วันพฤหัสบดีที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2564

บทที่ ๑๗ ครูใหญ่


 ครูใหญ่

๑๘ มิถุนายน


วันนี้อัฐรู้สึกเบิกบานมาก  เพราะครูเก่าซึ่งเคยสอนเมื่อครั้งพวกเราเรียนมัธยมปีที่ ๒ มาเป็นกรรมการสอบซ้อม  ครูผู้นี้ชื่อศักดิ์  เป็นคนรูปร่างอ้วนใหญ่  หัวโตและหนวดดกดำ  นัยน์ตาคม  พูดเสียงดัง  มักชอบขู่เด็กว่าจะฉีกเอาแขนขาออกและจะหิ้วคอไปให้ตำรวจ  บางครั้งทำหน้าตาอย่างน่ากลัว  แต่ไม่เคยทำโทษเด็กเลย  ใบหน้ามีรอยยิ้มอยู่ภายใต้หนวดอันดกดำนั้นเสมอ  หากแต่หนวดบังไว้จึงมองไม่เห็น  ครูผู้ชายทั้งหมดในดรงเรียนมีอยู่ ๘ คน  ทั้งครูศักดิ์นี้  และยังมีครูผู้ช่วยอีกคนหนึ่งเหมือนกับครูเด็ก ๆ ครูประจำชั้นมัธยมปีที่ ๔ เป็นครูขาเป๋  ตามปกติมักใช้ผ้าพันคอไว้เสมอ  เพราะเมื่อเวลาที่ท่านสอนอยู่ในโรงเรียนต่างจังหวัดนั้น  ห้องเรียนชื้นแฉะ  ไม่ค่อยถูกอนามัย  จึงเกิดเป็นโรคขึ้น  จนบัดนี้ยังเจ็บออดแอดอยู่เสมอ  ในชั้นนั้นยังมีครูผมหงอกอีกคนหนึ่ง  กล่าวกันว่าเมื่อก่อน  เคยเป็นครูอยู่โรงเรียนอนาถาแห่งหนึ่ง  นอกนี้ยังมีครูอีกคนหนึ่งแต่งตัวสวยงามเสมอ  ใส่แว่นตาและมีหนวดงาม  ในขณะเป็นครูอยู่นั้นยังเรียนกฎหมายพร้อมไปด้วย  จนสำเร็จเป็นเนติบัณฑิต  ฉะนั้น  จึงได้ฉายาว่า  "ทนายน้อย"  ครูผู้นี้ได้แต่งหนังสือเรื่อง  "วิธีเขียนจดหมาย" ไว้เล่มหนึ่งด้วย  ครูพลศึกษามีลักษณะเข้มแข็งสมกับที่เคยเป็นทหารมาแล้ว

    ครูใหญ่นั้นสูงและเป็นคนผมน้อย  ใส่แว่นตากรอบทอง  หนาดขาวประปราย  ตามปกติขัดรังรุมหมดตลอดจนขอที่คอ  เป็นครูใจดีที่สุด  ในเวลาที่นักเรียนทำผิดกฎข้อบังคับถูกเรียกไปที่ห้องครูใหญ่นั้น  ต่างตัวสั่นไปหมด  แต่ครูไม่เคยดุด่าสักที  เพียงแต่จูงมือเด็กนั้นเข้าไปแล้วก็ปลอบโยนสั่งสอนชี้แจงความผิดชอบ  และให้ประพฤติตัวให้เรียบร้อยต่อไป  เนื่องด้วยท่านใช้ถ้อยคำที่อ่อนโยนและแนะนำโดยดี  ฉะนั้นเด็กที่ออกมาจากห้องจึงตาแดง ๆ ไปทุกคน  ยิ่งไปกว่าที่ถูกครูทำโทษเสียอีก

    ครูใหญ่ผู้น่าสงสาร - ตอนเช้าไปถึงโรงเรียนแต่เช้าก่อนใคร ๆ หมด  ถ้ามีผู้ปกครองนักเรียนมาก็คอยรับรอง  ตอนบ่ายครูอื่น ๆ กลับบ้านแล้ว  ท่านยังเตร่อยู่แถวข้าง ๆ โรงเรียนนั่นเอง  คอยดูแลให้นักเรียนกลับบ้าน  เกรงว่านักเรียนจะถูกรถชนหรือวิ่งเล่นกันตามถนน  เพียงแต่มองเห็นเงาของท่านเข้า  บรรดานักเรียนก็วิ่งหนีกันไปหมด  ท่านไม่เคยดุพวกเด็ก ๆ เลย  เพียงแต่ชี้มือและยิ้มเท่านั้น  นักเรียนก็วิ่งหนีเสียแล้ว

    คุณแม่เล่าว่า   ครูใหญ่คนนี้นับแต่ลูกที่รักได้สมัครเป็นทหารและตายไปแล้ว  ก็ไม่เคยเห็นร่าเริงเลย  บนโต๊ะเล็กที่ท่านนั่งทำงาน  มีรูปอันน่ารักของลูกชายใส่กรอบตั้งอยู่  เมื่อมาประสบเคราะห์กรรมที่ทำให้ท่านเสียบุตรที่รักไป  ก็เลยคิดจะลาออก  ได้ยินว่าท่านเตรียมเขียนใบลาไว้เสร็จแล้ว  แต่เก็บไว้ในลิ้นชัก  ยังไม่ได้ส่งไป  เพราะยังไม่อยากจากพวกเด็ก ๆ จึงยังคงลังเลอยู่

    วันหนึ่ง คุณพ่อไปคุยกับครูใหญ่ที่ห้องของท่าน  คุณพ่อได้ถามท่านว่า  "ได้ข่าวว่าคุณครูจะลาออกไม่ใช่หรือ?"  ครูใหญ่ไม่ทันตอบ  ก็พอดีมีคนพาลูกที่ย้ายจากโรงเรียนอื่นมาเรียนที่นี่  เมื่อครูใหญ่เห็นเด็กนั้นเข้าก็ตะลึง  หันมาดูรูปที่ตั้งอยู่บนโต๊ะเทียบดูกับใบหน้าเด็กนั้นอยู่เป็นนาน  แล้วก็จูงเด็กนั้นเข้ามาเชยคางขึ้น  จ้องมองดูสักครู่หนึ่ง  เห็นหน้าตาคล้ายลูกชายของท่านที่ตายไปแล้วมาก  ครูได้กล่าวว่า  "ได้"  เมื่อจดชื่อเสร็จแล้ว พ่อลูกทั้งสองก็ออกไป  ส่วนท่านนั่งใจลอยอยู่

    คุณพ่อได้กล่าวกับท่านต่อไปว่า  "คุณครูพจน์ขอรับ  ถ้าคุณลาออกเสียแล้ว  พวกเด็ก ๆ มิลำบากแย่หรือ?"  เมื่อท่านได้ยินดังนั้นก็ดึงใบลาออกมาจากลิ้นชักฉีกออกเป็นสองท่อนแล้วว่า  "ผมได้ล้มความคิดที่จะลาออกเสียแล้ว"


(อ่านต่อ บทที่ ๑๘ "ทหาร")


ไม่มีความคิดเห็น: