอย่างอิ่มใจ
พวกเราได้พากันปรบมือขึ้นอีกครั้งหนึ่ง
หวังหันไปดูทางถนน และพวกเราก็หันตามไปด้วย ก็ได้เห็นแม่ของเขากำลังก้มหน้าไม่ได้มองมาทางพวกเรา และเมื่อแม่เขาเงยหน้าขึ้น หวังก็ลงมาพอดี พวกเราได้เบ่งเสียงไขโยขึ้น หวังหน้าแดง นัยน์ตาวาว ดูเหมือนเขาไม่ใช่หวังคนเก่าเสียแล้ว
เวลาเลิกเรียน แม่ของหวังมารับเขา แกอุ้มลูกของแกและถามด้วยความเป็นห่วงว่า "เป็นอย่างไรบ้าง"
เพื่อนของหวังได้ตอบพร้อมกันว่า "ทำได้ดีเหลือเกิน เขาขึ้นไปได้อย่างเรา - หวังเก่งมาก - กล้าหาญเหลือเกิน - ไม่เลวกว่าคนอื่นเลย"
ในขณะนั้นความพอใจของแม่เขา เกือบจะอธิบายไม่ถูก ดูเหมือนแกต้องการจะแสดงคำขอบคุณบ้าง แต่พูดไม่ออก แกได้เข้ามาจับมือกับเด็กนักเรียนในจำนวนนั้นประมาณ ๓-๔ คน แล้วก็เข้าไปลูบไหล่เสนาะอยู่พักหนึ่ง แล้วก็พาลูกของแกไป พวกเรามองดูแม่ลูกทั้งสองเดินสนทนากันไปอย่างร่าเริ่ง
(อ่านต่อบทที่ ๖๕ "ครูของคุณพ่อ")
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น