เด็กผู้รักชาติ
(การสนทนาประจำเดือน)
๓๐ พฤษภาคม
เป็นทหารขี้ขลาดหรือ? ไม่เป็นแน่ ๆ แต่ถ้าครูเอาเรื่องสนุก ๆ ดังวันนี้มาเล่าให้เราฟังทุกวัน ๆ เราก็จะชอบโรงเรียนมากขึ้น ครูบอกว่าต่อไปเดือนหนึ่งจะเล่านิยายของเด็กที่ดีดังที่เล่าในวันนี้ให้เราฟังเรื่องหนึ่ง และสั่งให้เราจดเอาไว้ ต่อไปนี้ก็คือเรื่องของเด็กผู้รักชาติคนหนึ่งที่ครูเล่าให้ฟัง
"เรือกลไฟฝรั่งเศสลำหนึ่ง ออกจากบาซิโลนาซึ่งเป็นนครหนึ่งในสเปญไปยังนครเยนัวในอิตาลี ในเรือนั้นมีทั้งชาวฝรั่งเศส อิตาลี สเปญ และชาวสวิส ในหมู่คนโดยสารนั้นมีเด็กคนหนึ่งอายุ ๑๑ ปี เครื่องนุ่งห่มเก่าขาด มาคนเดียว และไม่เข้ารวมหมู่กับใคร มองดูคนอื่นด้วยตาขุ่นขวางเหมือนสัตว์ป่า การที่เขามองคนด้วยสายตาดังนี้ก็นับว่ามีเหตุผลอันเพียงพอ เดิมทีเมื่อสองปีก่อนเขาถูกพ่อแม่เขาขายให้กับคณะแสดงกลคณะหนึ่ง คนในคณะแสดงกลตีเขา เตะเขา ปล่อยให้เขาอด ๆ อยาก ๆ บังคับให้เขาเล่กล พาเขาเร่ร่อนไปทั่วฝรั่งเศส สเปญ ทำการทารุณต่อเขาเรื่อย ๆ และอาหารก็ไม่ใคร่ให้เขาพอเพียง
เมื่อเวลาที่คณะแสดงกลคณะนี้มาถึงบาซีโลนานั้น เขาไม่สามารถจะทนต่อความทารุณและความอดอยากได้ จึงหนีไปขอความอารักขาจากกลสุลอิตาลี กงสุลสงสารเขามาก ได้ช่วยเหลือให้เขาลงเรือลำนี้ และยังได้ให้จดหมายแนะนำตัวให้เขาถือไปแสดงตัวต่อเจ้าพนักงานในเยนัว เพื่อให้ส่งกลับไปยังพ่อแม่ผู้โหดร้าย ซึ่งได้ขายเขาไปเสียเยียงสินค้า เด็กผู้นั้นทั้งตัวเต็มไปด้วยบาดแผล อ่อนเพลียมาก แต่เหตุที่เขาอยู่ในห้องโดยสารชั้นสองทุกคนจึงเห็นเป็นการแปลกประหลาด ทุกคนได้แต่มองดูเขาเพราะไม่มีใครทำให้เขาพูดด้วยได้เลย ดูเหมือนว่าเขารังเกียจคนเหล่านั้นทั้งหมด จิตใจเขาได้เปลี่ยนแปลงไปถึงเช่นนี้
มีผู้โดยสาร ๓ คน ใช้อุบายต่าง ๆ ที่จะทำให้เขาพูดด้วย จนเขาเปิดปากพูดออกมาได้ เขาใช้ภาษาอิตาลีปนกับภาษาฝรั่งเศสและภาษาสเปญ เล่าถึงประวัติของเขาโดยย่อ ผู้โดยสารทั้งสามนี้แม้จะไม่ใช่ชาวอิตาลี แต่ก็ฟังภาษาของเขาออก และเนื่องด้วยความสงสารกับมึนสุราอยู่บ้าง จีงได้ให้เงินเขา แล้วยังคงคุยกับเขาต่อไป ในขณะนั้นได้มีผู้หญิงหลายคนเข้ามาในห้องนั้น เมื่อได้ยินคำพูดของเขาแล้ว เพื่อต้องการให้คนอื่นแลเห็น จึงเอาเงินโยนลงที่โต๊ะ แล้วพูดว่า "นี่ให้เจ้า เจ้าเอาไปเถิด"
เด็กนั้นได้แสดงความของใจด้วยเสียงเบา ๆ เก็บเงินเข้ากระเป๋า ใบหน้าอันเศร้าโศกของเขา บัดนี้ได้ปรากฎมีรอยยิ้มอันน่ารักขึ้นบ้าง แล้วเขาก็ปีนขึ้นที่นอนเอาม่านลง นอนคิดถึงสภาพของตนต่อไป ด้วยเินจำนวนนี้เขาอาจจะซื้ออาหารดี ๆ ในเรือบรรจุท้องที่อดอยากมาตั้งสองปีแล้วได้ เมื่อไปถึงเยนัวก็จะได้ซื้อเสื้อผ้าเปลี่ยน เอาเสื้อเก่าซึ่งได้สวมมาแล้วตั้งสองปีออกเสีย และการมีเงินติดมือไปบ้าน ย่อมดีกว่าไม่มีเงินเสียเลย อย่างน้อยก็จะได้รับการต้อนรับอย่างมนุษย์คนหนึ่งจากบิดามารดา สำหรับเขาว่าเงินนั้นเป็นทรัพย์สมบัติอย่างหนึ่ง กำลังที่เด็กนั้นครุ่นคิดอะไรต่ออะไรอยู่อย่างเพลิดเพลิน ผู้โดยสาร ๓ คนนั้นก็เข้าล้อมโต๊ะอาหารนั่งคุยกันต่อไป
พวกเขาดื่มสุรากันพลางแล้วก็คุยถึงสภาพท้อถิ่นต่าง ๆ ที่ได้ผ่านมา ในที่สุดก็หวนมาคุยถึงอิตาลี คนหนึ่งว่าโรงแรมในอิตาลีไม่ดี อีกคนหนึ่งว่ารถไฟไม่ดี เมื่อยิ่งดื่มสุรามากเข้า การสนทนาของเขาก็ยิ่งรุนแรงขึ้น คนหนึ่งว่าถ้าจะไปอิตาลีละ ไปขั้วโลกเหนือเสียดีกว่า อีกคนหนึ่งว่าที่อิตาลีเต็มไปด้วยโจรและพวกต้มมนุษย์ คนที่สามว่าข้าราชการอิตาลีไม่รู้จักหนังสือ
"มันเป็นเมืองโง่" คนหนึ่งว่า
"พลเมืองก็เลว" อีกคนหนึ่งเสริม
"โจร..."
คนที่สามกำลังพูดว่า "โจร" ยังไม่ทันจบประโยคก็มีเหรียญเงินเหรียญเล็ก ๆ ขว้างมาที่ตัวเขาเหมือนกับลูกเห็บกลิ้งบนโต๊ะ และบนพื้นดังกราวใหญ่ เมื่อผู้โดยสารทั้งสามเงยหน้าขึ้นมองด้วยความโกรธเคือง เงินอีกกำมือหนึ่งก็ขว้างมาถูกที่หน้าของเขาอีก
"เอากลับไป" เด็กนั้นโผล่หัวออกมาจากม่านแล้วร้องขึ้น "เราไม่ต้องการเงินของคนที่ว่าประเทศเราเลว"
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น