วันเสาร์ที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2564

บทที่ ๓๗ เด็กคนกลอง


เด็กคนกลอง 

(การสนทนาประจำเดือน)


นี่เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นในวันที่ ๒๔ กรกฎาคม พ.ศ.๒๓๙๑ ซึ่งเป็นวันแรกแห่งสงครามคัสโตซา  ทหารราบฝ่ายอิตาลีกองหนึ่งประมาณ ๖๐ คน  ได้ถูกส่งไปยึดบ้านหลังหนึ่งที่เนินเขาแผ่นหนึ่ง  บังเอิญถูกทหารออสเตรีย*สองกองระดมยิงเข้ามาทั้งสี่ด้าน  ลูกปืนปลิวมาเหมือนกับเมล็ดฝน  ทหารอิตาลีต้องละทิ้งทหารที่ตายและบาดเจ็บหนีเข้าไปในบ้านร้างนั้น  เมื่อได้ปิดประตูลงกลอนแน่นหนาแล้วก็ยิงกราดออกมาทางหน้าต่าง  ทหารข้าศึกตั้งแถวครึ่งวงกลมรุกและระดมยิงเข้ามาอย่างหนัก

    นายร้อยเอกผู้บังคับบัญชาทหารกองนี้  เป็นนายทหารชราที่กล้าหาญ  รูปร่างใหญ่  หนวดและผมขาวหมดแล้ว  ในจำนวน ๖๐ คนนั้น  มีคนกลองคนหนึ่งเป็นชาวซาร์ดิเนียนอายุ ๑๔ ปี  แต่รูปร่างดูเหมือนยังไม่ถึง ๑๒ ปี  เป็นเด็กผิวคล้ำและนัยน์ตาคม

    ท่านนายร้อยเอกได้ขึ้นไปบัญชาการต่อสู้อยู่ชั้นบนและออกคำสั่งด้วยเสียงแหลมคมเหมือนกับเสียงลูกปืน  ใบหน้าเหมือนกับหลอมด้วยเหล็กของท่านไม่แสดงความสะทกสะท้านแม้แต่น้อย  เด็กคนกลองมีหน้าซีดเซียว  แต่ก็ยังระงับความตื่นเต้นไว้ได้อย่างดี  เขากระโดดขึ้นไปยืนบนโต๊ะชะเง้อมองออกไปข้างนอก  จากกลุ่มฝุ่นที่ฟุ้งอยู่นั้น  มองเห็นทหารออสเตรเลียในเครื่องแบบสีขาวกำลังรุกเข้ามาอย่างช้า ๆ

    บ้านนี้ได้สร้างอยู่บนยอดเนินสูง  ด้านที่หันออกทางส่วนชันของเนินนั้น  มีแต่หน้าต่างเล็กซึ่งเจาะไว้สูงเกือบติดหลังคา  อยู่บานเดียวเท่านั้น  เป็นด้านเดียวที่ทหารออสเตรเลียไม่เอาใจใส่  ทางนั้นจึงปลอดคน  ส่วนทางด้านหน้าและสองข้างกำลังถูกระดมยิงอย่างหนัก

    การโจมตีเป็นไปอย่างดุร้าย   กระสุนปืนกราดเข้ามาเหมือนห่าฝน  ฝาแตก  กระเบื้องกระจาย เพดานปรุ  เครื่องเรือนและประตูหน้าต่างถูกลูกปืนแตกพังเกือบหาดีไม่ได้  ชิ้นไม้กระเด็นว่อน  เสียงแตกของกระจกและเครื่องปูนดังกราวไปทั่วทุกแห่ง  ราวกับหัวสมองจะระเบิดออกไปเป็นเสี่ยง ๆ ทหารที่ยิงป้องกันอยู่ที่หน้าต่างประเดี๋ยวก็ผงะหงายทีละคน ๆ แล้วก็ถูกลากมารวมกันข้างหนึ่ง ที่ยังไม่ถูกบาดเจ็บก็ประจำที่ยิงต่อสู้แทน  บ้างก็เอามืออุดไว้ที่ปากแผล  ร้องครวญคราง  คลานไปคลานมา  มีศพทหารคนหนึ่งในห้องครัว  ถูกยิงที่หน้าจนหน้าผากหายไปบางส่วน  แถมรูปครึ่งวงกลมของทหารข้าศึกค่อย ๆ เคลื่อนประชิดเข้ามาทุกขณะ

    สักครู่หนึ่ง  ท่านนายร้อยเอกผู้มีใจเข้มแข็งก็แสดงอาการกระวนกระวายขึ้น  เดินออกมาจากห้องพร้อมกับจ่านายสิบคนหนึ่ง  มองดูรอบ ๆ แล้วกระซิบพูดกับจ่านายสิบสองสามคำแล้วกลับเข้าในห้อง  ต่อมาอีก ๓ นาที จ่านายสิบคนนั้นก็มากวักมือทำสัญญาณเรียกเด็กคนกลองนั้นให้ตามเขาเข้าไป  เด็กคนนั้นเดินตามจ่านายสิบขึ้นบันไดเข้าไปยังห้องข้างบน  ท่านนายร้อยเอกกำลังเอาดินสอเขียนกระดาษแผ่นหนึ่ง  ข้างเท้ามีเชือกสำหรับผูกถังตักน้ำวางอยู่

    นายร้อยเอกพับกระดาษนั้นแล้ว  ใช้นัยน์ตาอันคมซึ่งเคยเป็นที่หวาดหวั่นแก่ทหารทุกคน  มองเพ่งดูคนกลอง แล้วพูดอย่างเฉียบขาดว่า

    "คนกลอง"

    เด็กคนกลองยกมือขึ้นแตะหมวก

    "เธอกล้าไหม"  นายร้อยเอกถาม

    "ครับกระผม"  หนุ่มผู้นั้นตอบ  นัยน์ตาเป็นประกาย


    "มองลงไปข้างล่างนี่ซิ  ที่ใกล้กับบ้านโน้นเห็นแสงดาบปลายปืนแวบ ๆ อยู่นั้น  คือกองทหารของเรา  เธอจะต้องถือหนังสือนี้ลงทางหน้าต่างนี้  ฉันจะเอาเชือกผูกเอวเธอและค่อยโรยลงไป  เมื่อถึงดินแล้วคลานไปทางที่ลาดนี้โดยเร็ว  แล้วตัดข้ามทุ่งโน้นไปให้ถึงกองทหารของเรา  เอาหนังสือของฉันมอบให้กับนายทหารคนแรกที่เธอพบ  จัดแจงปลดเข็มขัดหนังและเครื่องหลังของเธอออกเสียก่อน"

    เด็กคนกลองปลดเข็มขัดและกระเป๋าเครื่องหลังออก  รับหนังสือใส่ไว้ในกระเป๋า  เอาเชือกผู้เข้ากับเอว  จ่านายสิบหย่อนเชือกลงไปทางหน้าต่าง  และเอาปลายข้างหนึ่งพันไว้กับมือของตน  ท่านนายร้อยเอกได้พยุงเด็กหนุ่มออกทางหน้าต่าง  ให้หลังหันออกไปทางข้างนอก

    "ขอให้ระมัดระวังตัวให้ดี  ชีวิตของทหารในบ้านนี้ทั้งหมดอยู่ที่ไหวพริบ  ความกล้าหาญและกำลังเท้าของเธอ"  

    "ไว้ใจผมเถิดขอรับ  ผู้บังคับกอง"  เด็กนั้นตอบแล้วก็ไต้เชือกลงไป

    นายร้อยเอก และจ่านายสิบจับเชือกนั้นไว้แน่น แล้วร้องสำทับลงไปว่า "แนบตัวลงไปตามที่ลาดหน่อย"

    "ผมไม่กลัวหรอก"

    "พระเจ้าจงพิทักษ์เธอ"

    เด็กนั้นได้ลงไปถึงเชิงเขาแล้ว  จ่านายสิบสาวเชือกขึ้นมาแล้วก็ออกไปจากห้อง  ท่านผู้บังคับกองชะโงกมองออกไปทางหน้าต่างอย่างกล้าหาญ  ดูเด็กนั้นไต่ลงไปตามเชิงเขา

    กำลังนึกยินดีอยู่ว่า เด็กผู้นั้นเล็ดลอดออกไปได้โดยไม่มีใครเห็น  ก็พอดีเห็ฝุ่นกระจายขึ้นข้างหน้าข้างหลังเด็กนั้น ๕-๖ แห่ง  ทหารออสเตรเลียแลเห็นเขาเสียแล้ว  และได้ระดมยิงลงไปจากที่สูง  แต่เด็กนั้นคงมุ่งหน้าวิ่งไปอย่างเต็มฝีเท้า  แล้วก็ล้มฮวบลง  "เสร็จกัน" ผู้บังคับกองร้องมือกำแน่น  พูดยังไม่ทันขาดคำ เด็กนั้นก็ลุกขึ้นได้อีก  "โอไม่เป็นไร  เพียงแต่หกล้มเท่านั้น"  ผู้บังคับกองอุทานด้วยความดีใจ  พร้อมกับหายใจยาวอย่างโล่งอก

    เด็กนั้นแม้จะวิ่งโดยเต็มฝีเท้า  แต่ขาข้างหนึ่งรู้สึกว่ากระโผลกกระเผลกไป  ผู้บังคับกองคิดในใจว่า "ข้อเท้าคงจะแพลง"  ต่อนั้นฝุ่นก็กระจายขึ้นเป็นหย่อม ๆ  แต่ห่างตัวเด็กผู้นั้นมาก  "ไม่ถูก  เข้าพ้นภัยแล้ว"  ผู้บังคับกองร้องออกมาด้วยความดีใจ  สายตาไม่คลาดจากเด็กนั้น  เมื่อคิดถึงว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่เกี่ยวกับเวลา  ถ้าเขาไปไม่ถึงกองทหารทางโน้นภายในเวลาอันสมควร  พร้อมด้วยหนังสือขอความช่วยเหลือแล้ว ทหารทั้ง ๖๐ คนนี้ก็จะต้องตาย  หรือยอมให้จับเป็นเชลยไปหมด

    ห่างออกไป!  ห่างออกไป  เด็กนั้นวิ่งไปโดยเร็ว  พักหนึ่งแล้วก็เดินช้า ๆ อย่างกระโผลกกระเผลก  แล้วก็วิ่งต่อไปใหม่  แต่กำลังได้ค่อย ๆ หมดไปต้องนั่งพักตั้งหลายครั้ง

    "เห็นจะถูกกระสุนเฉียดขาเข้าแล้ว"  ผู้บังคับกองคิดอยู่ในใจ  แล้วก็สังเกตการเคลื่อนไหวของเด็กนั้นต่อไป  ด้วยความเป็นห่วง  ใช้ตาซึ่งแดงก่ำของเขาคำนวณระยะห่างระหว่างเด็กกับแสงสะท้อนของดาบปลายปืนที่ต้องแสงแดดนั้น  ส่วนชั้นล่างก้ได้ยินแต่เสียงกระสุนปืนกระทบสิ่งต่าง ๆ  เสียงร้องด้วยความโกรธของนายทหารและจ่านายสิบ  เสียงคราวญครางของผู้ที่ต้องบาดเจ็บ  เสียงแตกและเสียงหล่นของเครื่องใช้ดังอยู่ไม่ขาดเสียง

    "แข็งใจหน่อย"  เขาร้อง  สายตาไม่คลาดจากเด็กคนกลองนั้น  "วิ่งไป วิ่งต่อไป  อ้าวหยุดเสียแล้ว  อ้าย...เออ  วิ่งไปอีกแล้ว"

    นายทหารคนหนึ่งวิ่งเข้ามารายงานว่า  "ข้าศึกได้ระดมยิงเรื่อย และยกธงบอกให้เรายอมแพ้"

    "อย่าไปเอาธุระกับมัน" ผู้บังคับกองสั่งสายตาคงมองตามเด็ก  ซึ่งขณะนี้ได้ถึงกลางทุ่งแล้ว  แต่ไม่สามารถจะวิ่งต่อไปได้  ค่อย ๆ ลากขาไปทีละก้าว ๆ ด้วยความลำบาก

    "ผู้บังคับกองกัดฟันกำหมัดแน่นแล้วร้องว่า "วิ่งซิ  วิ่งเร็ว  เร็วซิ  วิ่ง  วิ่ง"  สักครู่หนึ่งได้ร้องขึ้นว่า  "เสร็จกัน  ล้มลงเสียแล้ว"

    หัวของเด็กคนกลองซึ่งมองเห็นรำไรอยู่เหนือยอดต้นข้าวนั้น  บัดนี้ได้หายไป  เหมือนกับล้มลง  ประมาณสักอีกนาทีหนึ่ง  หัวของเด็กนั้นก็โผล่ขึ้นมาใหม่อีก  และไม่นานักก็หายไปหลังรั้วต้นไม้  ลับไป

    ผู้บังคับกองรีบลงไปชั้นล่าง  กระสุนปืนปลิวมาเหมือนกับพายุฝน  ในบ้านเต็มไปด้วยคนเจ็บ  กลิ้นไปกลิ้นมาเหมือนกับคนเมา  ไขว่คว้าเครื่องเรือนไว้  ฝาและพื้นเต็มไปด้วยโลหิต  ซากศพกองขวางอยู่ที่หน้าประตู  นายร้อยโทถูกกระสุนปืนข้าศึกมือหัก  ควันปืนและฝุ่นตระหลบฟุ้งจนมองไม่เห็นอะไร

    ท่านผู้บังคับกองร้อยปลุกใจทหารขึ้นว่า

    "กล้าหาญหน่อย  พวกเราต้องสู้จนเลือดหยดสุดท้ายอย่าถอยแม้แต่ก้าวเดียว  ทหารที่จะช่วยเรามาแล้ว  แข็งใจต่อไปอีกหน่อย"

    ทหารข้าศึกค่อย ๆ รุกเข้ามาเป็นลำดับ  จนกระทั่งมองเห็นหน้ากันได้ในกลุ่มควันปืน  ท่ามกลางเสียงปืนระคนอยู่ด้วยเสียงด่าและเสียงคำสั่งเสียงขู่คำรามของข้าศึกให้ฝ่ายอิตาลียอมแพ้  มิฉะนั้นจะฆ่าเสียให้หมดทั้งกอง  ทหารที่ถูกล้อมอยู่นั้น  บางคนชักหวาดขึ้นมาก็เลยถอยห่างออกไปจากหน้าต่าง  แต่จ่านายสิบก็ไล่เข้าประจำที่  กำลังในการป้องกันค่อย ๆ อ่อนลง  หน้าตาของทหารแสดความหมดหวังในการที่จะต้านทานต่อไปอีก  ขณะนั้นทหารข้าศึกษได้เบาการระดมยิงและร้องเข้ามาว่า "ยอมแพ้เสีย"

    "ไม่ยอม"  ผู้บังคับกองตะโกนออกไปทางหน้าต่าง

    ต่อจากนั้น การระดมยิงของทั้่งฝ่ายรุกและฝ่ายรับก็ได้รุนแรงยิ่งขึ้นกว่าเดิมอีก  พลทหารต่างฝ่ายต่างล้มอยู่ระเนระนาด  มีหน้าต่างมากกว่าด้านหนึ่งที่ไม่มีทหารจะรักษา  วาระสุดท้ายใกล้เข้ามาแล้ว  ท่านผู้บังคับกองร้องขึ้นเบา ๆ ว่า "ทหารช่วยไม่มาเสียแล้ว  ทหารช่วยไม่มาเสียแล้ว"  แล้วก็กระโดดไปกระโดดมา  กวัดแกว่งกระบี่ด้วยมืออันสั่นเตรียมที่จะสู้จนถึงที่สุด  ทันใดนั้น  จ่านายสิบได้กระโดดลงมาจากห้องชั้นบน  พูดด้วยเสียงอันดังว่า "ทหารช่วยมาแล้ว"

    "ทหารช่วยมาแล้ว"  ผู้บังคับกองร้องซ้ำขึ้นอีกด้วยความดีใจ

    พอได้ยินเสียงร้องนี้  ทั้งคนที่ต้องบาดเจ็บและที่ไม่ต้องบาดเจ็บ  พลทหาร  นายทหารต่างก็พากันวิ่งดามาที่หน้าต่าง  ทำการต้านทางข้าศึกอย่างเต็บกำลัง

    สักครู่หนึ่ง  แนวรบของข้าศึกได้เกิดปั่นป่วนขึ้น  ผู้บังคับกองได้รวบรวมทหารที่มีอยู่  สั่งให้สวมดาบปลายปืน เตรียมประจัญบาน  ตนเองวิ่งขึ้นไปชั้นบน  ในขณะนั้นได้ยินเสียงร้องดังและเสียงฝีเท้า  เมื่อมองไปทางหน้าต่าง  ก็เห็นทหารม้าอิตาลีกองหนึ่งวิ่งมาโดยเร็วที่สุด  มองเห็นดาบยาวเป็นเงา  ทิ่มแทงลงบนบ่า  บนศีรษะและหลังข้าศึกไม่ขาดระยะ  ทหารในบ้านก็ถือปืนวิ่งออกไป  ข้าศึกปั่นป่วนไปหมด  และล่าถอยไปในชั่วขณะเดียว  ทหารราบสองกองและปืนใหญ่สองกระบอกก็เข้ายึดเนินสูงนั้นไว้ได้

    ท่านผู้บังคับกองนำทหารที่เหลืออยู่เข้าสมทบทหารกองช่วยทำการรบต่อไป  ในการประจันบานครั้งสุดท้าย มือซ้ายของเขาได้ถูกกระสุนปืนบาดเจ็บ

    ผลแห่งการรบในวันนั้น  ทหารฝ่ายอิตาเลียนชนะ  รุ่นขึ้นก็ได้ทำการรบกันอีก  ทหารอิตาเลียนได้พยายามต่อสู้อย่างกล้าหาญ  แต่เนื่องด้วยจำนวนน้อยเกินไป  จึงไม่สามารถจะรับไว้หยุด  เช้าวันที่ ๒๗ ได้ถอยมาถึงแม่น้ำมินซิโอ

    ผู้บังคับกองแม้จะได้รับบาดเจ็บ  ก็ยังนำทหารของตนเดินเรื่อยไปเงียบ ๆ ด้วยความเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้า จวนค่ำจึงมาถึงตำบลโกอีโตที่ข้างแม่น้ำมินซิโอ  เขารีบไปเที่ยวตามหานายร้อยโทนายทหารคนสนิทของเขา  ผู้ซึ่งได้รับบาดเจ็บที่แขน  และทหารเสนารักษ์ได้นำเขามาพยาบาลที่นี่  ผู้บังคับกองเข้าไปในโรงพยาบาลชั่วคราวแห่งหนึ่ง  ซึ่งเต็มไปด้วยทหารที่ป่วยเจ็บ  เตียงคนไข้ที่แบ่งออกเป็นสองแถวไม่พอกับจำนวนคนเจ็บ  บางคนต้องนอนอยู่กับพื้นก็มี  นายแพทย์สองคนและผู้ช่วยอีกหลายคน  วิ่งวุ่นทำการรักษาอย่างไม่มีเวลาว่าง  ระงมไปด้วยเสียงครวญครางและเสียงร้องไห้

    เมื่อผู้บังคับกองเข้าไปถึงก็กวาดตามองหานายทหารคนสนิทของเขา  ในขณะนั้นได้มีเสียงแผ่ว ๆ เรียกเขาว่า  "ผู้บังคับกองขอรับ"  นายร้อยเอกหันไปดู  ก็เห็นเด็กคนกองของเขานั่นเองนอนอยู่บนเตียง  ตั้งแต่เท้าถึงหน้าอกคลุมไว้ด้วยผ้าม่านหน้าต่างอย่างหยาบ ๆ มือทั้งสองอันเล็กซีดเซียวโผล่ออกมานอกผ้า  แต่นัยน์ตาคงเป็นประกายเหมือนกับเพชร

    ผู้บังคับกองประหลาดใจมาก  ได้พูดกับเขาอย่างตื่นเต้นว่า

    "เธออยู่ที่นี่เองแหละหรือ  ดีจริง  เะอทำหน้าที่ของเธอได้ดีมาก"

    "ผมได้กระทำอย่างสุดความสามารถของผมแล้ว"  เด็กหนุ่มนั้นตอบ

    "เธอต้องบาดเจ็บด้วยหรือ"  ผู้บังคับกองถามแล้ว  มองดูรอบข้างเพื่อหานายทหารคนสนิทของเขานั้นต่อไป

    "ใครจะคิดว่าจะเป็นไปได้"  เด็กหนุ่มนั้นตอบเมื่อพูดถึงเรื่องนี้ก็เลยทำให้เขาใจคอแข็งแรงขึ้น  ในขณะนั้นเขารู้สึกว่า  การที่เขาต้องบาดเจ็บเช่นนี้เป็นเกียรติยศยิ่งใหญ่ของเขา  ถ้าไม่มีความภูมิใจนี้แล้ว  เขาก็คงไม่มีกำลังที่จะพูดอะไรต่อไปได้อีกเป็นแน่

    "ผมวิ่งไปอย่างเต็มกำลัง  ก้ม ๆ ไปตลอดทางเพื่อมิให้ข้าศึกเห็นได้  แต่กระนั้นข้าศึกก็ยังเห็นผม  ถ้าไม่ถูกยิงผมคงจะได้เร็วกว่านี้ได้สัก ๒๐ นาที  นี่ดีไปพบกับนายร้อยเอกในกองเสนาธิการคนหนึ่ง  ผมจึงเอากระดาษนั้นให้เขา  เมื่อตอนที่ถูกยิงแล้ว  ผมวิ่งแทบไม่ไหวทีเดียว  คอก็แห้ง  ผมร้องไห้ด้วยความแค้น  เมื่อนึกถึงว่าถ้าผมยิ่งช้าคนที่จะตายในการรบก็ยิ่งมากขึ้น  แต่ก็ยังดี  นับว่าผมได้กระทำหน้าที่ของผมสุดความสามารถแล้ว  ผมรู้สึกพอใจมาก  แต่ขอโทษเถิดขอรับผู้บังคับกอง  ท่านควรระวังตัวท่านเองสักหน่อย  เลือดของท่านไหลออกมาแล้ว"

    เป็นความจริงดังที่เขากล่าว  หยดเลือดที่ผ้าพันของท่านนายร้อยเอกไหลลงมาเป็นทางจนถึงฝ่ามือ

    "ยื่นมือมาให้ผมซิ  ผมจะพันผ้าให้ใหม่"  เด็กว่า

    ผู้บังคับกองได้ยื่นมือซ้ายไปให้  แล้วเอื้อมมือขวามาพยุงเด็กนั้น  เพื่อจะได้แก้ผ้าพันแผลออกแล้วผูกใหม่  แต่พอเด็กหนุ่มนั้นขยับตัวลุกขึ้นจากที่นอน  ใบหน้าได้ซีดขาวไปทัน  จึงต้อล้มนอนลงไปอีก  

    "ช่างมันเถิด  ช่างมันเถิด"  ผู้บังคับกองร้อยบอก เมื่อเห็นเขาเป็นดังนี้  ก็จะดึงมือที่พันผ้านั้นกลับมา  แต่เด็กหนุ่มนั้นก็ไม่ยอม

    "ไม่ต้องเป็นห่วงฉัน  ควรระวังตัวเธอเองให้มาก  เพราะแม้จะเป็นแผลเล็ก  แต่ถ้าไม่ระวังก็จะเป็นอันตรายขึ้นได้"  ผู้บังคับกองพูด

    เด็กนั้นสั่นหัวไปมา  นายร้อยเอกจ้องมองดูเขาแล้วพูดว่า  "ดูเธออ่อนเพลียนัก  เห็นจะเสียเลือดไปมากกระมัง"

    "เสียเลือดหรือ"  เด็กนั้นยิ้ม  "ยิ่งกว่าเสียเลือดเสียด้วยซ้ำ  ดูนี่ซิขอรับ"  พูดแล้วเขาก็ดึงผ้าคลุมออกไปข้าง ๆ 

    นายร้อยเอกเห็นเข้าแล้วก็ตกใจ  จนต้องถอยออกมา  ขาซ้ายของเขาได้ถูกตัดออกตรงเหนือหัวเข่าขึ้นมา  รอยแผลมีผ้าพันไว้  เลือดเกรอะกรัง

    ในขณะนั้น  นายทหารแพทย์คนหนึ่งรูปร่างเตี้ยเล็กสวมเสื้อเชิ๊ตชั้นในตัวเดียวเดินผ่านมา  เขาพนักหน้ากับเด็กหนุ่มนั้นเล็กน้อย  แล้วพูดกับผู้บังคับกองว่า

    "โอ  คุณ  มันเป็นความจำเป็น  ถ้าไม่พยายามวิ่งอย่างบ้าแล้วขาของเขาก็คงไม่เสีย   มันจำเป็นต้องตัดขึ้นมาถึงตรงนั้น  แตเขาเป็นเด็กหนุ่มที่กล้าหาญมาก  น้ำตาไม่ไหลเลย  ไม่ตกใจและก็ไม่ร้องไห้  ในเวลาที่เราทำการผ่าตัดนั้น   เขายังทนงตัวว่าเขาเป็นทหารอยู่เสมอ  เขาคงมีตระกูลดีมากทีเดียว"  นายแพทย์พูดแล้วก็เดินออกไป

    ท่านผู้บังคับกองขมวดคิ้ว  จ้องมองดูเด็กหนึ่มนั้นสักครู่หนึ่ง  แล้วห่มผ้าให้เขาอย่างเดิม  นัยน์ตายังคงจ้องมองดูเด็กนั้นอยู่  แล้วก็ยกมือขึ้นถอดหมวกออก

    "ผู้บังคับกอง"  เด็กหนุ่มนั้นร้องขึ้น  "ผู้บังคับกองทำอะไรน่ะ?"  ทำอะไรกับผม?"

    นายร้อยเอกผู้ซึ่งไม่เคยพูดอย่างอ่อนหวานต่อทหารในขณะนั้น  ได้ใช้เสียงเต็มไปด้วยความรักใคร่ว่า

    "ฉันเป็นเพียงนายร้อยเอกเท่านั้น  แต่เธอเป็นวีระบุรุษ"

    พูดแล้ว  เขากางมือออกโอบกอดร่างเด็กผู้นั้นและจูบที่หน้าอกเขาสามครั้ง

* ในต้นฉบับแปลของซิม วีระไวทยะ ใช้คำว่า "ออสเตรเลีย"  แต่ฉบับภาษาอังกฤษใช้ว่า "Austrian"

(อ่านต่อบทที่ ๓๘ "ความรักชาติ")

ไม่มีความคิดเห็น: