เด็กคนกลอง
(การสนทนาประจำเดือน)
นี่เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นในวันที่ ๒๔ กรกฎาคม พ.ศ.๒๓๙๑ ซึ่งเป็นวันแรกแห่งสงครามคัสโตซา ทหารราบฝ่ายอิตาลีกองหนึ่งประมาณ ๖๐ คน ได้ถูกส่งไปยึดบ้านหลังหนึ่งที่เนินเขาแผ่นหนึ่ง บังเอิญถูกทหารออสเตรีย*สองกองระดมยิงเข้ามาทั้งสี่ด้าน ลูกปืนปลิวมาเหมือนกับเมล็ดฝน ทหารอิตาลีต้องละทิ้งทหารที่ตายและบาดเจ็บหนีเข้าไปในบ้านร้างนั้น เมื่อได้ปิดประตูลงกลอนแน่นหนาแล้วก็ยิงกราดออกมาทางหน้าต่าง ทหารข้าศึกตั้งแถวครึ่งวงกลมรุกและระดมยิงเข้ามาอย่างหนัก
นายร้อยเอกผู้บังคับบัญชาทหารกองนี้ เป็นนายทหารชราที่กล้าหาญ รูปร่างใหญ่ หนวดและผมขาวหมดแล้ว ในจำนวน ๖๐ คนนั้น มีคนกลองคนหนึ่งเป็นชาวซาร์ดิเนียนอายุ ๑๔ ปี แต่รูปร่างดูเหมือนยังไม่ถึง ๑๒ ปี เป็นเด็กผิวคล้ำและนัยน์ตาคม
ท่านนายร้อยเอกได้ขึ้นไปบัญชาการต่อสู้อยู่ชั้นบนและออกคำสั่งด้วยเสียงแหลมคมเหมือนกับเสียงลูกปืน ใบหน้าเหมือนกับหลอมด้วยเหล็กของท่านไม่แสดงความสะทกสะท้านแม้แต่น้อย เด็กคนกลองมีหน้าซีดเซียว แต่ก็ยังระงับความตื่นเต้นไว้ได้อย่างดี เขากระโดดขึ้นไปยืนบนโต๊ะชะเง้อมองออกไปข้างนอก จากกลุ่มฝุ่นที่ฟุ้งอยู่นั้น มองเห็นทหารออสเตรเลียในเครื่องแบบสีขาวกำลังรุกเข้ามาอย่างช้า ๆ
บ้านนี้ได้สร้างอยู่บนยอดเนินสูง ด้านที่หันออกทางส่วนชันของเนินนั้น มีแต่หน้าต่างเล็กซึ่งเจาะไว้สูงเกือบติดหลังคา อยู่บานเดียวเท่านั้น เป็นด้านเดียวที่ทหารออสเตรเลียไม่เอาใจใส่ ทางนั้นจึงปลอดคน ส่วนทางด้านหน้าและสองข้างกำลังถูกระดมยิงอย่างหนัก
การโจมตีเป็นไปอย่างดุร้าย กระสุนปืนกราดเข้ามาเหมือนห่าฝน ฝาแตก กระเบื้องกระจาย เพดานปรุ เครื่องเรือนและประตูหน้าต่างถูกลูกปืนแตกพังเกือบหาดีไม่ได้ ชิ้นไม้กระเด็นว่อน เสียงแตกของกระจกและเครื่องปูนดังกราวไปทั่วทุกแห่ง ราวกับหัวสมองจะระเบิดออกไปเป็นเสี่ยง ๆ ทหารที่ยิงป้องกันอยู่ที่หน้าต่างประเดี๋ยวก็ผงะหงายทีละคน ๆ แล้วก็ถูกลากมารวมกันข้างหนึ่ง ที่ยังไม่ถูกบาดเจ็บก็ประจำที่ยิงต่อสู้แทน บ้างก็เอามืออุดไว้ที่ปากแผล ร้องครวญคราง คลานไปคลานมา มีศพทหารคนหนึ่งในห้องครัว ถูกยิงที่หน้าจนหน้าผากหายไปบางส่วน แถมรูปครึ่งวงกลมของทหารข้าศึกค่อย ๆ เคลื่อนประชิดเข้ามาทุกขณะ
สักครู่หนึ่ง ท่านนายร้อยเอกผู้มีใจเข้มแข็งก็แสดงอาการกระวนกระวายขึ้น เดินออกมาจากห้องพร้อมกับจ่านายสิบคนหนึ่ง มองดูรอบ ๆ แล้วกระซิบพูดกับจ่านายสิบสองสามคำแล้วกลับเข้าในห้อง ต่อมาอีก ๓ นาที จ่านายสิบคนนั้นก็มากวักมือทำสัญญาณเรียกเด็กคนกลองนั้นให้ตามเขาเข้าไป เด็กคนนั้นเดินตามจ่านายสิบขึ้นบันไดเข้าไปยังห้องข้างบน ท่านนายร้อยเอกกำลังเอาดินสอเขียนกระดาษแผ่นหนึ่ง ข้างเท้ามีเชือกสำหรับผูกถังตักน้ำวางอยู่
นายร้อยเอกพับกระดาษนั้นแล้ว ใช้นัยน์ตาอันคมซึ่งเคยเป็นที่หวาดหวั่นแก่ทหารทุกคน มองเพ่งดูคนกลอง แล้วพูดอย่างเฉียบขาดว่า
"คนกลอง"
เด็กคนกลองยกมือขึ้นแตะหมวก
"เธอกล้าไหม" นายร้อยเอกถาม
"ครับกระผม" หนุ่มผู้นั้นตอบ นัยน์ตาเป็นประกาย
"มองลงไปข้างล่างนี่ซิ ที่ใกล้กับบ้านโน้นเห็นแสงดาบปลายปืนแวบ ๆ อยู่นั้น คือกองทหารของเรา เธอจะต้องถือหนังสือนี้ลงทางหน้าต่างนี้ ฉันจะเอาเชือกผูกเอวเธอและค่อยโรยลงไป เมื่อถึงดินแล้วคลานไปทางที่ลาดนี้โดยเร็ว แล้วตัดข้ามทุ่งโน้นไปให้ถึงกองทหารของเรา เอาหนังสือของฉันมอบให้กับนายทหารคนแรกที่เธอพบ จัดแจงปลดเข็มขัดหนังและเครื่องหลังของเธอออกเสียก่อน"
เด็กคนกลองปลดเข็มขัดและกระเป๋าเครื่องหลังออก รับหนังสือใส่ไว้ในกระเป๋า เอาเชือกผู้เข้ากับเอว จ่านายสิบหย่อนเชือกลงไปทางหน้าต่าง และเอาปลายข้างหนึ่งพันไว้กับมือของตน ท่านนายร้อยเอกได้พยุงเด็กหนุ่มออกทางหน้าต่าง ให้หลังหันออกไปทางข้างนอก
"ขอให้ระมัดระวังตัวให้ดี ชีวิตของทหารในบ้านนี้ทั้งหมดอยู่ที่ไหวพริบ ความกล้าหาญและกำลังเท้าของเธอ"
"ไว้ใจผมเถิดขอรับ ผู้บังคับกอง" เด็กนั้นตอบแล้วก็ไต้เชือกลงไป
นายร้อยเอก และจ่านายสิบจับเชือกนั้นไว้แน่น แล้วร้องสำทับลงไปว่า "แนบตัวลงไปตามที่ลาดหน่อย"
"ผมไม่กลัวหรอก"
"พระเจ้าจงพิทักษ์เธอ"
เด็กนั้นได้ลงไปถึงเชิงเขาแล้ว จ่านายสิบสาวเชือกขึ้นมาแล้วก็ออกไปจากห้อง ท่านผู้บังคับกองชะโงกมองออกไปทางหน้าต่างอย่างกล้าหาญ ดูเด็กนั้นไต่ลงไปตามเชิงเขา
กำลังนึกยินดีอยู่ว่า เด็กผู้นั้นเล็ดลอดออกไปได้โดยไม่มีใครเห็น ก็พอดีเห็ฝุ่นกระจายขึ้นข้างหน้าข้างหลังเด็กนั้น ๕-๖ แห่ง ทหารออสเตรเลียแลเห็นเขาเสียแล้ว และได้ระดมยิงลงไปจากที่สูง แต่เด็กนั้นคงมุ่งหน้าวิ่งไปอย่างเต็มฝีเท้า แล้วก็ล้มฮวบลง "เสร็จกัน" ผู้บังคับกองร้องมือกำแน่น พูดยังไม่ทันขาดคำ เด็กนั้นก็ลุกขึ้นได้อีก "โอไม่เป็นไร เพียงแต่หกล้มเท่านั้น" ผู้บังคับกองอุทานด้วยความดีใจ พร้อมกับหายใจยาวอย่างโล่งอก
เด็กนั้นแม้จะวิ่งโดยเต็มฝีเท้า แต่ขาข้างหนึ่งรู้สึกว่ากระโผลกกระเผลกไป ผู้บังคับกองคิดในใจว่า "ข้อเท้าคงจะแพลง" ต่อนั้นฝุ่นก็กระจายขึ้นเป็นหย่อม ๆ แต่ห่างตัวเด็กผู้นั้นมาก "ไม่ถูก เข้าพ้นภัยแล้ว" ผู้บังคับกองร้องออกมาด้วยความดีใจ สายตาไม่คลาดจากเด็กนั้น เมื่อคิดถึงว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่เกี่ยวกับเวลา ถ้าเขาไปไม่ถึงกองทหารทางโน้นภายในเวลาอันสมควร พร้อมด้วยหนังสือขอความช่วยเหลือแล้ว ทหารทั้ง ๖๐ คนนี้ก็จะต้องตาย หรือยอมให้จับเป็นเชลยไปหมด
ห่างออกไป! ห่างออกไป เด็กนั้นวิ่งไปโดยเร็ว พักหนึ่งแล้วก็เดินช้า ๆ อย่างกระโผลกกระเผลก แล้วก็วิ่งต่อไปใหม่ แต่กำลังได้ค่อย ๆ หมดไปต้องนั่งพักตั้งหลายครั้ง
"เห็นจะถูกกระสุนเฉียดขาเข้าแล้ว" ผู้บังคับกองคิดอยู่ในใจ แล้วก็สังเกตการเคลื่อนไหวของเด็กนั้นต่อไป ด้วยความเป็นห่วง ใช้ตาซึ่งแดงก่ำของเขาคำนวณระยะห่างระหว่างเด็กกับแสงสะท้อนของดาบปลายปืนที่ต้องแสงแดดนั้น ส่วนชั้นล่างก้ได้ยินแต่เสียงกระสุนปืนกระทบสิ่งต่าง ๆ เสียงร้องด้วยความโกรธของนายทหารและจ่านายสิบ เสียงคราวญครางของผู้ที่ต้องบาดเจ็บ เสียงแตกและเสียงหล่นของเครื่องใช้ดังอยู่ไม่ขาดเสียง
"แข็งใจหน่อย" เขาร้อง สายตาไม่คลาดจากเด็กคนกลองนั้น "วิ่งไป วิ่งต่อไป อ้าวหยุดเสียแล้ว อ้าย...เออ วิ่งไปอีกแล้ว"
นายทหารคนหนึ่งวิ่งเข้ามารายงานว่า "ข้าศึกได้ระดมยิงเรื่อย และยกธงบอกให้เรายอมแพ้"
"อย่าไปเอาธุระกับมัน" ผู้บังคับกองสั่งสายตาคงมองตามเด็ก ซึ่งขณะนี้ได้ถึงกลางทุ่งแล้ว แต่ไม่สามารถจะวิ่งต่อไปได้ ค่อย ๆ ลากขาไปทีละก้าว ๆ ด้วยความลำบาก
"ผู้บังคับกองกัดฟันกำหมัดแน่นแล้วร้องว่า "วิ่งซิ วิ่งเร็ว เร็วซิ วิ่ง วิ่ง" สักครู่หนึ่งได้ร้องขึ้นว่า "เสร็จกัน ล้มลงเสียแล้ว"
หัวของเด็กคนกลองซึ่งมองเห็นรำไรอยู่เหนือยอดต้นข้าวนั้น บัดนี้ได้หายไป เหมือนกับล้มลง ประมาณสักอีกนาทีหนึ่ง หัวของเด็กนั้นก็โผล่ขึ้นมาใหม่อีก และไม่นานักก็หายไปหลังรั้วต้นไม้ ลับไป
ผู้บังคับกองรีบลงไปชั้นล่าง กระสุนปืนปลิวมาเหมือนกับพายุฝน ในบ้านเต็มไปด้วยคนเจ็บ กลิ้นไปกลิ้นมาเหมือนกับคนเมา ไขว่คว้าเครื่องเรือนไว้ ฝาและพื้นเต็มไปด้วยโลหิต ซากศพกองขวางอยู่ที่หน้าประตู นายร้อยโทถูกกระสุนปืนข้าศึกมือหัก ควันปืนและฝุ่นตระหลบฟุ้งจนมองไม่เห็นอะไร
ท่านผู้บังคับกองร้อยปลุกใจทหารขึ้นว่า
"กล้าหาญหน่อย พวกเราต้องสู้จนเลือดหยดสุดท้ายอย่าถอยแม้แต่ก้าวเดียว ทหารที่จะช่วยเรามาแล้ว แข็งใจต่อไปอีกหน่อย"
ทหารข้าศึกค่อย ๆ รุกเข้ามาเป็นลำดับ จนกระทั่งมองเห็นหน้ากันได้ในกลุ่มควันปืน ท่ามกลางเสียงปืนระคนอยู่ด้วยเสียงด่าและเสียงคำสั่งเสียงขู่คำรามของข้าศึกให้ฝ่ายอิตาลียอมแพ้ มิฉะนั้นจะฆ่าเสียให้หมดทั้งกอง ทหารที่ถูกล้อมอยู่นั้น บางคนชักหวาดขึ้นมาก็เลยถอยห่างออกไปจากหน้าต่าง แต่จ่านายสิบก็ไล่เข้าประจำที่ กำลังในการป้องกันค่อย ๆ อ่อนลง หน้าตาของทหารแสดความหมดหวังในการที่จะต้านทานต่อไปอีก ขณะนั้นทหารข้าศึกษได้เบาการระดมยิงและร้องเข้ามาว่า "ยอมแพ้เสีย"
"ไม่ยอม" ผู้บังคับกองตะโกนออกไปทางหน้าต่าง
ต่อจากนั้น การระดมยิงของทั้่งฝ่ายรุกและฝ่ายรับก็ได้รุนแรงยิ่งขึ้นกว่าเดิมอีก พลทหารต่างฝ่ายต่างล้มอยู่ระเนระนาด มีหน้าต่างมากกว่าด้านหนึ่งที่ไม่มีทหารจะรักษา วาระสุดท้ายใกล้เข้ามาแล้ว ท่านผู้บังคับกองร้องขึ้นเบา ๆ ว่า "ทหารช่วยไม่มาเสียแล้ว ทหารช่วยไม่มาเสียแล้ว" แล้วก็กระโดดไปกระโดดมา กวัดแกว่งกระบี่ด้วยมืออันสั่นเตรียมที่จะสู้จนถึงที่สุด ทันใดนั้น จ่านายสิบได้กระโดดลงมาจากห้องชั้นบน พูดด้วยเสียงอันดังว่า "ทหารช่วยมาแล้ว"
"ทหารช่วยมาแล้ว" ผู้บังคับกองร้องซ้ำขึ้นอีกด้วยความดีใจ
พอได้ยินเสียงร้องนี้ ทั้งคนที่ต้องบาดเจ็บและที่ไม่ต้องบาดเจ็บ พลทหาร นายทหารต่างก็พากันวิ่งดามาที่หน้าต่าง ทำการต้านทางข้าศึกอย่างเต็บกำลัง
สักครู่หนึ่ง แนวรบของข้าศึกได้เกิดปั่นป่วนขึ้น ผู้บังคับกองได้รวบรวมทหารที่มีอยู่ สั่งให้สวมดาบปลายปืน เตรียมประจัญบาน ตนเองวิ่งขึ้นไปชั้นบน ในขณะนั้นได้ยินเสียงร้องดังและเสียงฝีเท้า เมื่อมองไปทางหน้าต่าง ก็เห็นทหารม้าอิตาลีกองหนึ่งวิ่งมาโดยเร็วที่สุด มองเห็นดาบยาวเป็นเงา ทิ่มแทงลงบนบ่า บนศีรษะและหลังข้าศึกไม่ขาดระยะ ทหารในบ้านก็ถือปืนวิ่งออกไป ข้าศึกปั่นป่วนไปหมด และล่าถอยไปในชั่วขณะเดียว ทหารราบสองกองและปืนใหญ่สองกระบอกก็เข้ายึดเนินสูงนั้นไว้ได้
ท่านผู้บังคับกองนำทหารที่เหลืออยู่เข้าสมทบทหารกองช่วยทำการรบต่อไป ในการประจันบานครั้งสุดท้าย มือซ้ายของเขาได้ถูกกระสุนปืนบาดเจ็บ
ผลแห่งการรบในวันนั้น ทหารฝ่ายอิตาเลียนชนะ รุ่นขึ้นก็ได้ทำการรบกันอีก ทหารอิตาเลียนได้พยายามต่อสู้อย่างกล้าหาญ แต่เนื่องด้วยจำนวนน้อยเกินไป จึงไม่สามารถจะรับไว้หยุด เช้าวันที่ ๒๗ ได้ถอยมาถึงแม่น้ำมินซิโอ
ผู้บังคับกองแม้จะได้รับบาดเจ็บ ก็ยังนำทหารของตนเดินเรื่อยไปเงียบ ๆ ด้วยความเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้า จวนค่ำจึงมาถึงตำบลโกอีโตที่ข้างแม่น้ำมินซิโอ เขารีบไปเที่ยวตามหานายร้อยโทนายทหารคนสนิทของเขา ผู้ซึ่งได้รับบาดเจ็บที่แขน และทหารเสนารักษ์ได้นำเขามาพยาบาลที่นี่ ผู้บังคับกองเข้าไปในโรงพยาบาลชั่วคราวแห่งหนึ่ง ซึ่งเต็มไปด้วยทหารที่ป่วยเจ็บ เตียงคนไข้ที่แบ่งออกเป็นสองแถวไม่พอกับจำนวนคนเจ็บ บางคนต้องนอนอยู่กับพื้นก็มี นายแพทย์สองคนและผู้ช่วยอีกหลายคน วิ่งวุ่นทำการรักษาอย่างไม่มีเวลาว่าง ระงมไปด้วยเสียงครวญครางและเสียงร้องไห้
เมื่อผู้บังคับกองเข้าไปถึงก็กวาดตามองหานายทหารคนสนิทของเขา ในขณะนั้นได้มีเสียงแผ่ว ๆ เรียกเขาว่า "ผู้บังคับกองขอรับ" นายร้อยเอกหันไปดู ก็เห็นเด็กคนกองของเขานั่นเองนอนอยู่บนเตียง ตั้งแต่เท้าถึงหน้าอกคลุมไว้ด้วยผ้าม่านหน้าต่างอย่างหยาบ ๆ มือทั้งสองอันเล็กซีดเซียวโผล่ออกมานอกผ้า แต่นัยน์ตาคงเป็นประกายเหมือนกับเพชร
ผู้บังคับกองประหลาดใจมาก ได้พูดกับเขาอย่างตื่นเต้นว่า
"เธออยู่ที่นี่เองแหละหรือ ดีจริง เะอทำหน้าที่ของเธอได้ดีมาก"
"ผมได้กระทำอย่างสุดความสามารถของผมแล้ว" เด็กหนุ่มนั้นตอบ
"เธอต้องบาดเจ็บด้วยหรือ" ผู้บังคับกองถามแล้ว มองดูรอบข้างเพื่อหานายทหารคนสนิทของเขานั้นต่อไป
"ใครจะคิดว่าจะเป็นไปได้" เด็กหนุ่มนั้นตอบเมื่อพูดถึงเรื่องนี้ก็เลยทำให้เขาใจคอแข็งแรงขึ้น ในขณะนั้นเขารู้สึกว่า การที่เขาต้องบาดเจ็บเช่นนี้เป็นเกียรติยศยิ่งใหญ่ของเขา ถ้าไม่มีความภูมิใจนี้แล้ว เขาก็คงไม่มีกำลังที่จะพูดอะไรต่อไปได้อีกเป็นแน่
"ผมวิ่งไปอย่างเต็มกำลัง ก้ม ๆ ไปตลอดทางเพื่อมิให้ข้าศึกเห็นได้ แต่กระนั้นข้าศึกก็ยังเห็นผม ถ้าไม่ถูกยิงผมคงจะได้เร็วกว่านี้ได้สัก ๒๐ นาที นี่ดีไปพบกับนายร้อยเอกในกองเสนาธิการคนหนึ่ง ผมจึงเอากระดาษนั้นให้เขา เมื่อตอนที่ถูกยิงแล้ว ผมวิ่งแทบไม่ไหวทีเดียว คอก็แห้ง ผมร้องไห้ด้วยความแค้น เมื่อนึกถึงว่าถ้าผมยิ่งช้าคนที่จะตายในการรบก็ยิ่งมากขึ้น แต่ก็ยังดี นับว่าผมได้กระทำหน้าที่ของผมสุดความสามารถแล้ว ผมรู้สึกพอใจมาก แต่ขอโทษเถิดขอรับผู้บังคับกอง ท่านควรระวังตัวท่านเองสักหน่อย เลือดของท่านไหลออกมาแล้ว"
เป็นความจริงดังที่เขากล่าว หยดเลือดที่ผ้าพันของท่านนายร้อยเอกไหลลงมาเป็นทางจนถึงฝ่ามือ
"ยื่นมือมาให้ผมซิ ผมจะพันผ้าให้ใหม่" เด็กว่า
ผู้บังคับกองได้ยื่นมือซ้ายไปให้ แล้วเอื้อมมือขวามาพยุงเด็กนั้น เพื่อจะได้แก้ผ้าพันแผลออกแล้วผูกใหม่ แต่พอเด็กหนุ่มนั้นขยับตัวลุกขึ้นจากที่นอน ใบหน้าได้ซีดขาวไปทัน จึงต้อล้มนอนลงไปอีก
"ช่างมันเถิด ช่างมันเถิด" ผู้บังคับกองร้อยบอก เมื่อเห็นเขาเป็นดังนี้ ก็จะดึงมือที่พันผ้านั้นกลับมา แต่เด็กหนุ่มนั้นก็ไม่ยอม
"ไม่ต้องเป็นห่วงฉัน ควรระวังตัวเธอเองให้มาก เพราะแม้จะเป็นแผลเล็ก แต่ถ้าไม่ระวังก็จะเป็นอันตรายขึ้นได้" ผู้บังคับกองพูด
เด็กนั้นสั่นหัวไปมา นายร้อยเอกจ้องมองดูเขาแล้วพูดว่า "ดูเธออ่อนเพลียนัก เห็นจะเสียเลือดไปมากกระมัง"
"เสียเลือดหรือ" เด็กนั้นยิ้ม "ยิ่งกว่าเสียเลือดเสียด้วยซ้ำ ดูนี่ซิขอรับ" พูดแล้วเขาก็ดึงผ้าคลุมออกไปข้าง ๆ
นายร้อยเอกเห็นเข้าแล้วก็ตกใจ จนต้องถอยออกมา ขาซ้ายของเขาได้ถูกตัดออกตรงเหนือหัวเข่าขึ้นมา รอยแผลมีผ้าพันไว้ เลือดเกรอะกรัง
ในขณะนั้น นายทหารแพทย์คนหนึ่งรูปร่างเตี้ยเล็กสวมเสื้อเชิ๊ตชั้นในตัวเดียวเดินผ่านมา เขาพนักหน้ากับเด็กหนุ่มนั้นเล็กน้อย แล้วพูดกับผู้บังคับกองว่า
"โอ คุณ มันเป็นความจำเป็น ถ้าไม่พยายามวิ่งอย่างบ้าแล้วขาของเขาก็คงไม่เสีย มันจำเป็นต้องตัดขึ้นมาถึงตรงนั้น แตเขาเป็นเด็กหนุ่มที่กล้าหาญมาก น้ำตาไม่ไหลเลย ไม่ตกใจและก็ไม่ร้องไห้ ในเวลาที่เราทำการผ่าตัดนั้น เขายังทนงตัวว่าเขาเป็นทหารอยู่เสมอ เขาคงมีตระกูลดีมากทีเดียว" นายแพทย์พูดแล้วก็เดินออกไป
ท่านผู้บังคับกองขมวดคิ้ว จ้องมองดูเด็กหนึ่มนั้นสักครู่หนึ่ง แล้วห่มผ้าให้เขาอย่างเดิม นัยน์ตายังคงจ้องมองดูเด็กนั้นอยู่ แล้วก็ยกมือขึ้นถอดหมวกออก
"ผู้บังคับกอง" เด็กหนุ่มนั้นร้องขึ้น "ผู้บังคับกองทำอะไรน่ะ?" ทำอะไรกับผม?"
นายร้อยเอกผู้ซึ่งไม่เคยพูดอย่างอ่อนหวานต่อทหารในขณะนั้น ได้ใช้เสียงเต็มไปด้วยความรักใคร่ว่า
"ฉันเป็นเพียงนายร้อยเอกเท่านั้น แต่เธอเป็นวีระบุรุษ"
พูดแล้ว เขากางมือออกโอบกอดร่างเด็กผู้นั้นและจูบที่หน้าอกเขาสามครั้ง
* ในต้นฉบับแปลของซิม วีระไวทยะ ใช้คำว่า "ออสเตรเลีย" แต่ฉบับภาษาอังกฤษใช้ว่า "Austrian"
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น