วันอังคารที่ 7 ธันวาคม พ.ศ. 2564

บทที่ ๒๑ ยุวชนผู้รักชาติ


The Little Vidette of Lombardy

 ยุวชนผู้รักชาติ

(การสนทนาประจำเดือน)

๒๖ มิถุนายน


ในปี พ.ศ.๒๔๐๒  ต่อจากเมื่อทหารสัมพันธมิตรฝรั่งเศสและอิตาลีได้ชนะทหารออสเตรเลีย  ที่ซอลเฟริโน และซานมาร์ติโนสัก ๒-๓ วัน  เช้าวันหนึ่งในเดือนมิถุนายน   ทหารม้าอิตาลีกองหนึ่ง  ได้เดินไปตามทางลับทางหนึ่ง  เพื่อทำการสอดแนมการเคลื่อนไหวของข้าศึก  กองทหารนี้อยู่ในความบังคับบัญชาของนายทหารคนหนึ่ง  และจ่านายสิบอีกคนหนึ่ง  ต่างมุ่งมองดูไปทางข้างหน้าว่าจะมีร่องรอยของข้าศึกอยู่ที่ไหนบ้าง  จนไปถึงหน้ากระท่อมว่างในป่าแห่งหนึ่ง  ก็เห็นเด็กคนหนึ่งอายุประมาณ ๑๒ ปี  ยืนอยู่ที่หน้ากระท่อมนั้น  ใช้มีดเล็กระกิ่งไม้เพื่อทำเป็นไม้เท้าบนหน้าต่างบ้านมีธงผืนหนึ่งปลิวสะบัดอยู่  ในบ้านไม่มีคนอยู่เลย  ต่างพากันหนีไปหมด  ด้วยความกลฃัวทหารข้าศึก  ดังนั้นเมื่อเห็นทหารม้ามา  ก็ทิ้งไม้เท้าแล้วเปิดหมวก  เป็นเด็กที่มีดวงตาโตท่าทางปราดเปรียวและหน้าตาน่ารักสวมเสื้อเชิ๊ตแบะอก  

    "ทำอะไรอยู่รึ?"  นายทหารหยุดม้าแล้วถาม  "ทำไมไม่หนีไปกับพ่อแม่?"

    "ผมไม่มีพ่อแม่  เป็นเด็กกำพร้า  เที่ยวรับจ้างทำงานให้คนอื่นเขาพอได้ค่าจ้างบ้างเล็กน้อย  ผมอยากจะเห็นการสงครามจึงมาอยู่ที่นี่"  เด็กนั้นตอบ

    "เห็นทหารออสเตรเลียหนีไปทางนี้บ้างไหม?"

    "ไม่เห็นครับ  ในสามวันนี้ไม่เห็นมีเลย"

    นายทหารนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง  แล้วลงจากม้า  ให้ทหารระวังดูข้างหน้า  ตนเองปีนขึ้นไปบนหลังคาบ้าน  แต่บ้านนั้นเตี้ยเกินไป  มองไม่เห็นอะไรได้ไกล  จึงต้องกลับลงมา  ในใจคิดว่า "ต้องปีขึ้นบนต้นไม้จึงจะได้"  บังเอิญที่หน้าบ้านมีต้นไม้สูงอยู่ต้นหนึ่ง  ยอดแกว่งอยู่ในท้องฟ้า  นายทหารมองดูหน้าของทหารและปลายต้นไม้อยู่ครู่หนึ่ง  ในที่สุดหันไปถามเด็กนั้นว่า

    "พ่อหนุ่มน้อย  ตาเธอดีไหม?"

    "ตาผมหรือครับ  ในระยะหนึ่งไมล์กว่าก็ยังมองเห็นนกกระจอกได้"

    "เธอปีนต้นไม้นี้ได้ไหมล่ะ?"

    "ต้นไม้นี้หรือครับ  ไม่ถึงครึ่งนาทีก็ขึ้นไปถึงยอด"

    "เมื่อเช่นนั้น  เธอลองปีนขึ้นไปมองดูข้างหน้าโน้นซิว่า  มีร่องรอยข้าศึกอยู่บ้างไหม  เช่นฝุ่นฟุ้ง  แสงดาบและม้า เป็นต้น"

    "ได้ซิครับ"

    "จะเอาค่าจ้างสักเท่าไร?"

    "ค่าจ้างหรือครับ?  ผมไม่ต้องการหรอก  ผมชอบงานอย่างนี้  ถ้าข้าศึกเรียกผมไปแล้ว  ผมจะไม่ยอมทำเลย  แต่นี่เพื่อประเทศชาติ  ผมยินดีทำ ผมก็เป็นชาวอิตาเลียนเหมือนกัน"  เด็กนั้นตอบแล้วยิ้ม

    "ดีแล้ว  งั้นก็ขึ้นไปเถิด"

    "เดี๋ยวครับ  ให้ผมถอดรองเท้าก่อน"  พูดพลางถอดรองเท้าออก  รัดเข็มขัดให้แน่นเข้า  โยนหมวกลงที่ดิน  แล้วก็วิ่งไปยังต้นไม้นั้น

    "ระวังตัวหน่อยนะ"  นายทหารร้องเตือนคล้ายกับจะให้เขากลับมา  เด็กนั้นหันมอมองดูนายทหารทำท่าถาม

    "ไม่มีอะไรหรอก  เธอปีนขึ้นไปเถิด"

    เด็กผู้นั้นปีนขึ้นไปอย่างกับแมว

    "ระวังข้างหน้า"  นายทหารหันไปสั่งพลทหาร  ทันใดนั้นเด็กผู้นั้นก็ปีนขึ้นไปถึงยอด  โอบแขนไว้กับลำต้นขาเขาแม้จะถูกใบไม้บังไว้มองไม่เห็น  แต่ส่วนบนก็มองเห็นได้จากที่ไกล  ผมยุ่งเขาปลิวสะบัดอยู่ใต้แสงแดดเป็นเงาเหมือนสีทอง  มองขึ้นไปจากข้างล่าง  ร่างของเด็กนั้นเล็กลงไปมาก

    "มองตรงไปข้างหน้า"  นายทหารร้องบอกขึ้นไปเด็กจึงปล่อยมือขวาที่จับกิ่งไม้มาป้องตา

    "เห็นอะไรบ้าง?"  นายทหารถาม

    เด็กนั้นก้มหัวลง  เอามือทำเป็นปากแตรป้องไว้ที่ปาก  ร้องว่า  "มีทหารม้าสองคนยืนอยู่ที่ถนน"

    "ห่างจากที่นี่สักเท่าไหร่?"

    "ครึ่งไมล์"

    "เคลื่อนไหวอยู่หรือเปล่า?"

    "ยืนอยู่นิ่ง ๆ "

    "เห็นอะไรอีกบ้าง  มองไปทางขวาบ้างซิ"

    เด็กนั้นหันไปมองทางขวา  "ใกล้กับที่ฝังศพในหมู่ไม้  มีอะไรส่องแสงแปลบ ๆ เห็นจะเป็นดาบปลายปีน

    "ไม่เห็นคนหรือ?"

    "ไม่เห็น  คงจะหมอบอยู่"

    ในขณะนั้น  เสียงลูกปืนแล่นผ่านอากาศเหนือต้นไม้ไปตกลงที่หลังบ้าน

    "ลงมาเถิด  ข้าศึกเห็นเธอเข้าแล้ว  เท่านั้นพอแล้ว  เท่านั้นพอแล้ว  ลงมาเถิด"  นายทหารเรียก

    "ผมไม่กลัวหรอก"  เด็กตอบ

    "ลงมาเถิด"  นายทหารเรียกอีก  "ข้างซ้ายไม่มีอะไรไม่ใช่หรือ?"

    "ข้างซ้ายหรือครับ?"

    "ถูกแล้ว"

    เด็กนั้นหันไปข้างซ้าย  ในขณะนั้นเสียงที่แหลมกว่าครั้งก่อนบินข้ามหัวเขาไป  เขาร้องขึ้นว่า "พวกข้าศึกยิงผม"  ลูกเฉียดหัวเขาไปห่างเพียงเ้นผมเดียว

    "ลงมา"  นายทหารร้องขึ้นอย่างโกรธและเฉียบขาด

    "จะลงเดี๋ยวนี้  แต่ต้นไม่มันบังผมอยู่แล้วไม่เป็นไร  ท่านให้ดูข้างซ้ายไปใช่หรือ?"

    "ถูกแล้ว  ข้างซ้าย  แต่ลงมาเถิด"

    เด็กหันไปทางซ้าย  แล้วร้องขึ้นด้วยเสียงอันดังว่า  "ข้างซ้ายตรงที่มีวัดนั้น...."  พูดยังไม่ทันจบ  เสียงแหลมของปืนนัดหนึ่งก็ผ่านอากาศมา  เด็กนั้นสะดุ้งและผงะพยายามจะเกาะกิ่งไม้ไว้   แต่แล้วก็ปล่อยมือกางแขนหล่นลงมาเหมือนกับก้อนหิน

    "จบกัน"  นายทหารวิ่งเข้าไปอย่างไม่มีหวัง

    เด็กนั้นอนหงายแผ่อยู่ที่ดิน  มือทั้งสองกางออกเลือดชุ่มหน้าอก  จ่านายสิบและพบทหารสองคนกระโดดลงจากหลังม้า  นายทหารก้มลงข้าง ๆ ร่างคนเจ็บ  ปลดดุมเสื้อออกดู  ลูกปืนถูกที่ปอดซ้ายพอดี  "ตายแล้ว"  นายทหารพูด

    "ยังมีลมหายใจอยู่"  จ่านายสิบพูด

    "โธ่  น่าสงสาร  เด็กผู้กล้าหาญ  กล้าหาญเหลือเกิน"  นายทหารกล่าแล้วเอาผ้าเช็ดหน้าอุดปากแผลไว้  เด็กน้อยลืมตาอีกครั้งหนึ่งเป็นครั้งสุดท้าย  แล้วก็หงายศีรษะไปข้างหลังสิ้นใจพอดี  นายทหารมองดูเด็กด้วยดวงหน้าซีดเซียว  เอาเสื้อคลุมชั้นนอกของตนปูลงที่พื้นดิน  ยกศพวางลงบนเสื้อนั้น  แล้วก็ลุกขึ้นยืน  และทหารทั้งสามก็ยืนดูนิ่งไม่พูดอะไร  ทหารอื่นมองไปทางข้าศึก  "น่าสงสารเด็กผู้กล้าหาญ"  นายทหารพูดซ้ำอีก  แล้วได้กลับขึ้นไปเอาธงที่หน้าต่างลงมา  คลุมลงบนศพเปิดหน้าไว้  จ่านายสิบเอารองเท้า  หทวก  มีดเล็กและไม้เท้ามารวมวางไว้บ้าง ๆ พวกเขายืนอยู่สักครู่หนึ่ง  นายทหารได้หันไปทางจ่านายสิบแล้วกล่าวว่า  "เราจะต้องสังให้รถพยาบาลมารับศพ  เด็กนี้ตายอย่างทหาร  ฉะนั้นจึงควรต้องฝังอย่างธรรมเนียบทหาร"  เมื่อพูดแล้วก็ทำความเคารพศพนั้น  แล้วสั่งทหารทันทีว่า  ขึ้นม้า"

    เมื่อได้ยินคำสั่ง  ทหารทั้งหมดก็ขึ้นม้าเดินต่อไปอีก  ต่อมาอีกสองสามชั่วโมง  เด็กนี้ก็ได้รับความเคารพจากกองทหาร

    พอพระอาทิตย์ตกดิน  ทหารอิตาลีทั้งหมดก็ขึ้นมายังแนวหน้า  และกองทหารแม่นปืนซึ่งเมื่อ ๒-๓ วันก่อนได้  ย้อมภูเขา ซานมาร์ติโนเสียด้วยเลือด  จนแดงฉานไปหมดนั้นได้ผ่านขึ้นมาสองแนว  ข่าวการตายของเด็กหนุ่มผู้นี้ได้กระจายไปในหมู่ทหารตั้งแต่ยังไม่ออกเดินทางที่ทหารกองนี้ผ่านมานั้น  ห่างกับบ้านเพียงไม่กี่ก้าว  นายทหารที่นำหน้ามา  พอเห็นร่างเล็ก ๆ ที่นอนอยู่ใต้ต้นไม้คลัมด้วยธงชาติก็ยกกระบี่ขึ้นกระทำความเคารพ  นายทหารคนหนึ่งก้มลงเด็ดดอกไม้  ที่ขึ้นอยู่ข้างลำธารโปรยลงไปบนตัวเด็กหนุ่มสองดอก  ทหารทั้งกองได้ทำตามอย่าง  พลทหารและนายทหารต่างพากันร้องขึ้นว่า  "เด็กกล้าหาญ"  "กล้าหาญมาก"  "ลาแล้วเพื่อน"  "ไขโย  เด็กผมสีทอง"  นายทหารผู้หนึ่งปลดเหรียญกล้าหาญของตนโยนลงไป  อีกคนหนึ่งเข้าไปจูบที่หน้าผาก  ดอกไม้ที่ทหารโปรยลงไปนั้นหล่นอยู่ตามเท้า  ตามตัวที่เลือดชุ่ม  ตามศีรษะที่คลุมด้วยผมสีทองของร่างที่นอนขวางอยู่บนหญ้าคลุมไว้ด้วยธง  ใบหน้าขาวมีรอยยิ้มปรากฎอยู่  เหมือนกับได้ยินเสียงชมเชยของคนทั้งหลายและพอใจในการเสียสละชีวิตของตนเพื่อประเทศชาติ


(อ่านต่อ บทที่ ๒๒  "คนอนาถา")


ไม่มีความคิดเห็น: