วันอังคารที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564

บทที่ ๑๐ เด็กผู้รักชาติ


เด็กผู้รักชาติ

(การสนทนาประจำเดือน)

๓๐ พฤษภาคม


เป็นทหารขี้ขลาดหรือ?  ไม่เป็นแน่ ๆ  แต่ถ้าครูเอาเรื่องสนุก ๆ ดังวันนี้มาเล่าให้เราฟังทุกวัน ๆ เราก็จะชอบโรงเรียนมากขึ้น  ครูบอกว่าต่อไปเดือนหนึ่งจะเล่านิยายของเด็กที่ดีดังที่เล่าในวันนี้ให้เราฟังเรื่องหนึ่ง  และสั่งให้เราจดเอาไว้  ต่อไปนี้ก็คือเรื่องของเด็กผู้รักชาติคนหนึ่งที่ครูเล่าให้ฟัง
    "เรือกลไฟฝรั่งเศสลำหนึ่ง  ออกจากบาซิโลนาซึ่งเป็นนครหนึ่งในสเปญไปยังนครเยนัวในอิตาลี  ในเรือนั้นมีทั้งชาวฝรั่งเศส อิตาลี สเปญ และชาวสวิส  ในหมู่คนโดยสารนั้นมีเด็กคนหนึ่งอายุ ๑๑ ปี  เครื่องนุ่งห่มเก่าขาด มาคนเดียว  และไม่เข้ารวมหมู่กับใคร  มองดูคนอื่นด้วยตาขุ่นขวางเหมือนสัตว์ป่า  การที่เขามองคนด้วยสายตาดังนี้ก็นับว่ามีเหตุผลอันเพียงพอ  เดิมทีเมื่อสองปีก่อนเขาถูกพ่อแม่เขาขายให้กับคณะแสดงกลคณะหนึ่ง  คนในคณะแสดงกลตีเขา  เตะเขา  ปล่อยให้เขาอด ๆ อยาก ๆ บังคับให้เขาเล่กล  พาเขาเร่ร่อนไปทั่วฝรั่งเศส  สเปญ  ทำการทารุณต่อเขาเรื่อย ๆ และอาหารก็ไม่ใคร่ให้เขาพอเพียง
    เมื่อเวลาที่คณะแสดงกลคณะนี้มาถึงบาซีโลนานั้น เขาไม่สามารถจะทนต่อความทารุณและความอดอยากได้  จึงหนีไปขอความอารักขาจากกลสุลอิตาลี  กงสุลสงสารเขามาก  ได้ช่วยเหลือให้เขาลงเรือลำนี้  และยังได้ให้จดหมายแนะนำตัวให้เขาถือไปแสดงตัวต่อเจ้าพนักงานในเยนัว  เพื่อให้ส่งกลับไปยังพ่อแม่ผู้โหดร้าย  ซึ่งได้ขายเขาไปเสียเยียงสินค้า  เด็กผู้นั้นทั้งตัวเต็มไปด้วยบาดแผล  อ่อนเพลียมาก  แต่เหตุที่เขาอยู่ในห้องโดยสารชั้นสองทุกคนจึงเห็นเป็นการแปลกประหลาด  ทุกคนได้แต่มองดูเขาเพราะไม่มีใครทำให้เขาพูดด้วยได้เลย  ดูเหมือนว่าเขารังเกียจคนเหล่านั้นทั้งหมด  จิตใจเขาได้เปลี่ยนแปลงไปถึงเช่นนี้
    มีผู้โดยสาร ๓ คน ใช้อุบายต่าง ๆ ที่จะทำให้เขาพูดด้วย  จนเขาเปิดปากพูดออกมาได้  เขาใช้ภาษาอิตาลีปนกับภาษาฝรั่งเศสและภาษาสเปญ  เล่าถึงประวัติของเขาโดยย่อ  ผู้โดยสารทั้งสามนี้แม้จะไม่ใช่ชาวอิตาลี  แต่ก็ฟังภาษาของเขาออก  และเนื่องด้วยความสงสารกับมึนสุราอยู่บ้าง  จีงได้ให้เงินเขา  แล้วยังคงคุยกับเขาต่อไป  ในขณะนั้นได้มีผู้หญิงหลายคนเข้ามาในห้องนั้น  เมื่อได้ยินคำพูดของเขาแล้ว  เพื่อต้องการให้คนอื่นแลเห็น  จึงเอาเงินโยนลงที่โต๊ะ  แล้วพูดว่า  "นี่ให้เจ้า  เจ้าเอาไปเถิด"
    เด็กนั้นได้แสดงความของใจด้วยเสียงเบา ๆ เก็บเงินเข้ากระเป๋า  ใบหน้าอันเศร้าโศกของเขา  บัดนี้ได้ปรากฎมีรอยยิ้มอันน่ารักขึ้นบ้าง  แล้วเขาก็ปีนขึ้นที่นอนเอาม่านลง  นอนคิดถึงสภาพของตนต่อไป  ด้วยเินจำนวนนี้เขาอาจจะซื้ออาหารดี ๆ ในเรือบรรจุท้องที่อดอยากมาตั้งสองปีแล้วได้  เมื่อไปถึงเยนัวก็จะได้ซื้อเสื้อผ้าเปลี่ยน  เอาเสื้อเก่าซึ่งได้สวมมาแล้วตั้งสองปีออกเสีย  และการมีเงินติดมือไปบ้าน ย่อมดีกว่าไม่มีเงินเสียเลย  อย่างน้อยก็จะได้รับการต้อนรับอย่างมนุษย์คนหนึ่งจากบิดามารดา  สำหรับเขาว่าเงินนั้นเป็นทรัพย์สมบัติอย่างหนึ่ง  กำลังที่เด็กนั้นครุ่นคิดอะไรต่ออะไรอยู่อย่างเพลิดเพลิน  ผู้โดยสาร ๓ คนนั้นก็เข้าล้อมโต๊ะอาหารนั่งคุยกันต่อไป
    พวกเขาดื่มสุรากันพลางแล้วก็คุยถึงสภาพท้อถิ่นต่าง ๆ ที่ได้ผ่านมา  ในที่สุดก็หวนมาคุยถึงอิตาลี  คนหนึ่งว่าโรงแรมในอิตาลีไม่ดี  อีกคนหนึ่งว่ารถไฟไม่ดี  เมื่อยิ่งดื่มสุรามากเข้า  การสนทนาของเขาก็ยิ่งรุนแรงขึ้น  คนหนึ่งว่าถ้าจะไปอิตาลีละ  ไปขั้วโลกเหนือเสียดีกว่า  อีกคนหนึ่งว่าที่อิตาลีเต็มไปด้วยโจรและพวกต้มมนุษย์  คนที่สามว่าข้าราชการอิตาลีไม่รู้จักหนังสือ
    "มันเป็นเมืองโง่"  คนหนึ่งว่า
    "พลเมืองก็เลว"  อีกคนหนึ่งเสริม
    "โจร..."
    คนที่สามกำลังพูดว่า "โจร" ยังไม่ทันจบประโยคก็มีเหรียญเงินเหรียญเล็ก ๆ ขว้างมาที่ตัวเขาเหมือนกับลูกเห็บกลิ้งบนโต๊ะ  และบนพื้นดังกราวใหญ่  เมื่อผู้โดยสารทั้งสามเงยหน้าขึ้นมองด้วยความโกรธเคือง  เงินอีกกำมือหนึ่งก็ขว้างมาถูกที่หน้าของเขาอีก
    "เอากลับไป"  เด็กนั้นโผล่หัวออกมาจากม่านแล้วร้องขึ้น  "เราไม่ต้องการเงินของคนที่ว่าประเทศเราเลว"


ไม่มีความคิดเห็น: