วันจันทร์ที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564

บทที่ ๘ บ้านคนจน

 


 บ้านคนจน
๒๘ พฤษภาคม

เมื่อวานนี้ตอนบ่าย  ข้าพเจ้ากับคุณแม่และพี่สมถวิลได้เอาเสื้อผ้าไปให้หญิงอนาถาตามที่ได้ทราบข่าวจากหนังสือพิมพ์  ข้าพเจ้าถือห่อผ้า  พี่ถือกระดาษซึ่งจดที่อยู่ของหญิงคนนั้น  พวกเราไปถึงห้องเล็ก ๆ ห้องหนึ่ง ที่นั่นมีนอกชานยาว  สองข้างมีห้องเป็นแถวยาว  คุณแม่ได้เดินไปตามหน้าห้อง  พอไปถึงห้องสุดท้ายก็เคาะประตู  เมื่อประตูเปิดออกมา ก็เห็นผู้หญิงกลางคนผอมซีดดูเหมือนเป็นหญิงที่เราเคยเห็นเสมอสวมเสื้อผ้าเขียวเก่า ๆ 
    "เธอคือผู้ที่หนังสือพิมพ์กล่าวถึงใช่ไหม"  คุณแม่ถาม
    "ใช่เจ้าค่ะ"
    "นี่แนะ  ฉันมีผ้าอยู่เล็กน้อย  ขอให้รับไว้ด้วย"
    หญิงนั้นรู้สึกพอใจมากดูเหมือนไม่รู้ว่าจะแสดงความขอบใจอย่างไรถูก  ในขณะนั้นเราได้เห็นเด็กคนหนึ่งนั่งคุกเข่าอยู่หน้าเก้าอี้ในห้องมืดที่ไมีมีเครื่องเรือนหันหลังออกมาข้างนอกคล้ายกับกำลังเขียนหนังสืออยู่  เมื่อดูโดยถี่ถ้วนแล้ว ก็เห็นกำลังเขียนหนังสืออยู่จริง ๆ บนเก้าอี้มีกระดาษวางอยู่  กระปุกหมึกวางไว้บนพื้น  เราคิดอยู่ว่าห้องมืดอย่างนี้ จะเขียนหนังสือได้อย่างไร  เราได้เห็นเด็กนั้นมีผมบาง สวมเสื้อขาด จึงจำได้ว่าเป็นซุ่นหลีลูกคนขายผัก  เด็กที่มือพิการนั่นเอง  เวลานั้นแม่ของเขากำลังเก็บเสื้อผ้าอยู่  ข้าพเจ้าได้บอกแก่คุณแม่
    "อย่าเอ็ดไป"  คุณแม่ว่า  "ถ้าเขารู้ว่ามารดาเขาได้รับทานจากเพื่อน เขาจะรู้สึกอย่างบ้าง  อย่าพูดไป"
    แต่ในขณะนั้น  ซุ่นหลีหันหน้ามา  เราไม่รู้จะทำอย่างไร  ซุ่นหลีหัวเราะกับข้าพเจ้า  และคุณแม่ดุนหลังข้าพเจ้าให้วิ่งเข้าไปหา  ซุ่นหลีลุกขึ้นมาจับมือข้าพเจ้าไว้
    มารดาของซุ่นหลีบอกเราว่า
    "เราอยู่กันเพียงสองคนแม่ลูก  สามีดิฉันไปเมืองจีนเสียตั้ง ๗ ปีแล้ว  ยิ่งกว่านั้นดิฉันยังล้มป่วยลง  ไม่สามารถจะหาบผักไปขายได้  ไม่ว่าโต๊ะหรือเครื่องใช้อะไรพอจะขายได้ก็เก็บขายหมด  จึงทำให้ซุ่นหลีอ่านหนังสือลำบาก  แม้จะจุดตะเกียงก็ไม่ใคร่ได้  ตาก็ไม่ดีเสียแล้ว  นี่ดีที่หนังสือและหน้าสมุดทางอำเภอให้มา  จึงไปเรียนหนังสือได้  น่าสงสารซุ่นหลี  ถึงอย่างไร ๆ ให้ได้ไปโรงเรียนก็ดีใจมากแล้ว  แต่โธ่เอ๋ย  คนที่มีเคราะห์กรรมอย่างดิฉันคงไม่มีอีกแล้ว"
    คุณแม่ได้เทเอาเงินที่มีอยู่ในกระเป๋าทั้งหมดออกมาให้เขาและลูบศีรษะซุ่นหลี  เมื่อออกมาจากบ้านเกือบจะร้องไห้   แล้วกล่าวแก่ข้าพเจ้าว่า
    "ประเสริฐ  เจ้าจงดูเด็กที่น่าสงสารนั้น  ดูซิว่าเขาขยันและอดทนเพียงไร  ส่วนเจ้าสิไม่ว่าอะไรก็บริบูรณ์ทุกอย่าง  กระนั้นยังไม่ค่อยจะตั้งใจเรียน ความจริงความขยันของเด็กคนนั้นในวันหนึ่ง ๆ เมื่อเทียบกับความขยันของเจ้าในปีหนึ่งแล้ว  ไม่รู้ว่าจะมีค่ามากกว่ากันเท่าใด  เด็กชนินี้ซิ  จึงควรได้รับรางวัลชั้นที่ ๑"



ไม่มีความคิดเห็น: