วันพุธที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2564

บทที่ ๒๙ เสมียนหนุ่ม


เสมียนหนุ่ม

(การสนทนาประจำเดือน


ดำรงเป็นนักเรียนชั้นประถมปีที่ ๔ อายุเพียง ๑๒ ปี เป็นเด็กผมดำผิวขาว  พ่อเขาทำงานอยู่ที่กรมรถไฟ  ดำรงเป็นลูกคนโต  เขายังมีน้องอีกหลายคน พ่อเขาต้องทำงานหนัก  แต่ได้เงินเดือนน้อย  ครอบครัวจึงอัตคัดมาก  แต่พ่อรักดำรงมาก  ตามใจดำรงทุกอย่าง  เว้นแต่การเรียนเท่านั้น  ซึ่งเขาคอยกวดขันมาก   ทั้งนี้ก็เพราะเขาหวังจะให้ดำรงได้สำเร็จการศึกษาโดยเร็ว  เพื่อจะได้เข้าทำงานจะได้ช่วยเหลือการใช้จ่ายในครอบครัวได้บ้าง

    พ่อเขาอายุมากแล้ว  และเพราะต้องทำงานตรากตรำมาก   จึงดูแก่เกินอายุ  เขาต้องรับภาระในครอบครัวทั้งสิ้น  กลางวันไปทำงานที่กรมรถไฟ  กลางคืนยังได้ไปรับหนังสือที่อื่นมาคัดอีกด้วย  ต้องนั่งเขียนหนังสือเหล่านั้นอยู่กับโต๊ะจนดึก  จึงจะอน  เมื่อเร็ว ๆ นี้โรงพิมพ์แห่งหนึ่งได้จ้างเขียนจ่าหน้าซองที่จะส่งไปให้สมาชิกต่าง ๆ โดยใช้หนังสือตัวบรรจง  และได้ค่าเขียนพันละ ๒ บาท  งานนี้ดูเหมือนจะเหนื่อยมาก  เขามักจะบ่นกับคนในบ้านเวลารับประทานอาหารเสมอ

    "ตาฉันดูเหมือนยิ่งมัวมากขึ้น"  เขาพูด  "งานกลางคืนจะทำให้อายุสั้นลง"

    วันหนึ่ง  ดำรงได้บอกกับพ่อเขาว่า  "พ่อให้ฉันเขียนแทนซิ  ฉันเขียนลายมือดีเหมือนกับพ่อเหมือนกัน"

    แต่พ่อเขาไม่ยอม  กลับพูดว่า "ไม่ได้เจ้าต้องเรียน  การเรียนของเจ้าสำคัญกว่าการเขียนหนังสือของพ่อนี้มากนัก  แม้แต่ชั่วโมงเดียวพ่อก็ไม่อยากแย่งเวลาของเจ้า  แม้เจ้าจะมีเจตนาดีดังนี้  พ่อก็ไม่ยอม  ต่อไปอย่าพูดเรื่องนี้อีก"

    ดำรงรู้นิสัยพ่อว่าถึงจะพูดอะไรต่อไปอีกก็ไม่มีประโยชน์  จึงไม่พูดต่อไปอีก  ทุกคืนพอเที่ยงคืนเขาต้องได้ยินพ่อเขาหยุดงานเดินกลับไปยังห้องนอนเสมอ  มีหลายครั้งพอนาฬิกาตีครบ ๑๒ ที  เขาก็ได้ยินเสียงถอนเก้าอี้ไปทางหลัง  ต่อนั้นก็มีเสียงฝีเท้าเดินเข้าห้องนอนเบา ๆ  คืนวันหนึ่ง  พอได้ยินเสียงพ่อไปนอนแล้ว  เขาก็ลุกขึ้นเดินย่องไปยังห้องเขียนหนังสือของพ่อ  จุดตะเกียงน้ำมันขึ้นที่โต๊ะยังคงมีซองเปล่าและสมมุดรายชื่อของสมาชิกวางอยู่  ดำรงเลยถือปากกาเขียนลงตามแบบของพ่อ  เขาตั้งใจเขียนด้วยความดีใจผสมกับความหวาดกลัว  เมื่อเขียนไปได้พักหนึ่ง  ก็วางปากกาลงถูกเสียครั้งหนึ่ง  แล้วตั้งจเขียนต่อไปอีก  เขายิ้มเรื่อยและเงี่ยหูฟังรอบข้าง  เกรงว่าพ่อจะมาเห็นเข้า  เขียนไปได้ ๑๕๐ ซอง คำนวณแล้วเห็ว่าเป็นจำนวนถึง ๓๐ สตางค์  จึงหยุดเขียนดับตะเกียง และย่องกลับมานอนยังที่นอนของตน

    เวลารับประทานอาหารในวันรุ่งขึ้น  พ่อเขารู้สึกชื่นบานมาก  และก็มิได้เฉลียวใจเลย  คงเขียนไปอย่างเครื่องจักร  ชั่วโมงหนึ่งแล้วก็อีกชั่วโมงหนึ่ง  รุ่งขึ้นก็เอาซองที่เขียนแล้วมานับหน้าตาเบิกบาน  เอามือตบไหล่ดำรงแล้วว่า

    "ดำรง  พ่อเจ้ายังไม่แก่หรอกนะ  เมื่อคืนนี้เพียงชั่วเวลา ๒  ชั่วโมงเท่านั้นทำงานได้มากกว่าธรรมดาถึง ๑ ใน ๓ มือพ่อยังแข็งแรงอยู่  ตาก็ยังทำงานได้ดี"

    แม้ดำรงจะไม่พูดอะไร  แต่เขาก็นึกพอใจมาก  เขาคิดในใจว่า  "พ่อที่รักของลูก  นอกจากลูกทำเงินให้แล้ว  ยังทำความพอใจในการที่ทำให้นึกว่าตัวยังหนุ่มอยู่อีกด้วย  ดีแล้วลูกจะทำเช่นนี้เรื่อยไป"

ผลที่ได้นั้นทำให้เกิดมานะ  คืนนั้นพอนาฬิกาตี ๑๒ ที  ดำรงก็ลุกขึ้นมาทำงานอีก  งานนี้ได้ผ่านไปตั้งหลายวันพ่อก็ยังไม่รู้แม้แต่สักครั้งหนึ่ง  พ่อเขาได้พูดขึ้นในเวลารับประทานอาหารว่า  "แปลกเหลือเกิน  หมู่นี้ทำไมน้ำมันจึงเปลืองมากกว่าปกติ"  ดำรงฟังแล้วสะดุ้งอยู่ในใจ  ดีที่พ่อไม่พูดอะไรอีก  งานกลางคืนเวลาดึกก็คงดำเนินอยู่ต่อไป

    เพราะเหตุที่ดำรงต้องลุกขึ้นมาทำงานตอนดึกทุกคืน  เขาจึงนอนไม่เต็มตื่น  เช้าขึ้นอ่อนเพลีย  ไปโรงเรียนก็ลืมตาแทบไม่ขึ้น  เย็นวันหนึ่งขณะนั่งทำการบ้านอยู่ถึงแก่ฟุบหลับอยู่กับโต๊ะ  นี่เป็นครั้งแรกในชีวิตของเขาที่ได้นอนหมอบอยู่กับหนังสือ

    "ระวัง ระวัง  ทำงานของเจ้า"  พ่อตบมือแล้วร้องขึ้น  ดำรงลืมตาขึ้น  สบัดหัวแล้วก็ทำงานต่อไป  และในวันต่อ ๆ ไป ก็เป็นอย่างนั้นอีก  และยิ่งหนักขึ้นด้วย  มักนอนหมอบอยู่กับโต๊ะหนังสือ  ตื่นก็สายเข้า ๆ  รู้สึกเบื่อหน่ายต่อการเรียนเหลือเกิน  เมื่อพ่อเห็นเขามีอาการเป็นดังนี้เสมอก็ได้ตักเตือน  ที่สุดก็โกรธขึ้นมาก  แม้เขาจะเป็นคนที่รักบุตร  เช้าวันหนึ่งพ่อได้บอกกับเขาว่า

    "ดำรง  เจ้าทำให้พ่อหนักใจมาก  เดี๋ยวนี้เจ้าผิดกับแต่ก่อนมาก  ระวังนะ  ความหวังของครอบครัวนี้ทั้งหมดอยู่ที่ตัวเจ้าทั้งนั้น  เท่าที่เจ้าเป็นเช่นนี้พ่อไม่พอใจเลย"

    นี่เป็นครั้งแรก  ที่ดำรงได้ถูกดุนับแต่เกิดมา  เขารู้สึกว่าจะทนต่อไปอีกไม่ไหวแล้ว ในใจคิดว่า  เราเห็นจะต้องหยุดทำงานกลางคืนเสียที"

    แต่ในเวลารับประทานอาหารเย็น  พ่อได้พูดอย่างร่าเริงว่า  "แหม!  เดือนนี้ได้ค่าเขียนมากกว่าเดือนก่อนถึง ๙ บาท  แล้วได้เอาขนมออกมาถุงหนึ่ง  บอกว่าซื้อมาเพื่อแสดงความยินดีในการที่ได้เงินมากกว่าปกติ  พวกเด็ก ๆ ก็ปรบมือดีใจ

    เมื่อดำรงได้ยินเช่นนั้นก็เลยมานะจะทำต่อไป  เขาคิดในใจว่า  "พ่อฉันจะช่วยทำงานอีก  กลางวันฉันจะพยายามเรียนให้มากหน่อย  กลางคืนก็จะทำงานให้พ่อ และคนอื่น ๆ ต่อไปอีก"  พ่อได้กล่าวต่อไปว่า "แม้จะได้เงินมากขึ้น ๙ บาท แต่เมื่อมีเด็กเช่นนี้...."  ชี้ไปยังดำรง  "ฉันไม่ดีใจเลย"  แม้ดำรงจะถูกว่าเช่นนั้นก็ตาม  เขาพยายามกลั้นน้ำตาที่ไหลออกมาไว้  ในใจยังคงรู้สึกภูมิใจอยู่    


    แต่นั้นมา ดำรงยังคงทำงานต่อไปด้วยความมานะอดทน  ความเหน็ดเหนื่อยเมือ่ได้เพิ่มความเหน็ดเหนื่อยลงไปอีกแล้ว ในที่ก็ไม่สามารถจะทนได้  พ่อยังคงดุว่าเขาเสมอ  และแสดงความเกลียดชังเขายิ่งขึ้นทุกวัน  วันหนึ่งพ่อได้ไปหาครูที่โรงเรียนเอง  ได้ไต่ถามถึงการเรียนของดำรงกับครูว่า  "เป็นความจริง  ก่อน ๆ เขาเรียนได้ดีเพราะเขาขยัน  แต่เดี๋ยวนี้ดูเขาไม่เอาใจใส่เหมือนเมื่อครั้งก่อน ๆ วันหนึ่ง ๆ ได้แต่หาว อยากจะนอนท่าเดียว  ไม่ค่อยเอาใจใส่ต่อบทเรียน  ให้แต่งเรื่องก็เขียนเอาสั้น ๆ เท่านั้น  การเขียนก็เขียนอย่างลวก ๆ ซึ่งความจริงเขาอาจเขียนได้ดีกว่านี้มากทีเดียว

    ในคืนนั้นดำรงถูกพ่อเรียกตัวไปสั่งสอนอย่างรุนแรงว่า

    "ดำรง  เจ้าเห็นไหมพ่อได้ทำงานอย่างตรากตรำบั่นทอนชีวิตของพ่อเอง  เพื่อครอบครัวของเราอย่างไร  เจ้าไม่มีมานะเหมือนอย่างพ่อเลย  เจ้าไม่คิดถึงพ่อ  ไม่คิดถึงแม่และน้อง ๆ ของเจ้าเสียแล้ว

    "เปล่า  ไม่ใช่อย่างพ่อว่าเลย พ่อ"  ดำรงพูดแล้วน้ำตาไหล คิดจะเล่าสิ่งต่าง ๆ ที่ทำมาแล้วให้พ่อฟัง  พ่อก็ตัดบทว่า

    "เจ้าควรจะรู้สภาพของครอบครัวดี  ทุก ๆ คนจะต้องมีความพยายาม  เจ้าไม่เห็นหรือว่ากลางวันพ่อทำงานแล้ว กลางคืนยังต้องหางานมาทำที่บ้านอีก  เดี๋ยวนี้พ่อคิดว่าจะได้เงินพิเศษจากกรมรถไฟอีก ๑๐ บาท  มาวันนี้จึงรู้ว่าไม่มีหวังจะได้เสียแล้ว"

    ดำรงได้ยับยั้งคำพูดที่จะพูดกับพ่อไว้ใหม่อีก  เขาคิดอยู่ในใจว่า

    "อย่าพูดดีกว่า  ปิดบังไว้ทำงานแทนพ่อดีกว่า  ในสิ่งที่ไม่เป็นที่พอใจของพ่อนั้น  ฉันเอาอย่างอื่นมาชดใช้ให้ก็ได้  การเรียในโรงเรียนก็จะมานะให้ดียิ่งขึ้น  แต่สิ่งสำคัญที่สุดก็คือช่วยเหลือพ่อเลี้ยงดูครอบครัว  พอบรรเทาความเหน็ดเหนื่อยของพ่อลงสักเล็กน้อย"

    สองเดือนต่อไป ดำรงก็คงทำงานเรื่อย  กลางคืนทำงาน  กลางวันก็อ่อนเพลีย  ลูกก็เหนื่อย  พ่อก็โกรธ  และน่าเสียใจที่สุดก็คือ  พ่อค่อย ๆ คลายความรักต่อลูกลงทุกที  โดยเข้าใจว่าลูกคนนี้ ไม่มีหวังจะเป็นคนดีได้เสียแล้ว  ไม่ใคร่จะพูดจากับเขาตลอดจนหน้าก็แทยจะไม่อยากเห็น  ดำรงเห็นการเป็นเช่นนี้ ก็ยิ่งปวดร้าวหัวใจเป็นอย่างยิ่ง  ในเวลาที่พ่อเขาไม่อยู่นั้น  เขาเกือบจะคุกเข่าลงไหว้ความเศร้าโศก  และความเหนื่อยเพลียทำให้เขาย่ิงอ่อนแอลง  การเรียนก็ยิ่งเลวลง  ในเวลาที่เข้านอนทุกคืน  เขามักจะพูดกับตัวเองว่า  "แต่คืนนี้เป็นต้นไปจะทำงานกลางคืนไม่ได้อีกเสียแล้ว"  แต่พอถึงเวลา ๒๔.๐๐ น.  ความตั้งใจก็เสื่อมสูญไป  รู้สึกว่าถ้านอนอยู่เฉย ๆ ไม่ลุกขึ้นมาทำงานนั้น  ก็เท่ากับหลีกเลี่ยงหน้าที่ของตนเหมือนกับขโมยเงินที่บ้านไป ๓๐ สตางค์  แล้วก็ทนไม่ได้ต้องลุกขึ้นมาทำงาน  เขาเชื่อว่าไม่วันใดวันหนึ่ง  พ่อเขาคงจะได้เห็นการทำงานของเขา  หรือในบางครั้งเวลานับซองนั้น  ก็คงจะรู้การกระทำของเขาเอง  เมื่อถึงเวลานั้นแล้วแม้ตนจะไม่พูด  พ่อก็คงรู้สึกเอง  เมื่อคิดดังนี้แล้ว  เขาจึงทำงานเรื่อยไป

    วันหนึ่ง  ในเวลาที่กำลังรับประทานอาหารเย็น  แม่เขารู้สึกว่าหน้าตาของดำรงยิ่งผิดปกติไป  จึงพูดว่า

    "ดำรง  เจ้าไม่สบายไปหรือ"  พูดแล้วก็หันไปพูดกับพ่อด้วยความร้อนใจว่า

    "ดำรงไม่รู้เป็นอะไร  หน้าตาซีดเซียวไปหมด  ดำรงเจ้าเป็นอะไร"  พูดแล้วก็ทำหน้าเศร้าโศก

    พ่อเหลือบมองไปยังดำรง  แล้วพูดว่า

    "ความเลวของเขานั่นเองทำให้เขาป่วย  เมื่อครั้งก่อนเขาหมั่นเรียน ก็ไม่เห็นเป็นดังนี้"

    "แต่เขาไม่สบายนะ"  แม่พูด  แต่พ่อเขาพูดว่า

    "ฉันเกลียด  ฉันไม่เอาใจใส่เขามานานแล้ว"

    ดำรงรู้สึกราวกับมีดบาดหัวใจ  พ่อไม่เอาใจใส่ต่อเขาแล้ว  พ่อของเขาซึ่งเมื่อก่อนนี้เพียงเขาไอเล็กน้อยเท่านั้นก็เป็นห่วงเสียหนักหนานั้น  เดี๋ยวนี้ไม่รักเขาเสียแล้ว  ไม่มองหน้าเขาแล้ว  พ่อเขาถือเหมือนกับว่าเขาได้ตายจากไปเสีแล้ว

    "โอ! พ่อ - ฉันทนไม่ได้  ถ้าพ่อไม่รักฉัน  ก็จะทำอยู่อย่างนี้ไม่ได้อีกต่อไป  ฉันจะต้องทวงความรักกลับคืนมาอย่างเดิม  ฉันจะบอกให้พ่อทราบความจริงทั้งหมด  จะไม่ล่อลวงพ่ออีกแล้ว  เพียงขอแต่ให้พ่อรักฉันดังเดิมเถิด  ฉันจะหมั่นเรียนดังแต่ก่อน  ครั้งนี้ฉันแน่ใจแล้ว"

    แต่แม้ถึงกระนั้นแล้วก็ดี  ในคืนนั้นความเคยชินได้ทำให้เขาต้องลุกขึ้น  และคิดถึงงานที่ทำมาตั้งหลายเดือนด้วยความพอใจและอดทน  จึงเข้าไปจุดตะเกียง  พอเห็นซองขาวที่บนโต๊ะ  เขาก็อดที่จะเขียนไม่ได้  จึงลงมือเขียนต่อไปอีก  บังเอิญได้เอามือไปกระทบกับหนังสือเล่มหนึ่งตกลงมาบนพื้น  ในขณะนั้นโลหิตทั่วร่างได้มาหยุดรวมที่หน้าอก  ถ้าพ่อตื่นขึ้นมาเห็นการกระทำของเขา  แม้ไม่ใช่การกระทำที่ชั่วชัาอะไร  และเขาก็คิดจะบอกแก่พ่อตั้งหลายครั้งหลายคราวมาแล้ว  แม่รู้ก็จะตกใจ  พ่อก็จะเสียใจและจะละอายใจสักเพียงไรที่ได้กระทำต่อเขาด้วยความเข้าใจผิดมาแล้วตั้งหลายเดือน  ความคิดทุกอย่างได้มารุมอยู่ทำให้ดำรงตัวสั่นไม่สบายใจ  เขาเอียงหูฟังดู  ก็ไม่ได้ยินเสียงอะไรดัง  ต่างนอนหลับกันเงียบทั้งครอบครัว  เขาจึงวางใจลงมือทำงานต่อไป  นอกบ้านมีเสียงรองเท้าของตำรวจ  แล้วอีกครู่หนึ่งก็มีเสียงรถผ่านมาแล้วก็หายไป  แล้วทุกอย่างได้เข้าสู่ความเงียบอย่างเดิม  เพียงแต่นาน ๆ ก็ได้ยินเสียสุนัขหอนแต่ไกลเท่านั้น  เขาก็คงทำงานของเขาต่อไป  ความจริง พ่อของเขาได้มายืนข้างหลังเขานานแล้ว  ขณะเมื่อหนังสือหล่นลงมานั้น  พ่อเขาก็ตกใจตื่นขึ้น  แต่เสียงของรถที่ผ่านมาได้กลบเสียงของพ่อที่เปิดประตูเสียหมด  พ่อเขาได้เข้ามาในห้อง  ศีรษะอันขาวของพ่อได้ก้มอยู่เหนือศีรษะอันดำของดำรง  เห็นการเคลื่อนไหวของปากกาไปมาอย่างรวดเร็ว  พอได้เข้าใจในสิ่งที่ได้เป็นมาตังหลายเดือน  หัวอกเต็มไปด้วยความเสียใจ และความเมตตา  ได้แต่ยืนจ้องอยู่ที่นั่นเป็นเวลานาน


    ทันใด  ดำรงรู้สึกมีมือทั้งสองที่สั่นวางบนศีรษะ  เขาก็สะดุ้ง  และได้ยินเสียงสะอื้นของพ่อ  จึงพูดว่า

    "พ่อ  โปรดยกโทษให้ลูกเถิด"

    พ่อจูบลูกทั้ง ๆ ที่น้ำตาไหล

    "เจ้ากลับขอโทษพ่ออีกหรือ  พ่อเข้าใจหมดแล้ว  พ่อรู้แล้ว  พ่อสิควรจะขอโทษลูก  มากับพ่อที่นี่เถิด"  พูดแล้วก็อุ้มดำรงไปยังหน้าเตียงแม่  มอบลูกไว้ในวงแขนของแม่

    "จูบลูกของเราซิ  ลูกผู้น่าสงสาร  ตลอดสามเดือนมานี  เขาไม่ได้หลับไม่ได้นอนและได้ทำงานเพื่อครอบครัวแท้ ๆ และเราก็ได้แต่ด่าเขาเรื่อย ๆ "

    แม่เขาได้กอดเขาไว้แน่น  พูดอะไรไม่ออก น้ำตาไหลนองทั้งสองแก้ม  ในที่สุดจึงพูดว่า  "ไปนอนเสียเถิดลูกรักของแม่  ไปนอนพักเสีย  คุณอุ้มเขาไปหน่อยซิคะ"

    พ่อ เข้าอุ้มดำรงมาจากวงแขนของแม่ไปยังห้องนอนของเขา  จัดให้ดำรงนอนลง  จัดหมอนและผ้าห่มให้ดำรงได้พูดตั้งหลายครั้งว่า

    "พ่อ  ลูกขอขอบคุณ  พ่อไปนอนเถิด  ผมสบายแล้ว  ไปนอนเถิด"

    แต่พ่อก็ยังอยู่ที่ข้างเตียง  รอจนลูกนอนลงไปแล้ว  ก็จับมือลูก  พูดว่า

    "นอนเถิด  นอนเสีย  ลูกของพ่อ"

    เนื่องด้วยความอ่อนเพลีย  ดำรงได้หลับผลอยไปทันที  ระหว่างเวลาหลายเดือนมานี้  คืนนี้เท่านั้นที่เขาได้นอนอย่างสบายเต็มไปด้วยความสุข  เมื่อตื่นขึ้นดวงอาทิตย์ขึ้นสูงแล้ว  ปรากฎว่าที่ข้างเตียงใกล้กับที่หน้าอกของเขานั้น  พ่อฟุบศีรษะอันขาวอยู่ที่นั่น!  ตลอดเมื่อคืนได้ผ่านไปโดยอาการเช่นนี้  เขานั่งฟุบอยู่ข้างลูกของเขาและหลับอยู่ที่นั้นเอง!

(อ่านต่อบทที่ ๓๐ "ความเพียร")


ไม่มีความคิดเห็น: