ครูใหญ่
๑๘ มิถุนายน
วันนี้อัฐรู้สึกเบิกบานมาก เพราะครูเก่าซึ่งเคยสอนเมื่อครั้งพวกเราเรียนมัธยมปีที่ ๒ มาเป็นกรรมการสอบซ้อม ครูผู้นี้ชื่อศักดิ์ เป็นคนรูปร่างอ้วนใหญ่ หัวโตและหนวดดกดำ นัยน์ตาคม พูดเสียงดัง มักชอบขู่เด็กว่าจะฉีกเอาแขนขาออกและจะหิ้วคอไปให้ตำรวจ บางครั้งทำหน้าตาอย่างน่ากลัว แต่ไม่เคยทำโทษเด็กเลย ใบหน้ามีรอยยิ้มอยู่ภายใต้หนวดอันดกดำนั้นเสมอ หากแต่หนวดบังไว้จึงมองไม่เห็น ครูผู้ชายทั้งหมดในดรงเรียนมีอยู่ ๘ คน ทั้งครูศักดิ์นี้ และยังมีครูผู้ช่วยอีกคนหนึ่งเหมือนกับครูเด็ก ๆ ครูประจำชั้นมัธยมปีที่ ๔ เป็นครูขาเป๋ ตามปกติมักใช้ผ้าพันคอไว้เสมอ เพราะเมื่อเวลาที่ท่านสอนอยู่ในโรงเรียนต่างจังหวัดนั้น ห้องเรียนชื้นแฉะ ไม่ค่อยถูกอนามัย จึงเกิดเป็นโรคขึ้น จนบัดนี้ยังเจ็บออดแอดอยู่เสมอ ในชั้นนั้นยังมีครูผมหงอกอีกคนหนึ่ง กล่าวกันว่าเมื่อก่อน เคยเป็นครูอยู่โรงเรียนอนาถาแห่งหนึ่ง นอกนี้ยังมีครูอีกคนหนึ่งแต่งตัวสวยงามเสมอ ใส่แว่นตาและมีหนวดงาม ในขณะเป็นครูอยู่นั้นยังเรียนกฎหมายพร้อมไปด้วย จนสำเร็จเป็นเนติบัณฑิต ฉะนั้น จึงได้ฉายาว่า "ทนายน้อย" ครูผู้นี้ได้แต่งหนังสือเรื่อง "วิธีเขียนจดหมาย" ไว้เล่มหนึ่งด้วย ครูพลศึกษามีลักษณะเข้มแข็งสมกับที่เคยเป็นทหารมาแล้ว
ครูใหญ่นั้นสูงและเป็นคนผมน้อย ใส่แว่นตากรอบทอง หนาดขาวประปราย ตามปกติขัดรังรุมหมดตลอดจนขอที่คอ เป็นครูใจดีที่สุด ในเวลาที่นักเรียนทำผิดกฎข้อบังคับถูกเรียกไปที่ห้องครูใหญ่นั้น ต่างตัวสั่นไปหมด แต่ครูไม่เคยดุด่าสักที เพียงแต่จูงมือเด็กนั้นเข้าไปแล้วก็ปลอบโยนสั่งสอนชี้แจงความผิดชอบ และให้ประพฤติตัวให้เรียบร้อยต่อไป เนื่องด้วยท่านใช้ถ้อยคำที่อ่อนโยนและแนะนำโดยดี ฉะนั้นเด็กที่ออกมาจากห้องจึงตาแดง ๆ ไปทุกคน ยิ่งไปกว่าที่ถูกครูทำโทษเสียอีก
ครูใหญ่ผู้น่าสงสาร - ตอนเช้าไปถึงโรงเรียนแต่เช้าก่อนใคร ๆ หมด ถ้ามีผู้ปกครองนักเรียนมาก็คอยรับรอง ตอนบ่ายครูอื่น ๆ กลับบ้านแล้ว ท่านยังเตร่อยู่แถวข้าง ๆ โรงเรียนนั่นเอง คอยดูแลให้นักเรียนกลับบ้าน เกรงว่านักเรียนจะถูกรถชนหรือวิ่งเล่นกันตามถนน เพียงแต่มองเห็นเงาของท่านเข้า บรรดานักเรียนก็วิ่งหนีกันไปหมด ท่านไม่เคยดุพวกเด็ก ๆ เลย เพียงแต่ชี้มือและยิ้มเท่านั้น นักเรียนก็วิ่งหนีเสียแล้ว
คุณแม่เล่าว่า ครูใหญ่คนนี้นับแต่ลูกที่รักได้สมัครเป็นทหารและตายไปแล้ว ก็ไม่เคยเห็นร่าเริงเลย บนโต๊ะเล็กที่ท่านนั่งทำงาน มีรูปอันน่ารักของลูกชายใส่กรอบตั้งอยู่ เมื่อมาประสบเคราะห์กรรมที่ทำให้ท่านเสียบุตรที่รักไป ก็เลยคิดจะลาออก ได้ยินว่าท่านเตรียมเขียนใบลาไว้เสร็จแล้ว แต่เก็บไว้ในลิ้นชัก ยังไม่ได้ส่งไป เพราะยังไม่อยากจากพวกเด็ก ๆ จึงยังคงลังเลอยู่
วันหนึ่ง คุณพ่อไปคุยกับครูใหญ่ที่ห้องของท่าน คุณพ่อได้ถามท่านว่า "ได้ข่าวว่าคุณครูจะลาออกไม่ใช่หรือ?" ครูใหญ่ไม่ทันตอบ ก็พอดีมีคนพาลูกที่ย้ายจากโรงเรียนอื่นมาเรียนที่นี่ เมื่อครูใหญ่เห็นเด็กนั้นเข้าก็ตะลึง หันมาดูรูปที่ตั้งอยู่บนโต๊ะเทียบดูกับใบหน้าเด็กนั้นอยู่เป็นนาน แล้วก็จูงเด็กนั้นเข้ามาเชยคางขึ้น จ้องมองดูสักครู่หนึ่ง เห็นหน้าตาคล้ายลูกชายของท่านที่ตายไปแล้วมาก ครูได้กล่าวว่า "ได้" เมื่อจดชื่อเสร็จแล้ว พ่อลูกทั้งสองก็ออกไป ส่วนท่านนั่งใจลอยอยู่
คุณพ่อได้กล่าวกับท่านต่อไปว่า "คุณครูพจน์ขอรับ ถ้าคุณลาออกเสียแล้ว พวกเด็ก ๆ มิลำบากแย่หรือ?" เมื่อท่านได้ยินดังนั้นก็ดึงใบลาออกมาจากลิ้นชักฉีกออกเป็นสองท่อนแล้วว่า "ผมได้ล้มความคิดที่จะลาออกเสียแล้ว"

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น