วันพฤหัสบดีที่ 13 มกราคม พ.ศ. 2565

บทที่ ๕๙ พิธีการให้รางวัล

 


พิธีการให้รางวัล

๒๔ ตุลาคม


เวลาประมาณเกือบ ๑๔ น.  ในห้องประชุมก็เต็มไปด้วยผู้คน  ตามเก้าอี้และเวที  มีเด็ก สุภาพบุรุษ  ครู ข้าราชการ  สุภาพสตรี  และเด็กเล็กนั่งกันเห็นแต่หัวสลอนไปหมด  เสียงพูดคุยกันอย่างร่าเริงดังกลบไปทั้งห้อง  ภายในห้องประชุมใช้ดอกไม้กระดาษสีขาว  สีแดงและสีน้ำเงินตกแต่ง  มีบันไดขึ้นไปบนเวทีสองข้าง  ทางขวามือเป็นทางสำหรับนักเรียนขึ้นไปรับรางวัล  เมื่อรับรางวัลแล้วก็ลงทางซ้าย  กลางเวทีมีเก้าอี้นวมตั้งเรียงอยู่แถวหนึ่ง  เก้าอี้ตัวกลางมีพวงมาลัยแขวนอยู่สองพวง  ข้างหลังเวทีติดธงทิวสลอน  ข้างหนึ่งมีโต๊ะเล็กสีเขียว  บนโต๊ะวางประกาศนียบัตรรางวัลหลายม้วนผูกไว้ด้วยริบบิ้นไตรรงค์  วงดนตรีอยู่ในคอกหน้าเวที  ที่นั่งของพวกครูประจำดรงเรียนอยู่ทีมุมหนึ่งของที่นั่งแถวหน้า  ตรงกลางเต็มไปด้วยเด็กร้องเพลงเป็นจำนวนมาก  ข้างหลังและสองข้าง  เป็นที่นั่งของนักเรียน  พวกครูวิ่งไปมากันสับสน  เพื่อจัดหาที่ทางให้แขกนั่ง  พวกพ่อแม่ของนักเรียน ซึ่งมากันเป็นจำนวนมากนั้น  ต่างก็นั่งอยู่ข้าง ๆ ลูกของตน

    ข้าพเจ้าและครอบครัวได้ไปนั่งกันอยู่ในบ๊อกซ์ เห็นครูสาวซึ่งผูกโบว์สีแดง  นั่งหัวเราะอยู่ตรงข้ามกับเรา  ที่ข้างครูก็คือครูหญิงของน้องชายข้าพเจ้า  ครูคนสวมเสื้อดำที่เรียกกันว่ายายชี  และครูหญิงของเราซึ่งสอนอยู่ในชั้นปีที่ ๒ ก็นั่งอยู่ที่นั่นด้วย  ครูหญิงของเราหน้าซีดมาก  น่าสงสารเหลือเกิน  ยังไออยู่อย่างหนัก  ใกล้ ๆ กันนั้นเห็นเสนาะนั่งอยู่  และเห็นหัวของหวังอยู่ที่ข้างไหล่เสนาะ ถัดออกไปหน่อย  ก็เห็นพนิชกำลังเก็บกระดาษที่พิมพ์รายชื่อของผู้ที่ได้รับรางวัล  เขารวบรวมไว้ได้มากแล้ว  นี่เขาคงเอาไปแลกกับอะไรเป็นแน่  ซึ่งพรุ่งนี้คงจะได้รู้  ที่ใกล้กับประตู  เห็นคนขายฟืนสองผัวเมียกำลังจูงอรรถเข้ามา  วันนี้อรรถเปลี่ยนเครื่องแต่งตัวใหม่หมดทั้งชุด  ดูดังกับสุภาพบุรุษคนหนึ่งทีเดียว  เห็นแล้วรู้สึกแปลกใจเป็นกำลัง  เห็นโฉมหน้าของประยูรซึ่งหวีผมเสียเรียบร้อย และทาครีมเสียเป็นเงา  ปรากฎอยู่ในบ๊อกซ์ขณะหนึ่งแล้วก็หายไป  ที่ใกล้กับเวที  นายร้อยเอกทหารปืนใหญ่ซึ่งเป็นพ่อของสันทัด เด็กที่ถูกรถทับจนขาหักนั้นนั่งอยู่

    พอถึงเวลา ๑๔ น.  ดนตรีก็เริ่มบรรเลงพร้อมกัน  ข้าหลวง  ผู้พิพากษา และสุภาพบุรุษอื่น ๆ ขึ้นไปบนเวทีทางบันไดขวา  นั่งอยู่บนเก้าอี้สีแดง  ครูที่สอนเพลงในโรงเรียน ถือไม้บอกจังหวะยืนอยู่ข้างหน้า พวกเด็กร้องเพลงที่อยู่ที่นั่นเมื่อเห็นสัญญาณก็ลุกขึ้นยืน  พอสัญญาณครั้งที่สอง ก็ร้องเพลงขึ้นพร้อมกัน  เด็ก ๗๐๐ คนร้องประสานเสียงกันเช่นนี้นาน ๆ จะได้ฟังกันสักครั้งหนึ่ง  ทุกคนจึงต่างนั่งฟังด้วยความสงบ  เมื่อเพลงจบลง ผู้ฟังต่างก็ปรบมือกันกราวใหญ่  ต่อนั้นก็เงียบไป  แล้วก้เริ่มอ่านชื่อผู้ที่จะได้รับรางวัล  ครูรูปร่างเตี้ยและตาไวเมื่อครั้งอยู่ชั้นปีที่ ๒  นั้นได้เดินมาที่เวที  เตรียมการอ่านชื่อผู้ที่จะได้รับรางวัล  ทุกคนพากันอยากเห็นเด็กผู้แทน ๑๒ คนที่จะถือรางวัล  เพราะหนังสือพิมพ์ได้ลงข่าวเรื่องนี้ไว้แล้ว  ฉะนั้นนับแต่ข้าหลวงลงมา  ต่างหันไปมองทางเข้าของเวที  ความเงียบได้ปกคลุมอีกครั้งหนึ่ง

    ต่อจากนั้น เด็ก ๑๑๒ คนก็ขึ้นไปบนเวที  ยืนเรียงกันอยู่เป็นแถว  หน้าตายิ้มแย้มแจ่มใสทุกคน   คนตั้ง ๓๐๐๐ คนในห้องนั้นต่างลุกขึ้นยืน แล้วก็ปรบมือดังสนั่นไปหมด  การต้อนรับอย่างเอิกเกริกเช่นนี้   ทำให้เด็กทั้ง ๑๒ คนยืนตะลึงอยู่ด้วยความตื่นใจ

    "ดูลักษณะยุวชนผู้แทนไทย  ดู  ดู"

    หนุ่มนครราชสีมาสวมเครื่องนุ่งห่มเรียบร้อย กระทัดรัดกว่าเพื่อน  ข้าราชการคนหนึ่งที่นั่งอยู่กับเรา  รู้จักเด็กทั้ง ๑๒ คนนี้ดี  เขาได้บอกชื่อแก่คุณแม่ทุก ๆ คน  ในจำนวน ๑๒ คนนั้น  มี ๒-๓ คนที่แต่งตัวสะอาดหมดจด  นอกนั้นแต่งตัวดูคล้ายลูกของกรรมกร สวมเครื่องแต่งตัวหยาบ ๆ แต่เรียบร้อย  ในขณะที่เด็กเหล่านั้นเดินผ่านข้าหลวง  ข้าหลวงได้จับมือเขาทุกคน  สุภาพบุรุษที่นั่งอยู่ข้าง ๆ ได้บอกชื่อและที่เกิดของเด็กนั้น  แก่ข้าหลวง เมื่อผ่านไปคนหนึ่ง  ก็มีเสียงตบมือกันกราวหนึ่งตลอดไป  พวกเขาได้เดินเข้าไปยังโต๊ะสีเขียวไปหยิบของรางวัล  และครูของเราก็ขานชื่อโรงเรียน  ชื่อชั้นและชื่อของผู้รับรางวัลทีละคน  ผู้รับรางวัลเดินขึ้นบันไดด้านขวาขึ้นไปบนเวที  เมื่อนักเรียกคนที่ ๑ ขึ้นไปรับรางวัลที่ข้างเวทีก็มีเสียงไวโอลินดังขึ้นตลอดเวลา  กระทั่งผู้รับรางวัลเดินผ่านไปหมด  เป็นเสียงดนตรีแผ่วเบาและช้า ๆ ฟังดูเหมือนกับเสียงกระซิบของหญิงสาว

    เด็กคนเล็กที่สุดที่ขึ้นไปรับรางวัลสวมเครื่องแต่งตัวยู่ยี่เหมือนกับไม่ได้รีด  และผมของเขายุ่งพอขึ้นไปบนเวทีเลยหน้าตื่นจนถึงกับหลงทาง  ไม่รู้ว่าจะลงทางไหน  ทำให้คนดูทั้งหมดหัวเราะกันใหญ่  เด็กอีกคนหนึ่งพยายามปีนขึ้นบันไดไปบนเวที  แต่ไปสะดุดเอาพรมเข้า  เลยหกล้ม   นายอำเภอต้องอุ้มเขาขึ้นมา  ทุกคนเลยปรบมือและหัวเราะกันอย่างสนุกสนาน  และยังมีอีกคนหนึ่ง  เมื่อเวลาลงมานั้น  ได้กลิ้งตกบันไดลงมา  ดีที่บันไดไม่สูง จึงไม่บาดเจ็บอะไร  เด็กเหล่านั้น  บางคนว่องไวเหลือเกิน บางคนก็ดูเรียบร้อย  บางคนหน้าแดงเหมือนลูกตำลึง บางคนพอเห็นหน้าคนเข้าก็หัวเราะ  พวกเขาพอลงจากเวที  พ่อหรือแม่ของเขาก็เข้ามารับ

    เมื่อถึงเวรของโรงเรียนเรา  เรารู้สึกปลี้มใจอย่างยิ่ง  นักเรียนที่เรารู้จักนั้นมีมากเหลือเกิน  อรรถ เกียรติขจร ได้เปลี่ยนเครื่องแต่งตัวใหม่หมดทั้งตัว  เดินผ่านไปด้วยความยิ้มแย้ม  ไม่มีใครได้รู้ว่าเมื่อเช้าเขาได้แบกฟืนไปเท่าใดแล้ว  เมื่อเวลาที่ข้าหลวงได้แจกรางวัลให้เขานั้น ได้ถามว่าที่หน้าผากทำไมมีรอยแดง  เขาได้ตอบอะไรแก่ข้าหลวงสองสามคำ  ข้าหลวงเลยเอามือพาดลงบนไหล่เขา  เราหันไปดูพ่อแม่เขาที่นั่งทั้งคู่กำลังปิดปากกลั้นความดีใจไว้มิให้ระเบิดออกมา  แล้วประดิษฐ์ รักธรรม ก็เดินเข้ามา  เขาเดินขึ้นไปอย่างสง่า  ท่วงทีชนิดนี้เป็นที่น่าเคารพเหลือเกิน  เราอยากจะจูบส่งให้เขา  เหล่าสุภาพบุรุษต่างเข้าไปจับมือเขา  และสนทนากับเขา

    ต่อจากนั้น  ครูก็ขาดชื่อ "สันทัด ชาญเชิงรบ" แล้วสันทัดก็ถือไม้เท้าเดินยันขึ้นไป  เด็กเป็นจำนวนมากล้วนได้เห็นภัยในคราวนั้นดี  เสียงโห่ร้องและเสียงปรบมือดังสนั่นไปหมด  ผู้ชายต่างยืนขึ้นและผู้หญิงต่างโบกฟ้าเช็ดหน้า  สันทัดยืนอยู่ตรงกลางเวทีหน้าตื่น  ข้าหลวงลุกขึ้นไปหาเขา  ให้รางวัลแก่เขาและจูบผมเขา  แล้วเอาพวงมาลัยที่บนโต๊ะห้อยไว้บนไม้เท้าของเขา  และจูงเขาไปยังพ่อของเขา  ซึ่งนั่งอยู่ที่ข้างราวเวที  นายร้ยเอกเข้าอุ้มลูกของเขามานั่งลงที่ข้าง ๆ ท่ามกลางเสียงโห่ร้องอันกึกก้องนั้น

    เสียงไวโอลินอันไพเราะ ยังคงบรรเลงเรื่อยนักเรียนโรงเรียนอื่น ๆ ต่างก็ทะยอยกันเดินขึ้นไป  นักเรียนที่ขึ้นไปรับรางวัลนั้นมีทั้งลูกข้าพราชการ  พ่อค้า  ตลอดจนกรรมกรและกสิกร  เมื่อนักเรียนทั้งหมดได้ผ่านไปแล้ว  เด็ก ๗๐๐ คนก็ลุกขึ้นร้องเพลงอีกครั้งหนึ่งต่อนั้นก็มีการแสดงสุนทรพจน์ของข้าหลวง  เสร็จแล้วผู้พิพากษาก็ลุกขึ้นพูดต่อเมื่อจวนจะจบความ  เขาได้หันมาทางพวกเราแล้วพูดว่า

    "แต่ก่อนพวกเธอจะออกไปจากที่นี้  พวกเธอควรจะขอบคุณต่อบุคคลที่ได้อุทิศกำลังกายและกำลังใจ ทั้งหมดเพื่อพวกเธอ  เป็นอยู่เพื่อพวกเธอและตายเพื่อเธอ  คนเหล่านี้เวลานี้  เขาได้พร้อมกันอยู่ที่นี่แล้ว  ดูซิ"

    เมื่อพูดแล้วก็ชี้ไปทางพวกครูที่นั่งอยู่  พวกนักเรียนทั้งหมดที่นั่งอยู่ที่ที่นั่ง ต่างก็ลุกขึ้นยืน  ยื่นมือไปทางพวกครูแล้วโห่ร้องกันขึ้น  พวกครูก็ชุหมวกและโบกผ้าเช็ดหน้าตอบพวกเรา  ต่อนั้นแตรวงก็บรรเลงเพลงชาติ เด็ก ๑๒ คนซึ่งเป็นตัวแทนของภาคต่าง ๆ ก็เดินออกมาที่หน้าเวที  จับมือกันเรียงเป็นแถว  เสียงไชโยดังสนั่นจนหูแทบอื้อไปหมด ดอกไม้ได้โปรยลงมายังตัวของเด็กเหล่านั้นราวกับเมล็ดฝน

(อ่านต่อบทที่ ๖๐ "การวิวาท")

ไม่มีความคิดเห็น: