(การสนทนาประจำเดือน)
เช้าวันหนึ่งกลางเดือนมิถุนายน ฝนกำลังตกปรอย ๆ มีเด็กชาวชนบทคนหนึ่ง เนื้อตัวเต็มไปด้วยฝนและโคลน มือหนึ่งหอบผ้าพะรุงพะรังเดินเข้าไปในโรงพยาบาลแห่งหนึ่ง เอาจดหมายส่งให้คนเฝ้าประตู แล้วว่าเขาต้องการพบพ่อของเขาซึ่งมาอยู่ใหม่ ๆ เด็กนั้นใบหน้ารูปไข่หน้าดำคล้ำ นัยน์ตาลอย ริมฝีปากอันหนาเผยอให้เห็นฟันขาวสะอาด พ่อของเขาได้เดินทางไปทำงานต่างจังหวัดเมื่อปีกลาย และกลับมาเมื่อสองสามวันก่อน พอมาถึงพอดี ล้มเจ็บ และมารักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาลนี้ ได้เขียนจดหมายไปบอกภรรยาของเขาให้รู้ว่าเขาได้กลับมาแล้ว และได้มาป่วยอยู่ในโรงพยาบาล เมื่อภรรยาได้รับจดหมายนั้นแล้ว รู้สึกเป็นห่วงมาก แต่เนื่องด้วยลูกคนหนึ่งกำลังป่วยอยู่ และลูกคนเล็กก็ยังไม่อดนม
ไม่สามารถจะมาเองได้ จึงให้ลูกคนโตมาเยี่ยมพ่อและให้เงินติดตัวมาบ้างเล็กน้อย คนเฝ้าประตูเอาจดหมายมาดู แล้วนำตัวเด็กไปมอบให้แก่นางพยาบาบไป
"บิดาเธอชื่ออะไร?" นางพยาบาลถาม
เด็กนั้นตัวสั่นด้วยความกลัวว่าจะได้ยินข่าวร้าย รีบบอกชื่อพ่อของเขาทันที แต่นางพยาบางจำชื่อที่เขาบอกนั้นไม่ได้ จึงถามอีกว่า
"เป็นคนงานแก่ ๆ มาจากต่างจังหวัดใช่ไหม ?"
"ครับ เป็นคนงาน แต่ไม่ค่อยแก่นัก มาจากต่างจังหวัดเมื่อเร็ว ๆ นี้" เด็กตอบด้วยความเป็นห่วง
"มาอยู่โรงพยาบาลตั้งแต่เมื่อไร?"
"เมื่อ ๕ วันก่อน"
นางพยาบาลนึกดูครู่หนึ่ง แล้วดูเหมือนทำท่าจำได้พูดว่า "ถูกแล้ว ถูกแล้ว อยู่เตียงในห้องที่ ๔"
"ป่วยหนักหรือครับ เป็นอย่างไรบ้าง?" เป็นคำถามอย่างละล่ำละลัก
นางพยาบาลจ้องมองดูเด็กแล้วพูดว่า "ตามฉันมา"
เด็กนั้นเดินขึ้นบันไดตามนางพยาบาลไป และเลี้ยวตามทางเดินซึ่งผ่านห้องทั้งสองข้าง ที่สุดก็ถึงห้องคนป่วยห้องใหญ่ห้องหนึ่ง ในห้องนั้นมีเตียงของคนไข้ตั้งเรียงอยู่เป็นสองแถว "เข้ามาซิ" นางพยาบาบพูด เด็กนั้นได้ปลุกใจให้เข้มแข็ง แล้วก็ตามนางพยาบาลเข้าไปในห้อง ซึ่งคนไข้นอนกันอยู่ทั้งซ้ายขวา มีดวงหน้าอันซีดเซียวและร่างผอมบาง บ้างหลับตา บ้างลืมตามองดูเบื้องบน บ้างร้องไห้เหมือนเด็ก ๆ ในห้องอันมีแสงสลัวนั้นเต็มไปด้วยกลิ่นยา นางพยาบาลสองคนถือขวดยาเดินแจกจ่างคนไข้
เมื่อไปถึงมุมหนึ่งของห้อง นางพยาบางผู้นำเด็กได้หยุดอยู่ที่หน้าเตียง ๆ หนึ่ง และดึงม่านหน้าเตียงออกแล้วบอกว่า "นี่แหละพ่อของเธอ"
เด็กนั้นเลยร้องไห้ออกมา รีบวางห่อเสื้อผ้าลงกับพื้น ซบหน้าลงกับบ่าของคนไข้ มือหนึ่งเอื้อมไปกุมมือที่โผล่ออกมานอกผ้าห่ม คนไข้ยังคงนอนนิ่ง
เด็กนั้นลุกขึ้นมองดูหน้าคนไข้แล้วร้องไห้อีกในขณะนั้นคนไข้ลืมตาขึ้น จ้องมองดูผู้เข้ามากอดตัวด้วยความทึ่ง และดูเหมือนมีความรู้สึกขึ้นบ้าง แต่ก็ยังคงไม่พูดอะไร ร่างอันผ่ายผอมและลักษณะที่เปลี่ยนแปลงไปจากปกติ แม้แต่ลูกของเขาเอง ก็จำเขาไม่ได้ ผมขาวทั้งศีรษะ หนวดก็ยาวขึ้น หน้าบวมและเขียวช้ำจนหนังเกือบปริ ทำให้นัยน์ตาเล็กลง ริมฝีปากหนาขึ้น ลักษณะต่าง ๆ เปลี่ยนแปลงไปจนเกือบไม่เหมือนกับพ่อที่เคยเห็น ไม่มีเค้าที่เหมือนกับลักษณะของพ่อเขาเลย นอกจากหน้าผากและคิ้วเท่านั้น การหายใจก็แผ่วเบาเต็มที เด็กได้ร้องเรียนขึ้นว่า
"พ่อ พ่อ ผมเอง พ่อจำผมไม่ได้หรือ จำสุดใจลูกของพ่อไม่ได้หรือ แม่มาเองไม่ได้ ให้ผมมาดูพ่อแทน มองดูผมซิ จำผมไม่ได้หรือ พูดให้ผมฟังสักคำเถิด"
คนไข้มองดูเด็กซึ่งอ้างว่าชื่อสุดใจครู่หนึ่งแล้วก็หลับตา
"พ่อ พ่อ เป็นอะไรไป ผมคือสุดใจลูกของพ่อ"
คนไขยังคงนอนเฉย ได้แต่หายใจอย่างลำบาก สุดใจลากเก้าอี้มานั่ง ตาจ้องมองดูพ่อของเขา คิดว่า "เดี๋ยวหมอก็จะมา หมอคงจะบอกอะไรเราได้บ้างเป็นแน่" แล้วก็นั่งนิ่งด้วยความเศร้าโศก หวนคิดถึงเรื่องต่างๆ ของพ่อ วันที่ไปส่งพ่อลงเรือ สภาพที่ครอบครัวคอยพ่ออยู่ด้วยความหวัง และความเป็นห่วงของแม่ขณะเมือ่ได้รับข่าวป่วยของพ่อตลอดจนสภาพเมื่อพ่อของเขาตายไปแล้ว เมื่อพ่อตายไปแล้ว แม่คงสวมเครื่องไว้ทุกข์ แลนึกเห็นสภาพแห่งความเศร้าโศกของครอบครัว กำลังนึกอยู่นั้่นก็รู้สึกมีมือมาแตะไหล่เขาเบา ๆ เขาตกใจหันไปดู ก็เห็นนางพยาบาลยืนอยู่ จึงถามอย่างละล่ำละลักว่า
"พ่อผมเป็นอย่างไรบ้าง?"
"นี่พ่อของเธอหรือ?" นางพยาบาลถามด้วยเสียงอันอ่อนโยน
"ครับ ผมมาพยาบาลพ่อ พ่อผมเป็นโรคอะไร?"
"ไม่ต้องเป็นห่วง แพทย์จะมาแล้ว" เมื่อพูดแล้วก็ออกไป ไม่ได้พูดอะไรอีก
สักครึ่งชั่วโมง เสียงกระดิ่งดังขึ้น นายแพทย์และผู้ช่วยก็เข้ามาพร้อมด้วยนางพยาบาลสองคน นายแพทย์ได้ทำการตรวจอาการคนไข้เป็นลำดับมาทีละเตียง ซึ่งสุดใจรู้สึกว่าช้ามาก แพทย์ยิ่งเข้ามาใกล้ สุดใจก็ยิ่งกระวนกระวาย ที่สุดก็ตรวจมาถึงเตียงที่อยู่ใกล้เคียง นายแพทย์เป็นคนแก่รูปร่างสูงและหลังค่อนข้างค่อม พอนายแพทย์มาถึงเตียง สุดใจก็ลุกขึ้นยืนและร้องไห้ นายแพทย์จ้องมองดูเขา
"นี่คือบุตรของคนไข้คนนี้ ได้เดินทางมาจากบ้านเมื่อเช้านี้เอง" นางพยาบาลพูด
นายแพทย์เอามือพาดไหล่เด็กหนุ่มคนนั้น แล้วก้มลงตรวจดูชีพจรคนไข้ คลำดูที่หน้าผาก แล้วถามอาการจากนางพยาบาล
นางพยาบาลตอบว่า
"ไม่มีอาการเปลี่ยนแปลงอย่างไร"
"พยาบาลไปอย่างเดิม" นายแพทย์สั่ง
"พ่อผมเป็นอย่างไรขอรับ?" เด็กนั้นถามแล้วร้องไห้
นายแพทย์วางมือบนไหล่อย่างกรุณา พูดว่า
"ไม่ต้องเป็นห่วง แม้อาการค่อนข้างจะร้ายแรง แต่ก็ยังมีหวังอยู่มาก เธอจงพยาบาลให้ดีเถิด ถ้ามีเธออยู่ใกล้ ๆ ก็จะเป็นการดีอย่างยิ่ง"
"แต่พ่อจำผมไม่ได้เลย"
"พรุ่งนี้บางทีจะจำเธอได้ อาการป่วยนี้ยังมีหวังอยู่ ไม่ต้องตกใจ" นายแพทย์ปลอบ
สุดใจอยากจะพูดอะไรอีก แต่พูไม่ออก นายแพทย์จึงเลยไปตรวจคนไข้อื่น
ต่อนั้นมา สุดใจก็พยาบางพ่อเขาด้วยความเอาใจใส่ เขาทำอะไรไม่ได้ ก็จัดเตียงที่นอนให้คนไข้ หรือเอามือไปลูบคลำคนป่วย ไล่แมลงวัน ในเวลาที่คนป่วยร้องคราง ก็ก้มลงมองดู ในเวลาที่นางพยาบาลเอายา หรือเอาอาหารมาให้ก็รับมาจัดการป้อน คนไข้มักลืมตามองดูสุดใจบ่อย ๆ แต่ก็ดูเหมือนเขายังจำลูกไม่ได้เช่นเดิม เวลาที่สุดใจห้องไห้ ด้วยความสงสารพ่อนั้น คนไข้มักจ้องดูเขาอยู่นาน ๆ เสมอ
เวลากลางคืน สุดใจนอนอยู่ข้าง ๆ พ่อ โดยเอาเก้าอี้สองตัวมาวางต่างเตียงนอน พอสว่างก็ลุกขึ้นพยาบาลพ่อ วันนี้ดูนัยน์ตาของคนไข้แสดงว่าค่อยมีความรู้สึกขึ้นบ้างแล้ว เวลาที่สุดใจพูดปลอบโยน คนไข้ดูเหมือนแสดงความขอบใจด้วย ครั้งหนึ่งริมฝีปากขมุบขมิบคล้ายจะพูดอะไรออกมา แต่ก็ไม่มีเสียง บางครั้งเขานอนหลับไป เมื่อตื่นขึ้นก่อนอื่นก็มองหาคนพยาบาลของเขา นายแพทย์ได้มทาเยี่ยมสองครั้ง และบอกว่าอาการค่อยกระเตี้องขึ้นบ้างแล้ว ในตอนเย็น ขณะที่สุดใจเอาถ้วยยาจ่อเข้าไปใกล้ปากคนไข้นั้น คนไข้ก็ยิ้มได้เล็กน้อย สุดใจจึงดีอกดีใจมาก ได้คุยกับคนไข้ต่าง ๆ นานาถึงเรื่องของแม่ น้องสาว และการคอยการกลับของเขา แล้วก็ปลอบโยนคนไข้ บางครั้งเขาก็สงสัยเหมือนกันว่าคนไข้จะรู้หรือไม่ แต่ก็คงพูดเรื่อยไป คนไข้แม้จะไม่รู้ว่าสุดใจพูดอะไร แต่ดูเหมือนพอใจฟังน้ำเสียงอ่อนหวานเจือเศร้าของเขาและตั้งใจฟังอยู่ทุกครั้ง
วันที่ ๒ วันที่ ๓ และวันที่ ๔ ผ่านไป อาการของคนไข้บางคราวรู้สึกว่าค่อนข้างดีขึ้น แล้วก็กลับทรุดลงเปลี่ยนแปลงไปบ่อย ๆ สุดใตจพยาบาลอย่างเต็มกำลัง เขาเอาใจใส่ต่อคนไข้มากกว่าตัวเอง แม้แต่อาหารที่นางพยาบาลนำมาให้วันละสองครั้ง เขาก็กินได้เพียงเล็กน้อยเท่านั้น นอกจากคนไข้ที่เขาพยาบาลแล้ว คนอื่น ๆ จะเป็นอย่างไรเขาไม่เอาใจใส่ เช่นคนป่วยบางคนในห้องนั้นบางครั้งอาการหนักลง นางพยาบางวิ่งไปวิ่งมาในตอนดึก ผู้เยี่ยมจับกลุ่มร้องไห้กันเหล่านี้ เขาก็ไม่เอาใจใส่ ทุกวันทุกเวลาเาอใจใส่แต่พ่อของเขาคนเดียวเท่านั้น เมื่อได้ยินเสียงร้องครางเบา ๆ หรือเห็นนียนต์ตาของคนไข้แสดงอาการเปลี่ยนแปลงเขาก็รู้สึกตกใจ บางครั้งเขารู้สึกว่ามีหวังก็วางใจ และบางครั้งก็รู้สึกเย็นวาบเข้าไปในหัวใจ
พอถึงวันที่ ๕ อาการของคนไข้ก็ทรุดลงอีก เขาไปถามนายแพทย์ นายแพทย์สั่นหัวแสดงว่าหมดหวัง สุดใจก็เลยฟุบลงกับเก้าอี้ร้องไห้ แต่ที่ทำให้เขาสบายจบ้างนั้นก็คือ อาการของคนไข้ แต่จะหนักลงแต่มีความรู้สึกดีัขึ้น เขามองดูสุดใจด้วยความพอใจ และปรากฎราอยยิ้งบนใบหน้าด้วย ไม่ว่าอาหารหรือยา ถ้าคนอื่นป้อนเขาจะไม่ยอมกินเลย นอกจากสุดใจคนเดียว บางครั้งเขาก็เผยอริมฝีปากคล้ายกับจะพูด พอสุดใจเห็นคนไข้แสดงอาการดังนั้น ก็จับมือเขาและพูดอย่างรื่นเริงว่า
"พ่อ จะหายในเร็ว ๆ นี้แล้ว เราจะกลับไปบ้านไปหาแม่อีกไม่ช้านักหรอก"
วันนั้นพอถึงเวลาบ่าย ๔ โมง ขณะที่สุดใจกำลังร้องไห้อยู่นั้น ก็ได้ยินเสียงคนพูดนอกห้อง และเสียงเดินเข้ามา
"ลาทีละนะคุณ" และยังได้ยินเสียงนี้ร้องซ้ำอีก เสียงพูดนี้ได้ทำให้สุดใจสะดุ้งขึ้นทั้งตัว และพยายามกลั้นเสียงที่จะร้องออกมานั้นไว้
ในขณะนั้น มีขชายคนหนึ่งถือห่อผ้าเดินเข้าในห้อง ข้างหลังมีนางพยาบาลคนหนึ่งเดินตามมา สุดใจยืนตัวแข็งอยู่กับที่ และร้องขึ้นด้วยเสียงอันดัง พอชายคนนั้นหันมาเห็นร้องขึ้นว่า
"สุดใจ"
สุดใจวิ่งไปกอดแขนพ่อแล้วรอ้งไห้
นางพยาบาลต่างกรูกันเข้ามาด้วยความตกใจ สุดใจยังคงร้องไห้อยุ่ พ่อเขาได้จูบผมเขาหลายครั้ง และจ้องมองดูคนไข้
"เอ๊ะ สุดใจ อย่างไรกันนี่?" เข้าไปหาคนผิดเสียแล้ว แม่เจ้าได้มีจดหมายมาบอกว่า เจ้าได้มาที่โรงพยาบาลนี้แล้ว พ่อคอย คอยเท่าไรก็ไม่เห็น เป็นห่วงเจ้าเหลือเกิน สุดใจเข้ามาตั้งแต่เมื่อไร ทำไมจึงเกิดเข้าใจผิดกันขึ้นได้ พ่อหายป่วยแล้ว แต่เจ้าสบายดีหรือ สมจิตต์เป็นอย่างไร? และหนูเล็กเล่า เป็นอย่างไรบ้าง? พ่อกำลังจะกลับจากโรงพยาบางนี้แล้ว ไปกันเถิด นี่ทำไมจึงเป็นดังนี้ได้"
สุดใจอยากจะพูดเรื่องในครอบครัว แต่ก็พูดไม่ออก
"อ้า พ่อหายแล้วจริง ๆ พ่อรอดอันตรายมาได้อย่างประหลาดเหลือเกิน"
พ่อพูดแล้ว ก็จูบลูกอีก แต่ลูกก็คงยืนนิ่งอยู่
"กลับเถิด เย็นนี้ก็จะถึงบ้านเรา" พ่อจะจูงลูกกลับ แต่สุดใจมองดูคนไข้เฉยอยู่
"ทำไม ไม่กลับหรือไ พ่อเตือนด้วยความแปลกใจ
สุดใจหันกลับไปมองดูคนไข้อีก คนไข้ก็ลืมตาดูสุดใจ ในขณะนั้น สุดใจได้พูดขึ้นว่า
"พ่อ รอผมก่อน ผมยังกลับไปไม่ได้หรอกพ่อ คนนั้นผมพยาบาลมา ๕ วันแล้ว นึกว่าเขาเป็นพ่อจริง ๆ ผมสงสารเขามาก ดูซิ เขามองดูผมใหญ่ ผมเป็นผู้ป้อนยาและอาหารแก่เขา เขายังต้องการผมอยู่ เขาป่วยหนักมาก รอผมก่อนเถิด อย่างไรก็ตาม วันนี้ผมยังกลับไม่ได้ พรุ่งนี้ก็ถึงค่อยกลับเถิด ผมจะทิ้งเขาไปไม่ได้ ดูซิ เขามองดูผมใหญ่ ผมไม่รู้ว่าเขาเป็นใคร ถ้าผมไป เขาก็คงต้องตายเป็นแน่ พ่อให้ผมอยู่ที่นี่ไปก่อนเถิด"
"เด็กคนนี้ดีเหลือเกิน" คนที่ยืนอยู่รอบข้างร้องขึ้นพร้อมกัน
พ่อไม่รู้จะทำอย่างใด มองดูลูก แลมองดูคนไข้ ถามคนที่อยู่ข้าง ๆ ว่า "เขาคือใคร?"
"เป็นชาวบ้านนอก มาจากต่างจังหวัดใหม่ ๆ และเข้ามาอยู่ในโรงพยาบาลนี้พร้อม ๆ กับท่านในเวลาที่เขามานั้น ก็ไม่มีสติเสียแล้ว พูดก็พูดไม่ออก ครอบครัวของเขาเห็นจะอยู่ไกลมาก เขาคงจะนึกว่าลูกของท่านเป็นลูกของเขากระมัง"
คนไข้ยังคงมองดูสุดใจเฉยอยู่
"เมื่อเป็นดังนี้ เจ้าก็อยู่ที่นี่ไปก่อนเถิด" พ่อพูดกับลูก
"เห็นจะไม่ต้องอยู่นานนักหรอก" างพยาบาลพูดเบา ๆ
"อยู่ที่นี่ไปก่อนเถิด พ่อจะกลับไปก่อน แม่เจ้าจะได้ไม่เป็นห่วง เอาเงิน ๒ บาทนี้ไว้ใช้" พูดแล้ว ก็จูบผมลูกแล้วออกไป
เมื่อสุดใจกลับมาที่เตียงคนไข้ คนไข้ก็ดูเหมือนสบายใจขึ้น สุดใจยังคงทำการพยาบาลอยู่เช่นเคย แต่ไม่ร้องไห้เหมือนก่อน ส่วนความอดทนและความร้อนใจนั้นก็มิได้ลดหย่อนไปกว่าเดิม ป้อนยา จัดที่นอน คลำคนไข้ ปลอบโยนเหล่านี้ แต่กลางวันจนถึงกลางคืน อยู่ที่ข้างเตียงคนไข้ตลอดเวลา พอถึงวันรุ่งขึ้นอาการคนไข้ก็หนักลงทุกที ครวญครางอยู่เรื่อย และความร้อนก็เพิ่มขึ้น ตอนเย็นนายแพทย์มาตรวจ ว่าเห็นจะผ่านคืนนี้ไปได้ยาก สุดใจก็เลยยิ่งระมัดระวังเาอใจใส่มากขึ้น เฝ้าดูคนไข้อยู่ไม่ห่าง และคนไข้ก็ได้แต่มองดูสุดใจ ในแววตามีแววของความรักและขอบคุณ แต่ลูกตาได้ค่อย ๆ หรี่ลงและหลับสนิท ในที่สุด
คืนนั้นสุดใจได้เฝ้าอยู่ตลอดคืน ใกล้สว่าง นางพยาบาลเข้ามาตรวจดูอาการ เมื่อเห็นสภาพของคนไข้ก็วิ่งกลับออกไป สักครู่หนึ่ง ก็เข้ามาพร้อมกับผู้ช่วยแพทย์
"จวนจะสิ้นใจแล้ว" ผู้ช่วยแพทย์พูด
สุดใจเข้าไปจับมือคนไข้ คนไข้มองดูสุดใจแล้วก็หลับตา
ในขณะนั้น สุดใจก็รู้สึกว่าคนไข้ได้บีบมือเขาแน่น ก็ร้องขึ้นว่า "เขาจับมือผมไว้แน่นเทียวครับ"
ผู็ช่วยแพทย์ก้มลงไปดูคนไข้ไม่นานนัก็เงยขึ้นมา
"ตายแล้ว" สุดใจร้องขึ้น
"กลับไปเถิด ธุระของเธอหมดแล้ว ขอให้เธอจงเจริญสุดเถิด ลาก่อน" ผู้ช่วยแพทย์พูด
นางพยาบาลเอาดอกไม้ที่แจกันข้างหน้าต่างมาส่งให้สุดใจแล้วว่า
"ฉันไม่มีอะไรที่จะให้เธอ ขอให้เอาดอกไม้นี้ไปเป็นที่ระลึกในการที่ได้มาที่โรงพยาบาลนี้"
"ขอบคุณขอรับ" สุดใจรับดอกไม้นั้น แล้วพูดว่า
"แต่ผมจะต้องเดินทางไปอีกไกล ดอกไม้คงจะเหี่ยวแห้งเสียก่อนถึงบ้านเป็นแน่" พูดแล้วก็ดึงกลีบดอำไม้นั้นโปรยลงบนศพ
"ขอให้ดอำไม้นี้เป็นที่ระลึกถึงชายผู้น่าสงสารนี้ ขอบคุณคุณพี่ ขอบคุณคุณหมอ" แล้วพูดกับคนตายว่า
"ลาก่อน......" เมื่อพูดออกไปแล้ว ไม่รู้ว่าจะเรียกผู้ตายว่าอย่างไร ลังเลอยู่สักครู่หนึ่งและเนื่องจากความเคยชินในการที่ได้เรียกมาตั้ง ๕ วันนั้น เลยหลุดออกมาว่า
"ลาก่อน คุณพ่อ"
พูดแล้วเขาก็ฉวยห่อผ้า เดินออกจากโรงพยาบาลไปด้วยความอ่อนเพลีย ในขณะนั้น ท้องฟ้าสว่างแล้ว
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น