วันพฤหัสบดีที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2564

บทที่ ๑๔ ครูหญิงของน้องชาย


ครูหญิงของน้องชาย

๑๐ มิถุนายน


น้องชายของข้าพเจ้าป่วย  ครูฉวีวรรณได้มาเยี่ยม  ก่อนนี้ครูคนนี้ก็ได้เคยสอนลูกพ่อค้าขายถ่านมาเหมือนกัน  ครูได้เล่าเรื่องแม่ของเด็กคนนี้ให้เราฟัง  ทำให้พวกเราหัวเราะกันใหญ่  เรื่องมีว่าเมื่อสองปีก่อนแม่ของเด็กคนนี้เอาผ้าห่อถ่านไปให้ครูที่บ้านห่อใหญ่  อ้างว่าเพื่อเป็นการตอบแทนในการที่ลูกเขาได้รับเหรียญรางวัล  ไม่ว่าครูจะปฏเสธอย่างไร ๆ เขาก็ไม่ยอมรับคืน  พยายามจะยัดเยียดให้ครูรับจนได้  ครั้นครูไม่รับจริง ๆ ก็ร้องไห้หิ้วถ่านกลับไปบ้าน  ครูเล่าต่อไปว่า  ยังมีหญิงอีกคนหนึ่งเอาเงินใส่ในช่อดอกไม้ไปให้ครู  คำพูของครูทำให้พวกเรารู้สึกสนุกแล้วก็หัวเราะกันใหญ่  ยาที่ตามธรรมดาน้องชายข้าพเจ้าไม่อยากกินนั้น ณ บัดนี้ก็ยอมกินโดยดีทุกขนาน

    การสอนเด็กชั้นประถมปีที่ ๑ นั้นต้องใช้ความอดทนยิ่งนัก  แทบทุกคนยังฟันไม่เต็มปากเหมือนกับคนแก่อ่านออกเสียงก็ไม่ได้ชัด  บ้างจะไป  บ้างน้ำมูกไหล   บ้างถอดรองเท้าวางใต้โต๊ะ  แล้วก็บอกว่าหาย  บ้างเอาดินสอไขหูแล้วก็ร้องว่าเจ็บ  บ้างก็ร้องไห้เพราะซื้อสมุดผิด  การสอนเด็กเล็ก ๆ ตั้ง ๕๐ คนให้เขียนหนังสือนั้นเป็นสิ่งที่ลำบากมากทีเดียว  ในกระเป๋าของเขามักซ่อนพวกลูกหิน  รูปบุหรี่ซิกาแรต  เศษกระเบื้อง  เหล่านี้เป็นต้น   ติดเข้ามาให้ห้องเรียนด้วยเสมอ  ซึ่งครูจะต้องค้นเอามาเก็บไว้หรือทิ้งเสีย  แม้ในรองเท้าเขาก็ซ่อนได้  เด็ก ๆ เหล่านั้นไม่ใคร่จะตั้งใจเรียนกันนัก  บางครั้งพอมีแมลงวันบินเข้ามาตัวหนึ่งเท่านั้น  ก็เกิดยุ่งกันไปหมดทั้งชั้น  ครูต้องทำตนเป็นแม่ของเด็กเหล่านั้น  ต้องจัดเครื่องแต่งตัวให้  เมื่อมีดบาดมือเข้าก็ต้องพันแผลให้  หมวกตกก็ต้องเก็บให้  ต้องคอยระวังไม่ให้เขาสับเปลี่ยนเครื่องใช้กัน  ใช้ความคิดความพยายามทุกอย่างที่จะไม่ให้เขาทำเสียงเอ็ด  ครูหญิงต้องลำบากถึงเช่นนี้  แต่กระนั้นผู้ปกครองของนักเรียนก็ยังมีเรื่องมาต่อว่าอะไรต่อมิอะไรเสมอ  เช่น  "ครู  ดินสอของเด็กทำไมจีงหายไปเล่า?"  "ลูกของฉันไม่เห็นเก่งขึ้นเลย  เป็นอย่างไรนะ?"  บ้างก็ว่า  "ลูกของฉันเก่งออกอย่างนี้ทำไมไม่เห็นได้รับรางวัลบ้างเลย?"  "กางเกงของลูกฉันถูกตาปูจนขาดไป  ทำไมครูไม่ถอนตาปูนั้นออกเสีย?"

    จนบางครั้งครูผู้หญิงโกรธพวกเด็ก ๆ จนอดไ่ได้  เงื้อมือขึ้นจะตีเด็กโดยไม่รู้สึกตัว  แต่ในที่สุดก็ต้องกัดนิ้วของตนเพื่อให้รู้สึกสติ  เมื่อครูโกรธ  และได้ดุว่าเด็กแล้ว  ก็รู้สึกเสียใจ  ต้องไปปลอบโยเด็กที่ถูกดุนั้น  บางทีเมื่อไล่เด็กที่ซนมากออกจากห้องเรียนไปแล้ว ตนเองก็ร้องไห้  บางครั้งผู้ปกครองเด็กลงโทษเด็กรุนแรงเกินไป  เมื่อครูรู้ข่าวเข้าก็รู้สึกไม่พอใจต้องไปห้ามปราม

    ครูฉวีวรรณอายุยังน้อย  รูปร่างสูง  แต่งกายสะอาด  ผิวคล้ำสักหน่อย  ขยันและประเปรียว  ไม่ว่าทำอะไรว่องไวทั้งนั้น  เป็นคนอ่อนโยนและน้ำตาไหลง่าย

    "พวกเด็ก ๆ เห็นจะรักครูมากนะคะ"  คุณแม่ว่า

    "ก็มีมากเหมือนกันค่ะ"  ครูว่า  "แต่พอสิ้นปีแล้วส่วนมากไม่ค่อยเหลียวแลครูเก่า  เมื่อเขาไปเรียนกับครูผู้ชายเขา  เขาก็กลัวเห็ว่าการเรียนกับครูผู้หญิงเป็นสิ่งที่น่าละอาย  การที่ได้สั่งสอนและดูแลเขามาตั้งปีทำให้รู้สึกรักเขามาก  เมื่อห่างเหินกันไป  ก็รู้สึกเคร้าโศกคิดถึงอยู่บ้าง  แต่นึกเสียว่าเด็ก ๆ เหล่านั้นเคยรักดิฉันมาก คงจะไม่ลืมดิฉันเป็นแน่  แต่แม้ใจดิฉันจะคิดดังนี้  ครั้งโรงเรียนเปิดภาคเรียนปีใหม่  เขากลับมาโรงเรียนจะวิ่งเข้าไปหาและร้องเรียนเขาสักเท่าไร  เขาก็กลับหันหน้าไปทางอื่นเสีย  ไม่เหลียวมาดูเสียด้วยซ้ำ"

    เมื่อครูกล่าวจบ  ก็เม้มปากนิ่งอยู่ชั่วขณะ  น้ำตาคลอ  หันไปลูกหลังน้องชายข้าพเจ้าแล้วกล่าวว่า

    "แต่เธอ คงไม่หัสหน้าหนีครู เมื่อครูทักเป็นแน่  เธอคงไม่ลืมครูเก่าของเธอนะจ๊ะ"


(อ่านต่อ บที่ ๑๕ "คุณแม่")


ไม่มีความคิดเห็น: