วันเสาร์ที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564

บทที่ ๑ วันเปิดภาคเรียน


 วันเปิดภาคเรียน

๑๗ พฤษภาคม

วันนี้เป็นวันเปิดภาคเรียนปีใหม่ ชีวิตเดือนครึ่งในชนบทได้ผ่านไปเหมือนหนึ่งความฝัน  แต่แล้วเราก็ได้กลับมายังโรงเรียนเก่าของเราอีก  ในเวลาเช้าขณะที่คุณแม่พาไปส่งที่โรงเรียนนั้น  ในใจยังคงคิดถึงสภาพแห่งชนบทอยู่  เดินตามคุณแม่ไปเหมือนคนใจลอด

   ตามถนนหนทางเต็มไปด้วยนักเรียนในเครื่องแบบทั้งชายและหญิง  ในร้านขายหนังสือสองร้านซึ่งอยู่ใกล้ ๆ โรงเรียนของเรา ผู้ปกครองและนักเรียนกำลังซื้อสมุดหนังสือ  หมึก  ปากกา  ดินสอ  หน้าโรงเรียนมีผู้คนพลุกพล่าน  ภารโรงโรงเรียนและตำรวจจราจร  ได้พยายามแหวกทางเดินไม่ให้คับคั่ง  พอมาถึงหน้าประตูโรงเรียนรู้สึกว่ามีคนมาตบไหล่  หันไปดูก็เห็นครูประจำชั้นมัธยมปีที่ ๒  ครูเก่าผมหยักโศกงามของเรานั่นเอง  ข้าพเจ้าได้กระทำความเคารพท่าน  ท่านมองหน้าข้าพเจ้าด้วยหน้าตาอันยิ้มแย้มแจ่มใสและร่าเริงอย่างเคย  แล้วกล่าวว่า

    "เราไม่ได้อยู่ร่วมชั้นกันต่อไปอีกแล้วนะประเสริฐ"  

    ข้าพเจ้าเศร้าใจในเรื่องนี้อยู่แล้ว  เมื่อครูมากล่าวฟื้นขึ้นอีกเช่นนี้  จึงทำให้ข้าพเจ้าตื้นตันใจยิ่งขึ้น

    เมื่อพวกเราเข้าไปในบริเวณโรงเรียน  ก็เห็นมีสุภาพบุรุษ  สุภาพสตรี  พ่อค้า  ข้าราชการ  ทหาร  พลเรือน  พระภิกษุ  และพี่เลี้ยง  มือหนึ่งจูงเด็กและอีกมือหนึ่งถือเครื่องเล่าเรียนยืนกันอยู่ตามขั้นบันได  และนั่งกันเต็มห้องรับแขก  เสียงจ้อกแจ้กจนฟังไม่ได้ศัพท์  รู้สึกดีใจที่ได้มาเห็นห้องนี้อีกครั้งหนึ่ง  ห้องนี้เป็นห้องใหญ่อยู่ชั้นล่าง  มีประตูติดต่อกันไปถึง ๗ ห้อง ซึ่งในระยะ ๒ ปีที่แล้วมา  เราต้องเดินผ่านทุกวัน  ขณะนั้นมีครูเดินเข้า ๆ ออก ๆ อยู่หลายคน  ครูหญิงที่สอนเราตั้งแต่เมื่อครั้งอยู่ชั้นมัธยมปีที่ ๑ ร้องทักข้าพเจ้ามาจากประตูห้อง

    "ประเสริฐ ปีนี้เธอจะต้องขึ้นไปอยู้ห้องชั้นบนแล้ว  ครูจะไม่ได้เห็นเธอเดินผ่านห้องเรียนนี้อีกแล้ว"  ครูพูดด้วยความอาลัย

    ครูใหญ่ถูกพวกผู้หญิง ซึ่งกลัวว่าจะไม่มีห้องว่างให้พวกลูก ๆ ของเขาเรียนรุมกันอยู่แน่น  ผมของท่านดูหงอกมากกว่าเมื่อปีกลายเล็กน้อย  นักเรียนทุกคนแข็งแรงและสูงใหญ่ขึ้น  ชั้นล่างได้จัดเรื่องห้องเรียนกันเสร็จแล้ว  มีเด็กใหม่ซึ่งเพิ่งมาเข้าเรียนในชั้นประถมปีที่ ๑  ไม่ยอมเข้าห้องเรียน  ทำตื้อดึงจะกลับบ้าน  ต้องฉุดกันเข้าไป  บางคนวิ่งหนีออกมา  บางคนเห็นพ่อแม่กลับก็ร้องไห้  ผู้ที่เป็นพ่อแม่ต้องกลับมาพูดปลอมโยน  บ้างก็ดุ  ทำให้พวกครูหัวหมุนจนไม่รู้ว่าอะไรเป็นอะไร

    น้องข้าพเจ้าอยู่ในชั้นซึ่งครูผู้หญิงคนหนึ่งชื่อฉวีวรรณเป็นผู้สอน  ครูของข้าพเจ้าชื่อครูสินธุ์  ห้องเรียนของเราอยู่ชั้นบน

    เวลา ๘.๓๐ น.  พวกเราได้เข้าห้องเรียน ในชั้นเรามีอยู่ ๓๐ คนด้วยกัน  ที่เลื่อนชั้นขึ้นมาจากห้อง ๒ พร้อมกันนั้นเพียง ๑๕-๑๖ คน  ประดิษฐ์ รักธรรม  ผู้สอบไล่ได้เป็นที่ ๑ เสมอ  ก็ได้มาอยู่ห้องเดียวกันนี้ด้วย

    เมื่อหวนคิดไปถึงการวิ่งไปวิ่งมาตามทุ่งนาป่าเขาในระหว่างหยุดฤดูร้อน  ก็รู้สึกว่าโรงเรียนเล็กและอึดอัดเสียแล้ว  และเมือ่นึกถึงครูประจำชั้นมัธยม ๒ ของเรา  ครูคนดีซึ่งยิ้มแย้มกับเราเสมอ  รูปร่างไล่เรี่ยกับพวกเรา  ทำให้คิดถึงครูผมหยักโศกคนนี้มาก  จะไม่ได้อยู่ร่วมกันอีกแล้ว  ครูคนใหม่นี้ รูปร่างสูง  ไม่มีหนวดเครา  ผมสีดอกเลาและยาว  หน้าผากมีรอยย่อเป็นเส้น ๆ พูดเสียงดัง  แก่จ้องดูเราทีละคน ๆ ดังกับจะมองให้ทะลุเข้าไปในหัวใจ  เป็นครูที่ไม่รู้จักยิ้มเลย  ข้าพเจ้าคิดอยู่ในใจว่า

    "เฮ้อ!  วันนี้เพิ่งเป็นวันแรกเท่านั้น  ยังอีกตั้ง ๙ เดือน!  บทเรียนและการสอบซ้อมประจำเดือน  มันช่างน่าเบื่อหน่ายเสียจริง ๆ"

    พอโรงเรียนเลิก  รีบออกจากห้องเรียน  รู้สึกอยากเห็นหน้าคุณแม่เป็นกำลัง  พอวิ่งไปถึงคุณแม่ก็กราบลงกับตัก  ท่านพูดกับข้าพเจ้าว่า 

    "ประเสริฐเจ้าต้องเอาใจใส่ต่อการเล่าเรียนของเจ้านะ  ทุกคนต้องเรียนเหมือนกันทั้งนั้น"

    เรากลับบ้านด้วยความร่าเริง  แต่ครูเก่าที่น่ารักของเราไม่ได้อยู่ร่วมกันอีกแล้ว  โรงเรียนจึงไม่ชวนสนุกเหมือนแต่ก่อน.

(อ่านต่อ บทที่ ๒ "ครูของเรา")

ไม่มีความคิดเห็น: