ความโอ้อวด
๕ กรกฎาคม
เมื่อวานนี้ไปเดินเล่นกับประยูร และคุณพ่อของเขา พบเดชยืนอยู่หน้าร้านขายหนังสือ กำลังดูแผนที่อยู่ เดชคนนี้แหละที่ใครรบกวนเขาเข้าละก็ เขามักจะทุบเอาเสมอ และเขามายืนอยู่ตั้งแต่เมื่อไรก็ไม่มีใครรู้ เพราะไม่ว่าเขาจะอยู่ตามถนนหรือที่ใด เขาก็เรียนเรื่อย เมื่อพวกเราทักเขา ๆ เพียงแต่พนักหน้าเท่านั้น ช่างไม่มีมารยาทเสียเลย
ประยูรซึ่งตามปกติแต่งตัวสวยอยู่เสมอ วันนี้ยิ่งสวยเป็นพิเศษ เขาสวมรองเท้าหนังมอรอคโคมีลวดลาย สวมเสื้อชั้นนอกแพร กระดุมนาคเป็นเงางาม สวมหมวกสักหลาดอย่างดี ห้อยนาฬิกาเดินอย่างสง่า แต่ความขึ้โอ่ของเขายังผลเสียหายให้แก่เขาในคราวนี้เอง คุณพ่อของประยูรเดินช้า ๆ ตามมาข้างหลัง เราได้ไปนั่งลงบนม้ายาวข้างถนน บนม้ายาวนั้นมีเด็กคนหนึ่งแต่งตัวสะอาดนั่งอยู่ก่อนแล้ว ดูเหมือนเขาอ่อนเพลียมาก นั่งก้มหน้าคิดอะไรเฉยอยู่ มีชายคนหนึ่งดูท่าทางจะเป็นบิดาของเด็กคนนั้นกำลังอ่านหนังสือพิมพ์เดินไปเดินมาอยู่ใต้ร่มไม้ ประยูรนั่งลงระหว่างกลางข้าพเจ้ากับเด็กคนนั้น ในทันใดนั้นเขานึกขึ้นได้ว่าเขาสวมเครื่องแต่งตัวมาอย่างสวยงาม คิดจะอวดเด็กคนนั้น จึงยกขาข้างหนึ่งขึ้นไขว่ห้าง แล้วพูดกับข้าพเจ้าว่า
"เธอดูรองเท้าของฉันซิ สวยไหมเล่า?" เขาพูดว่าเช่นนี้โดยมีความประสงค์จะให้เด็กคนนั้นหันมาดู แต่เด็กคนนั้นก็หาเอาใจใส่ด้วยไม่ ประยูรจึงเอาลงแล้วชี้กระดุมนาคให้ข้าพเจ้าดูอีก ชำเลืองดูเด็กนั้นพูดว่า "กระดุมสำรับนี้ฉันไม่ชอบเลย อยากจะเปลียนเป็นกระดุมทองเสีย" แต่เด็กผู้นั้นก็ยังคงนิ่งเฉย
ประยูรจึงถอดหมวกสักหลาดของเขา เอาครอบลงบนมือ และหมุนเล่นอีกครั้งหนึ่ง เด็กนั้นก็คงไม่เหลียวมาดูอยู่นั่นเอง ดูเหมือนเขาเจตนาทำดังนั้น
ตอนนี้ประยูรชักหัวเสีย จึงควักนาฬิกาออกมาจากกระเป๋า เปิดหลังนาฬิกาแล้วเรียกข้าพเจ้าดูเครื่องของมัน แต่เด็กคนนั้นก็ยังไม่เงยหน้า ข้าพเจ้าได้ถามเขาว่า "นี่ชุบทองหรือ?"
"ไม่ใช่ ทองแท้" ประยูรตอบ
"แต่คตงไม่ใช่ทองบริสุทธิ์ ต้องมีเงินเจืออยู่ในนั้นบ้างไม่มากก็น้อย"
"ที่ไหนได้ ไม่มีเลย" ประยูรพูดแล้วก็ชูนาฬิกาไปตรงหน้าเด็กนั้น แล้วพูดกับเขาว่า
"นี่เธอ ลองดูซิ อย่างนี้ยังไม่ใช่ทองบริสุทธิ์อีกหรือ?"
"ฉันไม่รู้" เด็กนั้นตอบเฉย ๆ
"แหมหยิ่งจริง" ประยูรพูดด้วยเสียงอันดัง
ในขณะนั้นพอดีพ่อของเด็กคนนั้นเดินเข้ามาเมื่อเขาได้ยินคำพูดของเด็กคนนั้นแล้ว ก็จ้องมองดูเด็กนั้นอยู่ครู่หนึ่ง แล้วพูดกับลูกของเขาด้วยเสียงแหลมว่า "อย่าพูดอีก" แล้วหันไปกระซิบที่ข้างหูประยูรว่า "เขาตาบอด"
ประยูรตกใจกระโดดขึ้นยืน คอตก นิ่งอั้นอยู่เป็นครู่ แล้วก็พูดอย่างรู้สึกตัวว่า "เสียใจ ฉันไม่รู้เลย"
เด็กตาบอดคนนั้นก็ดูเหมือนรู้เรื่องต่าง ๆ ได้ดี ได้พูดขึ้นอย่างน่าสงสารว่า
"ไม่เป็นไร ไม่เป็นไรหรอก"
แม้ประยูรจะชอบอวดอ้าง แต่เขาก็ไม่เจตนาร้ายอย่างใด ตลอดทางที่เราเดินเล่นกันวันนั้น เขาไม่ได้หัวเราะอีกเลย
(อ่านต่อ บทที่ ๒๕ "ช่างปูนน้อย")

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น